งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 109 ปี้ชิงเฉินจุนกลับมา

ลูกแมวตัวน้อยยัดบรรดาปลาแห้งที่เป็นเสบียงกรังใส่ลงในห่อผ้าด้วยท่าทีฝืนใจ   ข้าไปส่งเขาที่ประตู   ดูเขาปีนขึ้นหลังเจ้าหมานรก   กำชับให้เขาว่านอนสอนง่าย   เชื่อฟังท่านครู   อย่าได้ประพฤติตนก่อปัญหา

ตาของแมวน้อยแดงก่ำ   ใบหน้าก้มต่ำ   ไม่กล้าจะสบตาของข้า   ได้แต่มุบมิบปากรับคำ
  
เทพธิดาขนนกน้ำเงินเป็นเทพที่ใจดี   ส่วนท่านครูหวง   บางครั้งท่านอาจจะดุไปสัก
หน่อย   แต่ก็เป็นท่านครูที่มีใจเมตตาต่อศิษย์   แต่ว่าเสี่ยวเมาเป็นเด็กฉลาดรู้ความกว่า
เหนียงชิน   เจ้าคงไม่ถูกทำโทษ   แต่ถ้าถูกลงโทษก็อย่าได้หวั่นกลัวจนเกินไป   มิได้เจ็บ
มากมายอย่างที่คิดหรอก”   พูดๆ ไปแล้ว   ข้าก็นึกประหวัดไปถึงความรู้สึกรักและห่วงใย
ของปี้ชิงเฉินจุนยามที่ต้องส่งข้าไปเรียน 

เสี่ยวเมาผงกหัว   แต่มิกล่าวโต้ตอบคำใด
  
ข้าหันดูซ้ายดูขวา   ยังไม่มั่นใจสักเท่าไหร่   จึงเพิ่มเติมคำพูด   “ตอนกลางคืน   หากจะ
ต้องไปห้องน้ำก็ให้เรียกเสี่ยวหลิน……..
  
เหนียงชินนน   ข้าอายุเกือบจะครบห้าร้อยปี   ไม่ฉี่รดที่นอนนานแล้ว......”    เสี่ยวเมา
หัวเราะคิกคักตอบหน้าแดง
  
ข้าลูบศีรษะของเขา   คิดไปคิดมาแล้วก็สั่งความต่อ   อาหารของท่านป้าจินเหวินอร่อย
มาก   เจ้าสามารถไปอ้อนขอกินได้ตลอด   มิต้องลังเลใจ

ข้ารู้แล้ว”   เสี่ยวเมาหันหลังเตรียมจะผละจากไป
  
ข้ารีบดึงมือเขารั้งไว้   อย่าลืมว่าต้องกลับบ้านมาหาเหนียงชินทุกเดือน   เหนียงชินเอง
มิได้อยากให้เจ้าจากไปเลย.....
  
อืมม์!”    ลูกแมวผงกหัวขึ้นลงเร็วๆ
  
หยินซีเดินมาหยุดข้าที่ยังพูดไม่ยอมจบ   ยิ้มแล้วพูดว่า   ใช่ว่าลูกแมวจะไม่กลับมาซะ
ที่ไหน   เจ้าจะกังวลไปไยเล่า?   เสี่ยวหลินกับจินเหวินต้องดูแลเขาเป็นอย่างดียิ่งกว่าลูก
ในไส้ของตนเองซะอีก   มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง
  
เสียงคำรามของหมานรกดังกึกก้อง   ที่บนท้องฟ้า   เงาร่างเล็กจ้อยโผผินอยู่ตามลำพัง
บนหลังหมา   ข้าอดไม่ได้ตะโกนบอกเขาว่า   “เสี่ยวเมา,  หากท่านพ่อกลับมาเมื่อไหร่
เขาจะต้องรักเจ้ามาก!   เจ้าต้องเป็นบุตรชายที่เขาภาคภูมิใจที่สุด!    อย่ากังวลเลย!
  
เสี่ยวเมาหันมามองข้าด้วยแววตาประหลาดใจ   ดวงตาของเขาแดงก่ำ
  
ข้าส่งยิ้มสดใสให้กับเสี่ยวเมา   จนเงาร่างของเขาค่อยเลือนหายไปจากสายตา   ข้าก็
เอาแต่นั่งอยู่ที่หน้าประตูรอปี้ชิงเฉินจุนกลับมา
  
ดวงดาวเลือนหาย   ท้องฟ้าไร้เงาจันทร์   ต้นไผ่เสียดสีส่งเสียงความแห่งความเงียบเหงา 
ลมเย็นโชยมาเป็นระยะ   ก็ยังไม่เห็นเงาของปี้ชิงเฉินจุน    เหมียวเหมียวง่วงเหลือเกิน
แต่นอนไม่ได้  จะนอนไม่ได้   หากเขากลับมาแล้วไม่เห็นข้า   เขาจะเสียใจ
  
รอและรอ   เปลือกตาเพียรต่อสู้กับความง่วงงุนที่เข้าครอบงำ
  
เสื้อคลุมตัวหนาวางลงบนหัวไหล่    ข้าสะลึมสะลือลืมตา   เห็นหยินซีถือเทียนไขยืนอยู่
หน้าประตู    เขาอ้าปากหาว   “คืนนี้ดึกแล้ว  ลมก็เย็น   กลับไปพักผ่อนรอให้เช้าก่อน 
ค่อยมารอต่อ
  
ข้าสั่นศีรษะ   ขยับเสื้อคลุมให้กระชับ   ช่วยข้าหน่อย   ช่วยเข้าไปเอาผ้าห่มมาให้ข้าที 
เหมียวเหมียวจะนอนที่นี่?”
  
หยินซีถอนใจ   เขาพูดชักชวนข้าอีกครั้ง   “หากเจ้าให้ปี้ชิงเฉินจุนเห็นว่าเจ้าไม่ถนอม
ตัวเองเช่นนี้   จะทำให้เขาโกรธมาก
  
เขาจะดุข้า,  งั้นหรือ?”    ข้ามองกลับที่หยินซีด้วยความสงสัย
  
เจ้าไม่รู้อะไร   เขารักเจ้า   เช่นนั้น,  เขาจะมีความสุขได้อย่างไรที่เห็นเจ้าอดตาหลับขับ
ตานอนเช่นนี้”    หยินซีอธิบาย   กล่าวกับข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า   กลับขึ้นเตียงซะ 
ดึกดื่นค่ำมืดแล้ว   ปี้ชิงเฉินจุนเองก็จะกลับมาในตอนเช้า    เหมียวเหมียวเด็กดี   กลับไป
นอนซะ
  
ข้ามองกลับไปที่ประตูด้วยความเต็มตื้น   พยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วกลับไปยังห้อง   แต่
เมื่อกลับขึ้นไปนอนบนเตียงกลับมิอาจข่มตาหลับ   คิดถึงซือฟุ,  คิดถึงเสี่ยวเมา   หลับตา
นอนไปก็กลัวว่าหากพวกเขากลับมายืนอยู่ที่หน้าประตูแล้วจะไม่เห็นข้ารออยู่
  
คิดวนไปเวียนมาเช่นนี้   พอย่างอรุณ   สีเทาของยามค่ำได้ถูกดึงออกไปเพียงนิด   ข้าได้
ฝันถึงปี้ชิงเฉินจุน   ฝันว่าเขาได้หลงวนเวียนอยู่ในป่าไผ่   มิสามารถออกมาได้
  
พอตื่นขึ้นมา,  ข้าก็ผลุบเข้าไปในครัว  คว้าเอาซาลาเปามาสองสามลูกเพื่อกินเป็น
อาหารเช้า   วิ่งตื๊อมุ่งเข้าไปในป่า

ยามนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ   ทุ่งราบเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าดารดาษมองดู
สวยงาม    เสียดายที่หลายปีมานี่   เจ้าลูกแมวจอมป่วนได้เที่ยวสร้างข่าวลือเกี่ยวกับ
ปีศาจแห่งเขาหลัวยิ้งแพร่ออกไปจนไม่มีชาวบ้านกล้าเข้ามาบริเวณนี้    ข้าจึงสามารถ
ปล่อยตัวตามสบาย   มิได้คิดที่จะซ่อนหูและหาง    เคี้ยวซาลาเปาในปากแล้วนั่งห้อยขา
บนต้นไม้นั่งใจจดใจจ่อรอคนที่จากกันไปห้าร้อยปีที่จะกลับมา
  
ทันใดนั้น,  เสียงฝีเท้าที่แสนคุ้นก็ดังเข้าสู่โสตอันฉับไวของข้า  หัวใจของข้าเต้นตูมตาม   เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้าจนร้อนผะผ่าว   ตาเบิกกว้างไม่กล้าหันกลับไปมองยังทิศทางของเสียง   มือกำแน่นขยำชายเสื้อเกือบจะทำให้อาภรณ์ฉีกขาด

มาแล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว   ใช่ท่านหรือไม่นะ?
  
ยังไม่เห็นคนแต่ได้ยินเสียงแหบพร่า:  อาจารย์,  แถวนี้ก็คือที่ๆ  พบเห็นปีศาจ   ผู้เฒ่ามิอยากก้าวล่วงเข้าไป   จากนี้ไป,  ท่านต้องระวังตัวด้วย   ปีศาจนี้ดุร้ายกินมนุษย์
  
ข้าเข้าใจดี,  พ่อเฒ่าคนนำทาง”   เหนี่ยวตัวปีนป่ายขึ้นต้นไม้ให้สูงขึ้นอีก   ข้าก็ได้เห็นเงาร่างคุ้นตาสวมใส่อาภรณ์สีดำ   มีดาบสะพายอยู่เบื้องหลังยืนอยู่ข้างก้อนหิน   ใกล้กันมีชายชราอีกคนสวมเสื้อผ้าซอมซ่อกำลังร่ำลากัน
  
ผู้เฒ่าคนนั้นถอนหายใจอีกครั้งแล้วกล่าวว่า   ท่านอาจารย์   เพื่อขับไล่ปีศาจออกจาก
หมู่บ้าน   พวกเรามีเพียงสิ่งตอบแทนเล็กน้อย   รู้สึกละอายนัก.....
  
ชายชุดดำตอบกลับอย่างสุภาพว่า   “ ข้าเป็นศิษย์เหมาซาน   มีหน้าที่จับปีศาจอยู่แล้ว 
อย่าได้เกรงใจไป
  
ชายชรากล่าวขอบคุณแล้วรีบเดินจากไป

ข้าฟังถูกเสียงสำเนียงอันคุ้นหู    ยิ่งเพ่งมองด้วยความตื่นเต้นในอก   เห็นร่างชายผู้นั้น
เดินตรงเข้ามายังบริเวณที่ข้าอยู่ช้าๆ    หน้า....ใช่แล้ว.....ใบหน้านั้นเป็นใบหน้าของปี้ชิง
เฉินจุน!

 เพลง  I MISS YOU  เพลง theme song ยามที่เหมียวเหมียวพบกับปี้ชิงเฉินจุนอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าทรงผมจะเปลี่ยน  อาภรณ์จะไม่เหมือนเดิม   สีของดวงตาก็กลายมาเป็นสีดำสนิทของยามรัตติกาล   องคาพยศทั้งห้าคมชัด   เรือนร่างดูบางกว่ากายแกร่งกำยำเดิมไปบ้าง   แต่ตัวข้านั้นสามารถรู้สึกได้จากภายในส่วนลึกของข้าว่า  นั่นคือ  ซือฟุผู้เป็นที่รักที่สุดของข้า
  
ตื่นเต้นจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี    ข้าจ้องดูเขาที่กำลังเดินช้าๆ   หยิบเอากระจกเล็กๆ ออกมาบานหนึ่ง    สลัดเลือดจากมือของเขาสองสามหยดลงบนกระจก    จับสายตาไปที่กระจกนั้น สีหน้าของเขาขมวดมุ่น   “หรือว่ากระจกส่องปีศาจของอาจารย์จะใช้ไม่ได้ผล?”
  
ข้าหักห้ามความตื่นเต้นให้ทุเลาลง    โผทิ้งตัวจากต้นไม้เข้าใส่อ้อมแขนของชายหนุ่ม   พร้อมทั้งส่งเสียงดังด้วยความดีใจว่า   “ซือฟุ,  เหมียวเหมียวคิดถึงท่าน

ปีศาจเจ้าปีศาจ!”    ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดเรี่ยวแรงของปี้ชิงเฉินจุนจึงดูลดน้อยถอยลง   เขาถูกข้าผลักให้ล้มลงที่บนพื้น   ดูเขามีท่าทีวิตกกังวล   แฝงไว้ด้วยความกลัวอีกด้วย
  
เหมียวเหมียวแต่ไหนแต่ไรก็คือปีศาจอยู่แล้ว”    ข้าไม่เห็นเข้าใจว่าทำไมต้องกลัวด้วย   ฉุดตัวเขายืนขึ้นพลางส่งยิ้มกว้างให้เขา   แนบกายถูไถร่างกายกับเขา   แสดงความน่ารักเฉลียวฉลาดเข้าใส่เขาแล้วออดอ้อนว่า   เมื่อคืน,  ข้าก็นั่งรอท่านกลับมา
  
ปี้ชิงเฉินจุนดูเยือกเย็นลงในที่สุด   เขาพลันชักเอากระดาษสีเหลืองมาแปะเข้าที่หน้าผากข้า ข้าเอื้อมมือไปดึงออก   พิจารณาดูเห็นมีเลือดลากเป็นอักษรแปลกๆ   ไม่รู้ว่าอ่านว่าอย่างไง ข้าดูแล้วก็นึกกลัวว่าเขาหมายจะทดสอบให้ข้าอ่านอักษรเหล่านั้น   ซึ่งจะเผยความจริงที่ว่าความรู้ข้าไม่ค่อยจะคืบหน้าสักเท่าไหร่   จึงรีบยัดกระดาษนั้นเข้าในแขนเสื้อแล้วหันเหเปลี่ยนเรื่องสนทนาว่า   “เหมียวเหมียว......ก้าวหน้าขึ้นแล้วนะ   เรื่องคัดตัวอักษร   หากกลับไปค่อยเขียนให้ท่านดู

เจ้าปีศาจตนนี้มิได้หวาดกลัวยันต์ลงอักขระสยบมารเลย   จะประมาทมันมิได้!”    ปี้ชิงเฉินจุนกัดฟันกรอด   ยกมือออกแรงหมายจะผลักข้าออก   แต่ยังไงก็ไม่ขยับ   เขาเลยชักดาบที่อยู่เบื้องหลังออกมามาโบกป่ายตรงหน้าข้า
  
อะฮ่า.....ดาบนั่นทำจากไม้   ตีเข้าที่หัวไหล่แทบจะไม่เจ็บไม่คัน   ข้านึกเอาว่าเขาคงอยากทดสอบว่าฝีมือข้าคืบหน้าไปแค่ไหน   ข้ารีบสะบัดฝ่ามือของข้าเข้ารับการโจมตีของเขาอย่างคล่องแคล่ว
  
ไม่คิดว่าจะกำชัยชนะได้ง่ายดายเช่นนี้   ร่างของเขาลอยละล่องตรงดิ่งไปปะทะเข้ากับต้นไม้ ข้าเห็นดังนั้น   รีบทะยานเข้าช่วยแต่ไม่ทันซะแล้ว   หัวของเขากระแทกโดนต้นไม้หมดสติไปเสียก่อน
  
อ้ากกกก....ทำอย่างไรดี?  ทำเช่นไรดี?  ทำไมปี้ชิงเฉินจุนจึงอ่อนแอเช่นนี้   ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา   ข้ายืนงงอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน   คิดหาสาเหตุไม่ออกว่าทำไม 

คิดไม่ออกก็ยังมิต้องคิด   เพียงแค่เขากลับมา   ไม่มีพลกำลังเช่นเดิมก็ช่าง   ไม่เห็นจะ
เป็นไรเลย

ตะวันขึ้นสูงแล้ว   ข้าแบกร่างซือฟุขึ้นไหล่   ฮัมเพลงแหง้วๆๆแสนจะมีความสุข   มุ่งหน้ากลับบ้าน


....................................


เส้นทางรักทรหดเส้นใหม่กำลังจะบังเกิด  ศิษย์เหมาซาน vs ปีศาจแมวแอนด์เดอะแก๊งค์

จบบท  



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น