งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 1 ลดตำแหน่งจากเมียเอกสู่อนุ

ท่ามกลางสติครึ่งๆกลางๆ   มู่หรงเสวี่ยรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่ทรวงอก ทุกลมหายใจเข้าออกเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่ดวงใจ  เจ็บจนนางต้องขมวดคิ้วแน่น  นางค่อยๆเปิดเปลือกตาที่แสนจะหนักอึ้งขึ้นแต่แล้วก็ต้องรู้สึกตะลึงงันกับฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

สถานที่ตรงหน้าประดับประดาด้วยหินอ่อนเนื้อดีสีขาว  เก้าอี้สลักเสลาจากไม้ล้ำค่า เสาหล่อจากทองคำวิจิตรตระการตา  ผ้าม่านผ้าบุทำจากผ้าไหมเนื้อดีปักลายละเอียดอ่อน  ทั่วทั้งโถงกว้างนั้นให้ความรู้สึกเรืองรองอร่ามตา ตรงมุมห้องยังมีชิ้นงานศิลป์อันสูงค่าเป็นเตาให้ความอบอุ่นทำจากเส้นทองลงยาสีม่วงบิดเป็นลวดลายอ่อนช้อย  ส่วนที่หน้าต่างนั้นเหล่า..ก็แขวนประดับด้วยหินปะการังสีแดงคู่    ความสูงราว 1 เมตรซึ่งเป็นของล้ำค่าหายากมิสามารถประเมินค่าได้   นอกจากนั้นแล้วที่กำแพงแต่ละข้างยังมีมุกราตรีประดับเป็นระยะให้แสงเรืองรองสว่างไปทั่วบริเวณ

มู่หรงเสวี่ยได้แต่นิ่งขึงตะลึง ในยุคสมัยเทคโนโลยีดิจิตอลนั้น มีไฟฟ้าเข้ามาให้แสงสว่างไปทุกหนทุกแห่ง  แต่ที่นี่กลับใช้วิธีและตกแต่งด้วยเครื่องเรือนยุคโบราณได้อย่างน่าชม   แม้แต่โถงออกว่าราชการของพระราชวังต้องห้ามในเป่ยจิงก็ยังไม่น่าชมเท่า

“ฝ่าบาท....กระหม่อมทูลขอพระราชโองการโปรดประทานองค์หญิงอี้หย่วนให้แต่งเป็นชายาเอกของกระหม่อม  และให้มู่หรงเสวี่ยแต่งเข้าเป็นชายารองด้วยเถิดพ่ะยะคะ”

เสียงแข็งเย็นชาของบุรุษผู้หนึ่งดังเข้ามาสู่โสตประสาท   ทำลายความรู้สึกรื่นรมย์ต่อภาพสถานที่อันสวยงามที่อยู่ตรงหน้า   มู่หรงเสวี่ยหันไปทางที่มาของเสียง  เห็นชายผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดคลุมสีแดง-ม่วงยืนเด่นอยู่บนพรมสีแดงกลางห้อง เส้นผมสีดำสนิทของเขาถูกมัดและประดับด้วยรัดเกล้าทองคำ-ม่วง  ใบหน้าอันหล่อเหลายากจะหาใครเทียบเทียมของชายหนุ่มนั้นนิ่งสงบ   ดวงตาอันเข้มคมแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมโหดและเด็ดขาด

มู่หรงเสวี่ยรู้สึกปวดจี้ดขึ้นที่ศีรษะแล้วจู่ๆ ก็มีความทรงจำแปลกปลอมไหลบ่าเข้ามาเบียดประสานเข้ากับความทรงจำดั้งเดิมของนาง  นางแทบไม่อยากจะเชื่อ  แต่ก็ต้องทำใจเชื่ออย่างไม่มีทางเลือกว่า- ตัวนางเองนั้นได้ถอดจิตมาอยู่ในร่างผู้อื่น

เจ้าของร่างเดิมนั้นมีนามเดียวกับนางว่า มู่หรงเสวี่ย เป็นธิดาที่เกิดจากฮูหยินเอกของขุนนางผู้หนึ่ง  นางได้หมั้นหมายกับองค์ชายจิง เย่วอี้เฉิน ตั้งแต่เยาว์วัย   สามปีก่อนหน้านี้  องค์ชายจิงได้นำทัพไปที่ชายแดนเพื่อต่อต้านทัพศัตรู ขณะที่ตัวมู่หรงเสวี่ยนั้นได้รอคอยคู่หมั้นอยู่ที่เมืองหลวง

หลังจากเฝ้ารอคู่หมั้นจนในที่สุดเขาก็ได้กลับมา    มิคาด, เขากลับมาพร้อมองค์หญิงโม่เป่ย ฉินอี้หย่วน   เขาได้ประกาศต่อหน้าเหล่าขุนนางและครอบครัวข้าราชบริพารกลางงานเลี้ยงต้อนรับว่าจะแต่ง ฉินอี้หย่วน เป็นชายาเอก   ลดตำแหน่งมู่หรงเสวี่ยให้เป็นเพียงชายารอง  อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว, มู่หรงเสวี่ยเจ้าของร่างเดิมตกใจและเจ็บใจจนโรคประจำตัวนางกำเริบและตายไปโดยไม่มีใครรู้กลางงานเลี้ยง

เย่วอี้เฉินฉวยโอกาสขอพระราชทาน ฉินอี้หย่วน แต่งเป็นชายาเอกเพื่อเป็นรางวัลในการรบชนะข้าศึก    แต่มู่หรงเสวี่ยล่ะ....นางทำผิดอะไร???

นางเชื่อฟังคำบิดามารดาทำการหมั้นหมายให้เย่วอี้เฉิน   นางไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้พูดจารับรู้เรื่องราวก่อนว่าคู่หมั้นของนางคิดจะแต่งนางให้เข้ามาเป็นเพียงชายารอง เกียรติยศของนางในฐานะที่เป็นบุตรีของขุนนางอันทรงเกียรติถูกเหยียบย่ำลงบนพื้น
อย่างไม่คิดจะปราณี

ในแววตาของมู่หรงเสวี่ยพลันทอประกายเด็ดเดี่ยว   ยืนอยู่ท่ามกลางสายตาเห็นอกเห็นใจ,สงสาร, ล้อเลียน ดูถูกและสาแก่ใจของใครหลายคน   นางค่อยๆเงยหน้ามองไปที่เย่วอี้เฉินพร้อมทั้งเอ่ยปากว่า    “ตัวข้านั้นได้ทำการหมั้นหมายกับท่านมาก่อน การแต่งงานกระชับสัมพันธ์กับองค์หญิงอี้หย่วนเป็นการมาทีหลัง   ท่านไม่คิดว่าท่านทำเกินไปหรือ...ที่จะลดฐานะตัวข้าให้เป็นรองนาง????”

สายตาประหลาดใจมองมายังที่มู่หรงเสวี่ย   เย่วอี้เฉินผู้ซึ่งเป็นดั่งเทพเจ้าแห่งสงครามมีทั้งอำนาจกองกำลังทหารอยู่ในมือ  แม้แต่ขุนนางใหญ่ยังต้องเกรงอกเกรงใจเขา   ส่วนมู่หรงเสวี่ยนั้นเป็นเพียงคุณหนูขี้โรคที่อยู่แต่ในห้องหอ   นางมีคุณสมบัติอะไรมาติเตียนเขาเช่นนี้     ช่างไม่คิดหน้าคิดหลังซะบ้างเลย!!!

ฮ่องเต้พระชันษาเข้าวัยกลางคนที่ประทับนั่งอยู่บนบัลลังค์ทองคำก็ทรงผินพระพักตร์มองไปยังมู่หรงเสวี่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน   สายตาที่เฉียบแหลมและทรงอำนาจที่ซ่อนอยู่ด้านหลังม่านมุกหยกขาวนั้นไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากที่ห่างไกล

มู่หรงเสวี่ยไม่สนใจต่อท่าทีของผู้อื่น   นางเพียงแต่มองด้วยสายตาเย็นชาไปยังเย่วอี้เฉิน

“อี้หย่วนเป็นองค์หญิงที่กษัตริย์แห่งโม่เป่ยโปรดปรานมากที่สุด   หากให้นางเป็นเพียงชายารองเท่ากับหยามเกียรติของโม่เป่ย   สองแว่นแคว้น...ฉิงหยานและโม่เป่ยคงต้องเกิดศึกขึ้นอีกเป็นแน่!”    เย่วอี้เฉินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่มองหน้านาง    คิ้วเข้มของเขาแสดงให้เห็นถึงความหงุดหงิดรำคาญ   ส่วนคำพูดของเขานั้นบ่งถึงความไม่ใส่ใจ

มู่หรงเสวี่ยมิยอมให้จบเช่นนั้น    “ฉิงหยานเป็นชาติที่แข็งแกร่ง   กองทัพเกรียงไกร หากโม่เป่ยกล้าคิดต่อต้านเพียงแค่ส่งกองทัพไปปราบปราม   ทำไมองค์ชายต้องหวั่นเกรงพวกเขาด้วย?”

“ข้ามิได้กลัวที่จะเปิดศึก   ข้าเพียงแต่ไม่อยากให้ทหารออกไปตายด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง!”    เย่วอี้เฉินหมุนตัวก้มลงมองมายังมู่หรงเสวี่ย   ความเยือกเย็นกระจายไปทั่วดวงตาและหัวคิ้วของเขา   “หากสองแคว้นสามารถสงบศึกด้วยการแต่งงานกระชับสัมพันธ์   ทำไมเรายังต้องสูญเสียไพร่พลเพื่อสงครามอีกเล่า?”

กองทัพโม่เป่ยทะเยอทะยานมิใช่จะยอมพ่ายแพ้โดยง่าย   พวกเขาตกลงจะสงบศึกและกระชับสัมพันธ์ผ่านการแต่งงาน   การศึกที่ผ่านมาสามปีทำให้พวกเขาสูญเสียไปไม่น้อย   พวกเขาถึงอยากพักและฟื้นฟูกำลังขึ้นมาใหม่   ถึงฉินอี้หย่วนแต่งมาเป็นชายารอง   พวกโม่เป่ยอาจจะเดือดดาลและประนามทางฉิงหยางไม่น้อยแต่พวกเขาจะไม่แต่งกองทัพมายังชายแดนเอาง่ายๆ    เย่วอี้เฉินและโม่เป๋ยทำสงครามกันมาสามปีเต็ม ตัวเขาเองย่อมรู้อยู่แก่ใจดีแต่เขาก็ยังอ้างความสงบระหว่างแว่นแคว้นเป็นเหตุผล   ความจริงก็คือเขาชอบฉินอี้หย่วนและอยากจะแต่งนางเป็นเมียเอกก็แค่นั้น!

ริมฝีปากของมู่หรงเสวี่ยขยับขึ้นยิ้มเยาะ สายตาเย็นชาของนางจับจ้องไปยังเย่วอี้เฉิน “ราชนิกูลที่เป็นองค์ชายหลายพระองค์   ทั้งหนุ่มแน่นและมากความสามารถ  ทั้งขุนนางผู้มีพรสวรรค์และความรู้ที่อยู่ในวัยเหมาะที่จะแต่งงานก็มีตั้งมากมาย  องค์หญิงอี้หย่วนสามารถแต่งให้พวกเขาคนใดคนหนึ่งเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น   นางไม่เห็นมีความจำเป็นต้องแต่งให้กับบุรุษที่มีพันธะหมั้นหมาย”

เย่วอี้เฉินลดตำแหน่งมู่หรงเสวี่ยที่ควรจะเป็นให้เป็นเพียงเมียน้อยในงานเลี้ยงเหมือนเป็นการทำให้นางได้รับความอับอาย   มิได้ให้เกียรตินางในฐานะคู่หมั้นหมาย   มู่หรงเสวี่ยคนเดิมถึงกับโกรธจนสิ้นชีพด้วยการกระทำของเย่วอี้เฉิน   นางในฐานะบุตรีคนสำคัญของภรรยาเอกของครอบครัวขุนนางอันทรงเกียรติจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกนางได้ง่ายๆเช่นกัน!


“ระหว่างเจรจาสงบศึก  กษัตริย์โม่เป่ยได้ขอร้องให้ข้ารับปากดูแลองค์หญิง   ซึ่งข้าก็ได้ตอบตกลงรับปากไปแล้ว!”   เย่วอี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง



สัญญาสงบศึกยี่สิบปีระหว่างฉิงหยานและโม่เป่ยนับเป็นข้อตกลงที่ดี   เย่วอี้เฉินแต่งงานกับฉินอี้หย่วนเพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ   การลดตำแหน่งของมู่หลงเสวี่ยไปเป็นอนุเนื่องด้วยไม่มีทางเลือกอื่น   หากนางยังยืนกราน   ตำหนิทางเย่วอี้เฉินอีก   นางคงโดนกล่าวหาว่าเป็นหญิงที่เห็นแก่ตัวไม่สำนึกบุญคุณประเทศชาติ



เพียงพูดไม่กี่คำ  เขาพลิกสถานการณ์ให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ  วาทะของเย่วอี้เฉินตรงไปตรงมาและล้ำลึกโดยแท้   ชื่อเสียงเทพเจ้าสงครามของเขาที่ได้มานั้น....สมดั่งคำร่ำลือแล้ว!   แต่นาง...มู่หรงเสวี่ยไม่ใช่แพะบูชายัญที่จะสละชีพโดยไม่ดิ้นรน  “ถ้าเช่นนั้น….หมายความว่าการอภิเษกขององค์ชายจิงและองค์หญิงอี้หย่วนคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ใช่หรือไม่?”



จ้องลึกลงไปยังดวงตาอันเยือกเย็นราวกับบ่อน้ำลึกของมู่หรงเสวี่ย   เย่วอี้เฉินบังเกิดความรู้สีกบีบรัดที่หัวใจ   เหมือนกับกำลังจะมีสิ่งที่มิอาจคาดถึงได้บังเกิดขึ้น   เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วตอบกลับน้ำเสียงเย็นมิได้ยิ่งหย่อนกลับไปว่า   “แน่นอน!


“ถ้าเช่นนั้น......ข้าร้องขอให้พันธะหมั้นหมายระหว่างองค์ชายจิงกับข้าเป็นโมฆะ!

ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาจากปากนาง ฝูงชนก็ส่งเสียงกระหึ่ม   มู่หรงเสวี่ยคิดจะยกเลิกการหมั้นหมาย   ไม่แต่งให้องค์ชายจิง...เทพเจ้าสงครามที่เก่งกล้าและหนุ่มแน่น?   นางเสียสติจากการเจ็บไข้ไปแล้วหรือไร?   ฉิงหยานมีหนุ่มเหน้าวัยเยาว์ที่มีพรสวรรค์และความสามารถมากมายก็จริง   แต่จะหาใครองอาจเปล่งประกายเท่ากับเย่วอี้เฉินนั้นไม่มี!    ถึงแต่งเป็นอนุให้เขา...ก็น่าจะดีกว่าแต่งเป็นภรรยาเอกให้แก่ชายผู้อื่น

แววตาประหลาดใจสะท้อนในดวงตาของเย่วอี้เฉิน   ยามที่เขาตัดสินใจจะขออนุญาตจากองค์ฮ่องเต้เพื่อพระราชทานสมรสนั้น     เขาคาดการณ์ถึงปฎิกิริยาของมู่หรงเสวี่ย พร้อมทั้งเตรียมเหตุผลข้ออ้างไว้เพื่อเผชิญหน้า  แต่เขามิคิดว่านางจะสรุปสุดท้ายด้วยการขอยกเลิกพันธะหมั้นหมายระหว่างกัน   คิ้วกระบี่ของเขาขยับเลิกขึ้นเล็กน้อย ตอบเสียงเข้มกลับไปว่า   “ไม่มีทาง!

มู่หรงเสวี่ยถามกลับเสียงเย็นชาว่า   “เพราะเหตุใด?”

เย่วอี้เฉินหลุบสายตาลงต่ำ   “หากยกเลิกการหมั้นหมาย   ชื่อเสียงของเจ้าจะแปดเปื้อน.....”

“ต่อหน้าผู้คนเป็นสักขีพยานมากมาย....องค์ชายจิงยังลดฐานะของข้าเป็นชายารองโดยไม่ปราณี   ทำให้ข้ากลายเป็นที่ขบขันของทั้งเมืองหลวง   ชื่อเสียงของข้าก็ถูกทำลายย่อยยับอยู่แล้ว”    มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขัดด้วยท่าทางที่เย็นชา   ดวงตาและคิ้วคางของนางเต็มไปด้วยท่าทีเย้ยหยัน

“เจ้าตำหนิข้า...หรือ?”   เย่วอี้เฉินจ้องมองมู่หรงเสวี่ย   ดวงตาเปล่งสัญญาณอันตรายออกมา

“ข้ามิกล้า!   ข้าเพียงแค่ต้องการยกเลิกพันธะหมั้นหมายกับองค์ชายจิงเท่านั้น เราทั้งสองต่างสามารถแต่งงานให้ผู้ใดก็ได้...ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป!”  มู่หรงเสวี่ยตอบด้วยท่าทีเย้ยหยันและมิได้แยแส

.......................................................
จบบทที่ 1


สำหรับผู้ที่ติงมาเรื่องชื่อตำแหน่งเมียของระดับองค์ชาย   ต้องใช้คำว่า ชายาเอก ชายารอง (เห็นด้วย และขอขอบคุณที่กรุณาติงมา ทางผู้จัดทำได้เปลี่ยนให้โดยเลือกเปลี่ยนแน่ๆ ในคำที่พูดออกมาจากปากเกือบจะทั้งหมด   แต่ในความคิดของตัวละครหรือคำพูดลับหลังเรียกหาแบบไม่เป็นทางการ(นินทาอยู่กับผู้อื่น)   จะใช้คละเคล้ากันไประหว่าง อนุ เมียเอก เมียน้อย ฮูหยิน  ....ขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่อยากจะสื่อ   เพราะในความคิดของคนไม่จำเป็นต้องสุภาพก็ได้)

2 ความคิดเห็น: