งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 107 แมวน้อยที่ข้าเลี้ยงดู

ข้าเหลียวกลับไปมองด้วยความดีใจ   เงาร่างเล็กๆกระโจนพรวดเข้ามาหาอ้อมแขนของข้า
ปี้เสี่ยวเมา: ......เหนียงชินนนน.......

ร่างน้อยนี้   มีหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู   ดูน่ารักผ่องใส   เขามีรูปลักษณะของหนูน้อยอายุประมาณ 7-8 ขวบ   อยู่ในอาภรณ์ตัวเล็กสำหรับเด็ก   ใบหน้าขาวใสเนียนละเอียดนั้นประพิมประพายคล้ายข้าซึ่งในยามนี้มีรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ   เนื่องจากซุกซนวิ่งชนเข้ากับกิ่งไม้ ผมสีดำสนิทเปียกชื้นเหงื่อติดแนบกับหน้าผาก   ภายใต้ขนตาที่หนาเรียงตัวอย่างสวยงามก็คือดวงตาสีเขียวสดใสเหมือนดั่งดวงตาของปี้ชิงเฉินจุนอย่างกับแกะ   เว้นเสียแต่ว่าตาโตแจ่มใสนี้มีประกายตาร่าเริงแจ่มใสซุกซนเหมือนเด็ก   มิได้มีดวงตาสุขุมเยือกเย็นเฉกเช่นตัวบิดา   จมูกโด่งคมทำให้เค้าหน้าคมคาย   ริมฝีปากงดงามได้รูป   ทุกๆครั้งที่เผยยิ้มหวานออกมาก็ทำให้ผู้คนล้วนใจละลาย   แม้แต่เจ้าหมาน้อย   เหล่าบรรดาสาวใช้   หยินซีและหว่าหวา ที่แทบจะไม่ดูดำดูดีข้าเลย   แต่กลับหันไปเอ็นดูรักใคร่ตามใจเด็กคนนี้จนหมด
  
แหงละ!   ข้าไม่นึกอิจฉาลูกข้าเองหรอก    นอกจากลักษณะที่กล่าวมาแล้ว,  ที่พุงกลมๆของเขาแสดงลักษณะเด่นของปี้ชิงเฉินจุนอยู่ก็คือมีเกล็ดงูติดอยู่สองสามเกล็ด   ซึ่งเขาก็มิยอมให้ใครแตะเกล็ดนั้น   นอกจากข้าผู้เป็นมารดา   เหนือสิ่งอื่นใดที่ดูน่ารักน่าชังที่สุดก็คือ   หูและหางแมวสีดำสนิทเป็นมัน   สิ่งสวยงามน่ารักของสายพันธุ์แมวเหมียวที่ได้ไปจากทางข้า   ข้าชอบที่จะกัดขย้ำหางนั้นเล่นด้วยความหมั่นเขี้ยว   อ้ำ...ข้าอดใจไม่ไหวงับเข้าไปเต็มที่แต่เด็กน้อยรักข้ามากจนไม่เอาไปฟ้องหยินซี    มิฉะนั้นเหนียงของเขาคงไม่พ้นถูกหยินซีดุว่า  อ้า....สองปีที่ข้าต้องอุ้มท้องเขามา   มิได้เสียเปล่าจริงๆ


ข้าอยากตั้งชื่อเขาว่า ปี้เสี่ยวเมา (ลูกแมวแซ่ปี้)   ท่ามกลางเสียงคัดค้านเซ็งแซ่   พวกเขาบอกว่ามันตรงตัวไร้ความละเอียดอ่อนทางอักษรศิลป์เกินไป   เจ้าหัวโจกโมหลินตีชื่อที่ข้าตั้งตกไป    ข้ายั้วะมาก   เลยเรียกหนูน้อยว่า  เสี่ยวเมา (ลูกแมว)ไปเรื่อยๆ     เรียกจนเด็กน้อย
จดจำว่าเป็นชื่อของเขา   ทุกคนก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว   ทำให้หยินซีโกรธจัด,   เขาบอกกับข้าว่าเขาจะเลี้ยงดูลูกแมวเองแล้วเขาก็เริ่มกระเตงลูกแมวไปๆ มาๆ    ส่วนข้าก็ได้แต่เดินตามเท่านั้น
  
ข้าประท้วง   แต่หยินซีก็ยกตัวอย่างตอนที่ข้าคาบลูกข้าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก   แต่ดันลืมคาบเขากลับมา
  
เพ้ยๆๆ  เกลียดจริงเชียว    ก็รู้อยู่แล้วว่าแมวความจำสั้น    หยินซีดันยกเรื่องนี้มากีดกันข้าได้
  
โชคยังดีที่เสี่ยวเมาเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมาก   ตำราอะไรก็ตามแค่ผ่านตาเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้   หยินซีสอนความรู้ให้เพียงสิบปีผ่านไป   ก็ไม่มีอะไรจะสอน   พวกเราจึงส่งเขาไปหาเทพธิดาขนนกน้ำเงินเพื่อให้เล่าเรียน   และจัดหาหนังสือตำรับตำรามาไว้ให้เขาอ่าน ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งเฉลียวฉลาด   รู้จักประยุกต์ความรู้ที่ได้มาเพื่อหลอกผู้คน   ทั้งยังขโมยไก่ย่างแล้วรู้จักนำมามอบให้ข้า   ให้ข้าชมเขาเท่าไหร่ก็ชมเขาไม่หมดหรอก


ด้านวรยุทธ์วิชาต่อสู้ป้องกันตัวนั้น   นับว่าเขายังก้าวหน้าได้เชื่องช้า   อย่างว่า ความที่ยังเป็นเด็กน้อย,  มือและเท้ายังสั้น   ความสนใจเอาใจใส่ก็น้อย   ก็คงมิทำให้เกิดความคืบหน้าสักเท่าไหร่   และการที่ขาดชั่วโมงบินในการสู้รบ   ต่อให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็มิอาจทดแทนกันได้   อย่างไรก็ตาม, หากศัตรูจำนวนเท่ากับหยินซีหรือหว่าหวาร้อยคน   หรือบรรดาปีศาจใหญ่น้อยบนเขาหลัวยิ้งเหล่านี้ล้วนนี่มิใช่คู่มือสำหรับเขา   ในพื้นที่ภูเขาที่อยู่ก็ไม่มีศัตรูใดๆที่มีฝีมือเทียบเคียงเขาได้   ยกเว้นก็แต่ฮองไห่เอ้อ,  บุตรของท่านลุงกระทิงเท่านั้น

บุตรชายที่เลิศเลอขนาดนี้เกินกว่าที่ข้าคิดหวังไว้ซะอีก!    ใครไปใครมา,  ข้าก็มักจะอวดลูกชายไม่หยุด   อู่หยุนเป็นอีกผู้หนึ่งที่รักชอบเสี่ยวเมามาก   มักจะนำของเล่นของกำนัลมาฝากเขาเสมอ   เขามักจะพูดว่าเขาอยากจะรับเสี่ยวเมาเป็นบุตรบุญธรรม   หรือจะให้ดีมาเป็นบุตรเขาจริงๆก็ยิ่งดีใหญ่    ท่านปรมาจารย์นักรักเช่นเขาจะได้ถ่ายทอดวิธีเกี้ยวสาวงามร้อยแปดวิธีให้   เหล่านี้ล้วนสร้างความเดือดดาลให้หยินซีซึ่งถือว่าเป็นพ่อบุญธรรมของเสี่ยวเมายิ่งนัก


หางของข้าตั้งชี้ขึ้นสูงด้วยอารมณ์ภาคภูมิใจพลางมองแมวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน   ลูบหน้าเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผากให้เขา   “วันนี้,  เหนียงชินไปกับท่านลุงของเจ้าเพื่อเยี่ยมเยียนราชาวานร
  
โอ้โฮ,  ราชาวานรที่เก่งกาจ?   เหนียงชิน,  ทำไมท่านไม่พาข้าไปด้วย?”   ลูกแมวน้อยทำหูลู่, สีหน้าผิดหวัง   “หรือเหนียงชินคิดว่าเสี่ยวเมาเป็นเด็กไม่ดี   จึงไม่อยากพาข้าไปด้วย?”
  
ฟ้าดินเป็นพยาน   จะมีเรื่องแบบนั้นได้เช่นไร   ข้ามองไปที่สีหน้าเจ็บปวดน้อยใจนั้นแล้วก็ต้องออกปากสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีก   และกล่าวเพิ่มเติมว่าจะพาเขาไปด้วยในวันหลัง

สีหน้าเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มไร้เดียงสา   แล้วตั้งคำถามข้าต่ออีกว่า   เหนียงชิน,   ท่านมาเยี่ยมหินท่านพ่อหรอกหรือ?”
  
อืมม์....”   ข้ามองไปยังหินที่ตั้งห่างออกไป   ในใจปรากฎรสชาติความเศร้าซึม
  
ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแทนท่านพ่อ”   เสี่ยวเมาพูดน้ำเสียงสดใส   “ท่านไม่ต้องมีท่านพ่อก็ได้   เขาได้ทิ้งเราไปหลายปีแล้ว   ถึงไม่กลับก็ไม่เป็นไร   อีกอย่าง,  ตอนนี้เราก็มีความสุขดีอยู่แล้ว,  มิใช่หรือ?”
  
อย่าได้พูดเช่นนี้   พ่อของเจ้าเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก!”   ข้าฟังแล้วชักโกรธ
  
หนูน้อยทำหน้าจ๋อย   เอ่ยปากถามอย่างลังเลว่า   “ท่านพ่อของข้า.....ไม่ใช่แมวหรอกหรือ....?”
  
ไม่   ชาติกำเนิดของพ่อเจ้าคือ....อสรพิษ”   ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเขายกข้อซักถามนี้ขึ้นมาแต่ก็ยังคงตอบไปอย่างจริงจัง
  
แต่.....ท่านแม่มักกล่าวว่าท่านพ่อเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาที่สุดในโลก   มีฝีมือวรยุทธ์กล้าแกร่ง,  อีกทั้งเป็นชายที่มีจิตใจงดงามและเที่ยงธรรม”   ใบหน้าเจ้าแมวช่างสงสัยยังคงอ้าปากถามต่อ   “ข้าจำได้อีกว่าท่านแม่เคยกล่าวว่าท่านลุงเสี่ยวเทียนเป็นผู้ชายที่น่าเกลียดมาก ท่านลุงอู่หยุนและพ่อบุญธรรมหยินซีจัดว่ามีใบหน้าธรรมดาทั่วไป...."
  
ก็พวกเขาล้วนหน้าตาธรรมดาสามัญจริงๆ นี่นา   แต่หากจะดูธาตุแท้ของคน   ใช่ว่าจะตัดสินแค่รูปกายภายนอกเท่านั้น”   ข้าไม่ลืมแทรกคำสอนดีๆให้แมวน้อยด้วย
  
ท่านแม่ก็เคยพูดว่าราชาวานรนั้นหล่อเหลามาก”   ลูกแมวยังสงสัยต่อ   “คราวที่แล้ว,  ตอนลงไปเที่ยวเล่นที่หมู่บ้านข้างล่างด้วยกัน   ข้าเห็นท่านจ้องที่แมวตัวใหญ่สีขาว   แล้วหน้าท่านก็แดงพึมพำออกมาว่า   ช่างหล่อเหลาน่าหลงใหลอะไรเช่นนี้....


ก็เขาหล่อจริงๆ....เหมี้ยววววว...แอ้วววววว   เหนียงชินจะบอกอะไรเจ้าไว้อย่าง   ในวันข้างหน้าหากเจอพ่อเจ้าแล้ว   ห้ามบอกว่าข้าจ้องแมวแล้วชมว่าหล่อเด็ดขาด,  เข้าใจไหม?”   ข้าพบว่าข้าหลุดปากพูดเรื่องไม่ควรไป   จึงต้องรีบกล่าวซ่อมแซมโดยด่วน
  
แล้วท่านพ่อของข้าหน้าเหมือนแมวหรือลิงกันละ,  ท่านแม่?”
  
ข้าไม่รู้จะตอบอย่างไรดี   ได้แต่เกลื่อนๆคำตอบไปว่า   “เดี๋ยวพอเจ้าได้พบท่านพ่อ......เจ้าก็จะรู้เอง
  
เสี่ยวเมากระดิกหูแล้วพูดว่า   “ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อกลับมาเลย
  
ทำไมละ?”   ข้าสงสัย
  
ท่านแม่,  ท่านทั้งงดงามและน่ารักน่าใคร่   ท่านพ่อต้องกลับมาแย่งท่านกับข้าแน่”   ตากลมโตของแมวน้อยคลอด้วยน้ำตาปานจะปริ่มจับจ้องมาที่ข้า   “เมื่อถึงตอนนั้น,  ท่านก็จะไม่สนใจข้า   ทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียวอย่างน่าสงสาร   ท่านแม่,  ท่านรออีกสัก300ปี   ให้ข้าโตก่อน ข้าจะแต่งงานกับท่านแม่   อยู่เป็นเพื่อนท่านตลอดไป
  
ข้าสำลักไอโขลกๆออกมา   ด้านหลังเสี่ยวเมา, พลันบังเกิดเสียง โครม สนั่น ปรากฏว่าเป็นหยินซีที่ร่วงลงมา   เจ้าลูกแมวรีบก้าวเข้าไปช่วยพยุงเขาแล้วถามเสียงเบาว่า   “พ่อบุญธรรม, ทำไมท่านถึงได้มาในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุดในชีวิตข้า
  
“ ผายลมเจ้าเถอะ!”    หยินซีพูดเสียงต่ำอย่างขุ่นเคือง   “ไอ้ลูกแมวเหลือขอ   หน้าสิ่วหน้าขวานกับผีเจ้านะซิ   จะคุยหลอกล่อผู้อื่นก็อย่าลืมดีดลูกคิดเผื่อมันสมองสุดอัจฉริยะของแม่เจ้าด้วย   รู้อยู่แล้วว่านางไม่ค่อยคิดอะไรให้ถ้วนถี่แล้วยังจะมาพูดเป็นจริงเป็นจังอีก
  
ก็ข้าจริงจังจริงๆ”   เสี่ยวเมารีบเอ่ยปกป้องตนเอง   “ต้องไม่ให้เขากลับมาแย่งแม่ข้าไป
  
ใครจะไปเชื่อเจ้า?   สามขวบรู้จักบีบน้ำตาออเซาะ   ห้าขวบก็ตอแหลได้   สิบปีก็รู้จักตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไปทุกบ้าน    ตอนนี้รู้จักพูดหลอกแม่ของเจ้าให้เห็นดีเห็นงามด้วย   ยังจะให้เชื่อว่าเจ้าเป็นเด็กน้อยใสซื่อไร้หัวคิดอีกเหรอ”   หยินซีด่าต่อ
  
เรื่องจริงจังที่ต้องคิดคำนวณ   ดีดลูกคิดไว้คืออะไรเหรอ?   ตอแหลเรื่องอะไรกัน? "    ข้าฟังถ้อยคำของสองหนุ่มข้างหน้าแล้วยิ่งงงเข้าไปใหญ่

เรื่องเด็กกำลังโตย่อมไร้หัวคิดมีแต่เรื่องไม่เข้าท่าอยู่ในหัว”   หยินซีไม่ไขข้อกังขาแต่ตอบเลี่ยงเป็นอย่างอื่น

เสี่ยวเมาหันมาหาข้าแล้วยิ้มไร้เดียงสาส่งให้   “พ่อบุญธรรมจะสอนให้ข้าใช้ลูกคิดคำนวนกับทำบัญชีให้ลูก

ข้าเพิ่งเข้าใจ พยักหน้ารับ ตั้งใจเรียนให้ดี



.....................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น