วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 10 หมาน้อยได้ชื่อ

“เพียงเรื่องแค่เล็กๆน้อยๆ   เจ้ายังคิดจะขึ้นโรงขึ้นศาล   เจ้าน่ะจะทำให้จวนมู่หรงชื่อเสียงฉาวโฉ่ขนาดไหน   ไม่คิดละอายใจต่อบรรพบุรุษบ้างเลยเรอะ?”  ฮูหยินเฒ่ากล่าวสุ้มเสียงเย็นชาตำหนิมู่หรงเสวี่ยอย่างรุนแรง


อย่านำผ้าสกปรกมาคลี่ให้คนนอกดู   ไม่เอาไฟในบ้านออกไปยังที่สาธารณะ   คนเราต้องพยายามปกปิดเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นในบ้านซิ   แต่มู่หรงเสวี่ยกลับไม่มียางอายคิดกระทำการเปิดเผยให้ทั่วเมืองหลวงได้รับรู้เรื่องราวไม่ดี   ช่างเป็นลูกหลานนอกคอกอะไรเช่นนี้!

“ท่านเบียดบังสินเดิมแม่ข้า   ข้าก็ต้องฟ้องศาล   คนที่ต้องขายหน้าครั้งนี้.....น่าจะเป็นท่านต่างหาก    ท่านคงจะไม่ลืมน่ะว่า......ความเกี่ยวข้องเป็นมาของเราน่ะ.....มันมาคนละสาย”     มู่หรงเสวี่ยกล่าวเอื่อยๆ มีรอยยิ้มบางเบาอยู่บนใบหน้า

ดวงตาคิดคำนวนของตู้ฮูหยินตวัดขึ้นเหลือบมองไปยังมู่หรงเสวี่ย    บิดามารดาของมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ยตายจากเด็กทั้งสองไปตั้งแต่เยาว์วัย    ส่วนนางก็ไม่ใช่ย่าแท้ๆของเด็กทั้งสอง   รวมไปถึงลูกชายและลูกสาวของนางก็ไม่ใช่ลุงและน้าสายตรงของพวกเขา    ถ้ามู่หรงเสวี่ยฟ้องร้องต่อศาลว่านางยักยอบทรัพย์สินขึ้นมา   เกรงว่าผู้คนภายนอกจะเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

“ชิงหยาง, เจ้ากลับไปที่จวนหวู่อันแล้วนำเครื่องประดับทั้งหมดกลับมาคืนซะ”       ข้าวของในสินเดิมพวกนั้นมีแต่ของดีมีค่าทั้งนั้น   ตัวตู้ฮูหยินได้หมายตาทรัพย์สินเหล่านั้นมานานแล้วและตระเตรียมแบ่งสันปันส่วนให้เจียนเอ๋อและหลัวเอ๋อไว้ในใจแล้วด้วย ฉะนั้นจะทำอะไรก็ต้องจัดการให้เงียบเชียบ    อย่าให้คนข้างนอกระแคะระคายเด็ดขาด

“ท่านยาย!”      ซ่งชิงหยางโอดครวญน้ำตาไหลพราก     เครื่องประดับพวกนั้นทั้งงดงามเป็นที่หนึ่ง    สวยถูกใจนางมากจริงๆ   แต่นางต้องนำมาคืนทั้งหมดไม่เหลือสักชิ้นเดียว    ท่านยายของนางไม่สามารถช่วยเหลือนางได้เลยเหรอ?

“ไม่เชื่อฟังคำสั่งยายของเจ้าแล้วหรือ?    รีบไปนำเครื่องประดับเหล่านั้นมา”    ตู้ฮูหยินสีหน้าทมึน    ให้มู่หรงเสวี่ยหลงระเริงดีใจกับการที่ได้รับเครื่องประดับเหล่านี้คืนไปก่อน    พอนางหมดสิ้นความระมัดระวัง    ค่อยยึดรวบหีบทุกใบในห้องเขมือบเข้ามาเป็นของตัวเองในคราวเดียว

มองไปที่สีหน้าดุดันของท่านยายของนาง    ซ่งชิงหยางเจ็บใจจนน้ำตาร่วง   นางมู่หรงเสวี่ย...นางทำให้แม้แต่ท่านยายยังเอ่ยปากดุด่านาง    บัญชีนี้ข้าจะไม่มีวันลืม!

“ฮึ้ม!      ซ่งชิงหยางกระทืบเท้ากับพื้นด้วยความเจ็บใจ    แล้วตั้งท่าจะวิ่งปาดน้ำตาร้องไห้ออกไปจากห้อง

“สินเดิมของแม่ข้า....ทุกชิ้นมีการทำบัญชีรูปพรรณสัณฐานขึ้นไว้เป็นที่เรียบร้อยอย่างละเอียดลออ    หวังว่าเครื่องประดับที่ญาติชิงหยางส่งคืนมาจะเป็นชิ้นเดิม ไม่ใช่ของทำเลียนแบบเพื่อตบตาคน”

คำขู่ไล่หลังนั้นทำให้ซ่งชิงหยางหยุดฝีเท้าหันหน้ากลับไปมองมู่หรงเสวี่ย    ซ่งชิงหยางกัดฟันพูดตอบกลับไปว่า     “ลูกพี่ลูกน้องไม่ต้องเป็นห่วง ตัวข้าซ่งชิงหยางกับแม่เจ้า   หากเทียบจำนวนเครื่องประดับชั้นเลิศที่ข้ามีอยู่แล้ว    ข้าไม่นึกเสียดายของเชยๆ ราคาถูกเช่นนั้นหรอก   ไม่คุ้มค่าเลยสักนิดที่จะทำเช่นนั้น”

“เป็นเช่นนั้นได้ก็ดี!”      มู่หรงเสวี่ยตอบกลับซ่งชิงหยางด้วยท่าทางสบายๆ ท่าทางไม่เชื่อถือซ่งชิงหยางสักเท่าไหร่

ซ่งชิงหยางกล้ำกลืนรสขมที่อยู่ในอก    เชิดคางสูงจ้องมองมู่หรงเสวี่ยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ    แล้วเดินออกไปด้วยจากห้องด้วยท่าทางโมโห    จริงๆแล้วนางเองก็ตั้งใจอยู่ว่าจะนำส่งของเลียนแบบปะปนมาสักสองหีบ    ไม่คาดมู่หรงเสวี่ยกลับกล่าวดักคอนางก่อน    ทำให้นางไม่มีทางเลือกต้องส่งเครื่องประดับแท้กลับมาทั้งหมด    นึกแล้วช่างน่าเจ็บใจจริงๆ!

สาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง    ย่อกายลงคำนับแล้วกระซิบที่ข้างหูตู้ฮูหยิน

ทันทีที่ฟังจบ    ตู้ฮูหยินสีหน้ายิ่งดำคล้ำ    หากสายตานางเป็นคมมีดก็คงกรีดทะลวงมู่หรงเสวี่ยถึงแก่ความตายไปแล้ว     “เจ้าถอนหมั้นองค์ชายจิง?”

“ใช่แล้วเจ้าคะ!      มู่หรงเสวี่ยพยักหน้า     “เย่วอี้เฉินพาคนรักของเขากลับมาด้วย   เขาหวังจะครองรักกับคนรักของเขาได้โดยไม่มีอุปสรรค   ตอนแรกเขาคิดจะให้ข้าแต่งเข้าเป็นชายารอง    แต่หากทำเช่นนั้น..ก็จะกลายเป็นว่า....บุตรสาวของฮูหยินเอกของขุนนางตระกูลใหญ่ต้องมาเป็นภรรยาน้อยของคนอื่น    เพื่อรักษาชื่อเสียงของสกุลมู่หรง...ข้าก็เลยเสนอให้ถอนหมั้นซะ”

“การหมั้นหมายของเจ้า   บิดามารดาได้สรรหาบุรุษให้เจ้าด้วยตนเอง   เจ้าไม่มีสิทธิ์มาถอนหมั้นเอาเองตามใจชอบโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้ใหญ่?"      ตู้ฮูหยินเอ่ยด้วยท่าทีเป็นต่อ

มู่หรงเสวี่ยส่งยิ้มอ่อนโยนให้แก่นาง     “ตามคำพูดของย่ารอง    คงหมายถึงตัวท่านที่เป็นผู้ใหญ่”

ตู้ฮูหยินมองมู่หรงเสวี่ยด้วยสายตาแข็งกระด้าง      “พ่อแม่ของเจ้าตายไปหมดแล้ว   ถึงข้าจะไม่ใช่ย่าโดยสายเลือดแต่ยังไงก็เป็นย่ารองของเจ้าเท่ากับเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้า   ข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจชี้อนาคตให้เจ้าแต่งหรือไม่แต่งก็ได้,   ไม่ใช่หรือ?”

มู่หรงเสวี่ยตวัดสายตามองนาง   ถ้อยคำยังคงเรียบรื่น     “การหมั้นหมายระหว่างข้ากับองค์ชายจิง    เป็นการตกลงระหว่างท่านพ่อกับอ๋องจิงเป็นการส่วนตัว    ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาเกี่ยวข้อง    เป็นการตกลงระหว่างผู้นำตระกูลฝ่ายชายทั้งสอง    ไม่มีอะไรให้สตรีเช่นท่านย่ารองต้องมาให้คำอนุญาต”

“ท่านลุงของเจ้า    เขา........”  

“ท่านลุงอยู่ห่างไกลถึงจิ้งโจว    ไปกลับใช้เวลาเดินทางมากกว่าหนึ่งเดือน    การถอดถอนพันธะหมั้นหมายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญไม่อาจชักช้า    ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงความจริงที่ว่าพี่ชายของข้าเป็นผู้นำตระกูลมู่หรงอยู่ตอนนี้    ไม่ใช่ตัวท่านลุงสักหน่อย     คำพูดของพี่ชายดั่งคำพูดบิดา    ตัวพี่ชายข้าเองก็เห็นด้วยที่จะถอดถอนสัญญาหมั้นระหว่างข้ากับองค์ชาย    ท่านย่ารองไม่จำเป็นต้องห่วงใยสิ่งใดอีก”      มู่หรงเสวี่ยมองตาตู้ฮูหยินขณะที่พูด   สายตานั้นสื่อความนัยออกมาจนหมดสิ้น   ริมฝีปากแย้มยิ้มอ่อนหวาน

มู่หรงเยวี่ยตายไป    ตู้ฮูหยินเบิกบานใจยิ่งนัก    นางนึกว่าต่อไปตำแหน่งผู้นำตระกูลมู่หรงจะต้องตกอยู่กับลูกชายของนาง    ไม่คาดคิดองค์ฮ่องเต้กลับมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งมู่หรงเยว่ตัวน้อยในวัยสี่ปีสืบทอดบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินในตระกูลมู่หรง    ทั้งยังออกคำสั่งให้มู่หรงเจียนเดินทางออกจากเมืองหลวงไปพำนักยังเมืองจิ้งโจว    จนถึงวันนี้...ยังไม่ได้ถูกเรียกตัวกลับมายังเมืองหลวง    นี่นับเป็นสาเหตุแท้จริงที่ให้ตู้ฮูหยินเกลียดขี้หน้าเด็กแฝดสองคนนี่นัก

สีหน้าตู้ฮูหยินดำจนน่ากลัว    การให้มู่หรงเสวี่ยแต่งเป็นชายารองขององค์ชายจิงอาจจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลมู่หรงเสียหายจริง   แต่ให้เลือกเอาระหว่างชื่อเสียงตระกูลกับความสุขที่นางจะได้เห็นมู่หรงเสวี่ยตกต่ำไร้เกียรติยศ    นางย่อมเลือกความสะใจเป็นที่ตั้ง     อีกทั้งมู่หรงเสวี่ยเป็นบุตรีของมู่หรงเยวี่ย    ซึ่งมิใช่ลูกชายของนาง    นางยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วยไปใหญ่   แต่เพราะไอ้เด็กไม่เอาถ่านอย่างมู่หรงเยว่ที่มาสกัดเรื่องราวไม่ให้เป็นไป    หนุ่มน้อยดันเห็นด้วยกับการถอนหมั้นครั้งนี้.....มันช่างน่าเจ็บใจซะจริงๆ!

 “โฮ่ง   โฮ่ง   โฮ่ง!”    เงาร่างสีขาวปราดเปรียวร่างหนึ่งวิ่งปรู้ดกระโดดพรวดเดียวมานั่งแอ้งแม้งอยู่บนตักของมู่หรงเสวี่ย

มู่หรงเสวี่ยก้มมองดูหมาน้อยสีขาวที่ขึ้นมาอยู่บนตัก    มันกำลังทำตาแป๋วเอียงหน้าเอียงคอใส่นางอย่างน่ารัก  ดวงตาหยีนั้นดำฉ่ำเยิ้มมันวาวเหมือนเม็ดลำไย    กำลังมองนางอย่างออดอ้อน
เจ้านี่ใช่ลูกหมาที่ฟัดคอหอยหมาล่าเนื้อทีเดียวห้าตัวที่สนามแข่งแน่เหรอ?    มู่หรงเสวี่ยไม่อยากจะเชื่อสายตา

“ทิเบตัน-มาสทิพฟฟ์........เจ้าเตี้ยทิเบตัน”     มู่หรงเยว่กระหืดกระหอบวิ่งตามเข้ามา พอเห็นหมาน้อยนั่งสงบเสงี่ยมซบหน้านิ่งกับอกของมู่หรงเสวี่ยราวกับเด็กน้อย    ก็เหน็บแนมออกมาว่า     “ท่านเสี่ยวเยว่อุตส่าห์พาเจ้าไปอาบน้ำล้างคราบโคลน    เช็ดขนหวีขนให้    พอเจ้าได้สมดั่งใจ    จะขอบคุณสักคำยังไม่มี    รีบวิ่งแล่นมาที่นี่ทันที ฮึ...เจ้าหมาน้อยใจดำ!

“มันยังเล็ก   ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร   พี่ก็ยอมให้มันหน่อยก็แล้วกัน”      มู่หรงเสวี่ยลูบศีรษะเล็กของเจ้าทิเบตัน    ขนของมันนุ่มให้ความรู้สึกเพลิดเพลินยามสัมผัส     “มาตั้งชื่อให้มันกันเถอะ   เรียกทิเบตัน  มาสทิฟฟ์    มันยาวไป”

มู่หรงเยว่ทำตาโต    เขาน่ะเก่งในการตั้งชื่อสุนัข    “กัดเก่งยังงี้ต้องตั้งชื่อว่า   ‘แม่ทัพล่ำต่ำเตี้ย’   ดีหรือไม่   ฟังแล้วดูเข้มแข็งดี”

มู่หรงเสวี่ยหน้าเคร่งขึ้นมาทันที     “มันอยู่กับข้า    ไม่จำเป็นต้องไปกัดแข่งกับหมาที่ไหนอีก    พี่อย่าตั้งชื่อเหมือนกับพวกหมาแข่งพวกนั้น   เอาชื่อธรรมดาก็พอ”

เขาคลุกคลีอยู่กับพวกแข่งหมามาเป็นปีๆ     คุ้นเคยแต่กับชื่อโหดๆของสุนัขแข่งขัน    มาให้เขาตั้งชื่อธรรมดา    แล้วเขาจะไปประสาได้ที่ไหน?

มู่หรงเยว่ขมวดคิ้ว    มองดูทั้งคนทั้งหมาตรงหน้าแล้วพูดแนะนำว่า     “เจ้าน่ะเล่นฟัดกับมันทำท่าราวกับเล่นกับทารก   ถ้าอย่างนั้นเรียกมันว่า  เป๋าเป๋ย  เลยก็แล้วกัน?”

“เป๋าเป๋ย”     มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้ว     “ข้าว่า...มันฟังดูแปลกๆ!

“งั้นก็เป๋าเป๋า...เป็นไง?”     มู่หรงเยว่แนะนำเสียงอ่อย    ตาคอยจับสีหน้าน้องสาว   เห็นน้องสาวยิ่งฟังยิ่งหน้าหงิกลงทุกที....เขาก็รีบหาทางรอด     “เอาเป็นว่าเรียกว่า เป๋ยเป๋ย ก็แล้วกัน...ดีมั้ย?” 
//เสวี่ยเอ๋อ ข้าคิดได้ แค่คำว่า เป๋า กับ คำว่า เป๋ย เจ้าเอาคำสองคำนี้สลับหน้าสลับหลังหกคะเมนตีลังกาใช้เถอะน่ะ (ความในใจมู่หรงเยว่)//

“เป๋ยเป๋ย?  เอางั้นก็ได้   เรียกว่าเป๋ยเป๋ยก็แล้วกัน”    ความสามารถในการเลือกชื่อของมู่หรงเยว่คาดว่าคงจะมีเพียงเท่านี้    ไม่มีดีไปกว่านี้อีกแล้ว...ถ้างั้นก็ให้ลูกสุนัขชื่อ เป๋ยเป๋ย เลยก็แล้วกัน

เห็นพี่น้องรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวแล้ว    สีหน้าตู้ฮูหยินไม่พอใจ    เด็กสองคนสนทนากันโดยไม่สนใจผู้อื่น    ทำเสมือนนางไม่มีตัวตน-ตั้งใจจะละเลยนางทำให้นางเป็นดุจดั่งอากาศธาตุ    คิดจะแสดงอำนาจเหนือกว่านางงั้นเร่อะ?

ก่อนที่ตู้ฮูหยินจะขยับปาก    เสียงของมู่หรงเสวี่ยก็ดังขึ้นก่อนว่า    “ญาติชิงหยางคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยามถึงจะนำเครื่องประดับมาถึง     หงชิว.....เจ้าไปลั่นกุญแจห้องเก็บสินเดิมแล้วนำกุญแจมานี่”

“เจ้าคะ คุณหนู!”    หงชิวย่อตัวคำนับแล้วทำการลั่นกุญแจประตูห้อง    จากนั้นก็นำกุญแจมามอบให้มู่หรงเสวี่ย

ดูท่ามู่หรงเสวี่ยตั้งใจจะยึดกุญแจเอาไว้ดูแลเอง!

สายตาของตู้ฮูหยินสว่างวาบ    นางจงใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า      “ผู้ดีมีตระกูลในเมืองหลวงต้องมอบกุญแจให้สาวใช้คนสนิทดูแลรักษา    เจ้าเองก็เป็นสตรีมีตระกูล    เหตุไฉน...จึงนำกุญแจมาเก็บอยู่กับตัว    เจ้าไม่กลัวจะเป็นที่หัวเราะเยาะของคนทั่วไปหรือ?”

“ข้าไม่มีสาวใช้ที่พอจะมีอายุสักหน่อยที่ข้าพอจะไว้ใจให้ช่วยถือกุญแจ   หากข้าพบใครที่มีคุณสมบัติที่ว่า....ข้าถึงจะมอบกุญแจให้นางดูแล   ท่านย่ารองมิต้องเป็นห่วง”     มู่หรงเสวี่ยกล่าวช้าๆ

ตู้ฮูหยินสำลักคำพูด    แววตาดำมืดของนางวาบผ่านดวงตา    หากให้กุญแจห้องเก็บสมบัติตกไปอยู่ในมือมู่หรงเสวี่ย    นางก็ไม่มีโอกาสจะเข้าไปยักย้ายถ่ายเทข้าวของน่ะซิ?     “เยว่เอ๋อ, เจ้าช่วยย่าเกลี้ยกล่อมน้องสาวเจ้าที    เป็นสาวเป็นนางยังมิได้ออกเรือนจะมานั่งหวงเฝ้าสินเดิมอยู่ได้อย่างไร?    ไม่กลัวผู้คนจะหัวเราะเยาะเอาเร่อะ?”

มู่หรงเยว่ขมวดคิ้วคิดแล้วตอบเสียงสงบนิ่งว่า     “ท่านย่ารอง,   น้องสาวข้าปีนี้อายุสิบสี่ปี  ได้อายุพร้อมจะออกเรือนวันนี้พรุ่งนี้อยู่แล้ว     สมควรแล้วที่นางจะเรียนรู้การบริหารทรัพย์สินส่วนตัวของนางและจัดการเรื่องน้อยใหญ่ภายในบ้าน”

“เจ้า....เจ้า....!      ตู้ฮูหยินขัดใจจนไม่รู้จะทำอย่างไร    สายตาของนางกวาดกลับไปกลับมาระหว่างมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ย    ท่าทางเหมือนนางอยากจะพูดอะไร....แต่สุดท้ายนางก็ตัดสินใจไม่พูดดีกว่า    นางกระแทกเท้าเสียงดังหมุนตัวจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง

มองดูฮูหยินเฒ่าที่ต้องล่าถอยกลับไป    มู่หรงเยว่ก็ให้สงสัย     “ข้าพูดอะไรผิดตรงไหนหรือ?”

“ไม่มีหรอก  ท่านย่ารองคงจะปลาบปลื้มใจที่เห็นพี่พูดจาเป็นเหตุเป็นผลน่ะ!”    มู่หรงเสวี่ยยิ้มร่าเริงแล้วกล่าวปลอบใจเขา     แววตานางเยือกเย็น-ตู้ฮูหยินย่อมโมโหแน่เพราะพวกเขามาขวางโชคลาภของนาง    นางหมายตาสินเดิมของท่านแม่มานานแล้ว  เฝ้าคอยหาทางจะฮุบมาเป็นของตัวอยู่ตลอด!    ถึงอย่างไรก็ตาม,  มู่หรงเสวี่ยก็มิยอมอ่อนข้อให้หรอก  หากตู้ฮูหยินพร้อมเมื่อไหร่ก็เดินหน้าเข้ามาได้เลย!


.................................................
จบบท

1 ความคิดเห็น: