งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 11 เหตุเกิด ณ หลุมฝังศพ

ซูเทียนโยว่มองลานกว้างที่ระเกะระกะด้วยหีบไม้ล้ำค่า    แล้วตวัดสายตาเอ่ยว่า “มู่หรงเสวี่ยถึงกับส่งสินสอดกลับมาทั้งหมด    ช่างไม่ไว้หน้าตำหนักจิงเสียบ้างเลย”


สายตาคมกล้ากวาดผ่านผู้คนบ่าวไพร่ในชุดเครื่องแบบน้ำเงิน-ดำที่ใบหน้าบวมปูดกลับกันมาเป็นแถว    พิศวงจนต้องเอ่ยถามออกมาว่า    “เดินทางไปส่งสินสอดที่จวนมู่หรงแค่นี้  ทำไมถึงได้บาดเจ็บกันมาล่ะ?”

“ตอบคำถามขอรับ    ว่าที่พระชายารองใช้กำลังสั่งผู้คุ้มกันให้ออกมาไล่คนจากตำหนักจิง    ใครหนีไม่ทันก็ต้องโดนมือโดนเท้าแทบทุกคน    พ่อบ้านหวางพยายามเต็มที่แล้วแต่ตัวเขาเองก็ยังโดนทำร้าย”     บ่าวรับใช้รายงานเสียงอ่อยๆ ด้วยท่าทางนอบน้อม

ซูเทียนโยว่หรี่ตา    “มู่หรงเสวี่ยเนี่ยนะออกคำสั่ง?”

“ขอรับ!”     บ่าวพยักหน้าประกอบ หยุดอ้ำอึ้งอีกนิดแล้วพูดออกมาว่า    “พ่อบ้านหวางยังถูกว่าที่พระชายารองเขวี้ยงปากด้วยแผ่นไม้    ฟันหลุดไปสองซี่”

“จริงเร่อะ....?”      ซู่เทียนโยว่ประหลาดใจหันไปมองทางพ่อบ้านหวาง     เห็นเขาลูบปากป้อยๆ    สีหน้าปั้นยาก   ไม่พูดไม่จา   เห็นทีจะจริงดั่งที่บ่าวรายงาน

พ่อบ้านหวางนั้นนอกจากทำหน้าที่พ่อบ้านแล้วยังเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดติดตามองค์ชายจิงตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์   เป็นที่ไว้วางพระทัยอย่างมาก    แม้แต่ที่ปรึกษาเช่นเขาหรือมิตรสหายขององค์ชายต่างยังต้องให้ความยำเกรงแก่พ่อบ้านหวางสามส่วน มู่หรงเสวี่ยกล้าลงมือทำร้ายเขานับว่านางจองหองและโง่เขลามาก    แต่ทว่า.........    ”ปกติมู่หรงเสวี่ยเป็นหญิงสาวจิตใจอ่อนโยน    ทำไมอยู่ดีๆก็กลายเป็นหญิงใจคอแข็งแกร่งนัก    หรือคิดจะเล่นตัว....เรียกร้องความสนใจจากองค์ชาย?”

“ไม่ใช่เช่นนั้นแน่!”      เย่วอี้เฉินก้าวเข้ามาในห้องหนังสือ   เขาคลุมร่างด้วยเสื้อคลุมสีม่วงเข้ม    ที่ศีรษะรัดเกล้าสีทองลงยาสีม่วงสะท้อนกับแสงอาทิตย์    ยิ่งขับเน้นใบหน้าให้แลดูสูงส่ง    มิอาจข่มผู้สวมใส่ให้ลดความองอาจลงแม้แต่น้อย    “หากมู่หรงเสวี่ยคิดจะเรียกร้องความสนใจจากข้าแล้วล่ะก็    ก็ควรจะเล่นแง่แต่กับข้า    ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปตัดนิ้วน้องชายของเจ้า”

หา!...มู่หรงเสวี่ยตัดนิ้วเถียหนานเช่นนั้นเหรอ?”     ซูเทียนโยว่ตะลึงเป็นครั้งที่สอง สายตาโกรธแค้นอย่างหนัก     “เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือ..ฝ่าบาท?”

“ไม่นานหลังจากงานเลี้ยงเลิก   มู่หรงเสวี่ยท้าพนันกัดหมากับน้องชายของเจ้า...แล้วน้องชายเจ้าพ่ายแพ้แก่นาง จ่ายพนันเป็นนิ้วห้านิ้วมือข้างซ้าย”      เย่วอี้เฉินทบทวนเหตุการณ์

ซูเทียนโหย่วกัดฟันกรอด    พนันกัดหมามีแต่วางเดิมพันเป็นเงิน   อัญมณีเครื่องประดับ   ผ้าไหม   หรือไม่ก็ภาพเขียนหรือศิลปวัตถุต่างๆ     แต่มู่หรงเสวี่ยกลับพนันเอานิ้ว   แถมยังตัดจนกุดไปทั้งมือ   นางทำเกินไปแล้ว     “ฝ่าบาท มู่หรงเสวี่ยแต่เดิมคงเสแสร้งประพฤติตนเป็นสตรีอ่อนหวานไม่มีพิษมีภัย  ตัวจริงของนางทั้งเย่อหยิ่ง    ไร้เมตตา........”

“ข้ารู้แล้วตอนนี้ข้าไม่คิดจะให้นางได้ตำแหน่งพระชายารองด้วยซ้ำ”     แววตาของเย่วอี้เฉินเยือกเย็น

ซูเทียนโยว่ได้ยินรับสั่ง    สายตาดุดันก็บรรเทาเบาบางลง    องค์ชายนั้นทรงมีใจให้องค์หญิง ฉินอี้หยวน อย่างล้ำลึก     ไยเขาต้องมานั่งนึกกังวล    “เช่นนั้น...พิธีแต่งงานในอีกสามวันจะจัดการเช่นไรดี?”

“ไม่ต้องจัดให้ใหญ่โต   แต่ต้องประโคมข่าวให้ได้รับทราบทั่วกันไปไม่มีตกหล่น    ต้องเชิญทั้งตัวขุนนางและครอบครัวมาร่วมงานให้ทั่วถึง   ให้คนเตรียมเกี้ยวชมพูไว้  หามเกี้ยวของมู่หรงเสวี่ยเข้าทางประตูเล็ก.......”     เย่วอี้เฉินออกคำสั่งสิ่งที่ต้องทำในงานเลี้ยงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ดวงตาของซูเทียนโย่วเป็นประกาย   เกี้ยวของตำแหน่งพระชายาเป็นเกี้ยวขนาดสี่คนหามแบกมายังตำหนัก    แต่องค์ชายมอบเกี้ยวสีชมพูหลังเล็กให้นาง    เท่ากับกดนางไว้    ไม่ได้แต่งเข้ามาในตำแหน่งพระชายา    แค่เทียบเท่าอนุชั้นล่างสุดเท่านั้นเอง!

นิสัยจองหองอวดดีของมู่หรงเสวี่ย    นางทำกระบิดกระบวนมิยอมรับตำแหน่งพระชายาแห่งองค์ชายเสียที     ครานี้,   นางต้องแต่งเข้ามาโดยถูกองค์ชายประทานตำแหน่งให้เพียงเทียบเท่าอนุชั้นปลายแถว     จะดูซิว่านางจะทำหน้าเช่นไรต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่ที่มาเป็นสักขีพยานกัน!

ความถือดีของนาง   บังอาจกล้าท้าทายองค์ชายจิง     นี่คือผลลัพธุ์ที่นางจะได้รับแล้ว....เขาแทบอดใจรอดูนางน้ำตานองหน้าโดนเหยียบย่ำจนหน้าจมดินไม่ไหว

.................................

ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า   นกน้อยร้องเพลงสำราญใจ   มวลหมู่พฤษชาติแข่งกันออกดอกแตกช่อท้าทาย

มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา     รับประทานอาหารเช้าแล้วก็เดินออกมาจากเรือนหลัวเสวี่ย

สามวันแล้วที่นางต้องนั่งตรวจหีบเครื่องประดับจำนวนสามหีบครึ่งที่ซ่งชิงหยางส่งกลับมาให้    เครื่องประดับทั้งหมดของมารดาเป็นของมีราคาแต่ก็มีจำนวนมาก    นางต้องใช้เวลาตรวจและจัดทำบัญชี.....กว่าจะแล้วเสร็จก็ใช้เวลาไปสามวันพอดี    วันนี้นางถึงเพิ่งจะได้หยุดพัก...ออกมาเดินสูดอากาศนอกเรือน

เปิดประตูเรือนเดินออกมาก็พบมู่หรงเยว่รออยู่ข้างนอก     กำลังเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าตึก     ใบหน้าหวานคมคายนั้นกำลังมีสีหน้าที่วิตกกังวล      “พี่, เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?”

มู่หรงเยว่ค่อยหยุดเท้า    มองสบตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของนาง    แล้วถอนใจเฮือกกล่าวว่า      “วันนี้เป็นวันที่องค์ชายจิงจะส่งเกี้ยวมารับเจ้าแล้ว    จะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร?”

“ก็ข้าไม่คิดจะแต่งให้เขาแล้ว    พี่จะยังมานั่งกลุ้มเรื่องอะไร?    องค์ชายจิงสามารถบังคับข้าให้แต่งกับเขาได้หรือไง?”       มู่หรงเสวี่ยท่าทางเรื่อยเฉื่อยซ้ำยังเดินผ่านมู่หรงเยว่ไปอย่างสำราญใจ

มู่หรงเยว่เดินตามหลังนางมา    ดวงตาดำเข้มของหนุ่มน้อยฉายแววความเด็ดเดี่ยวออกมา      “เย่วอี้เฉินมีอำนาจและกำลังทหารในมือมาก    ขนาดองค์ชายในองค์ฮ่องเต้เองยังต้องยอมเห็นแก่หน้าเขาหลายส่วน    เขาอาจจะดื้อด้านใช้กำลังบังคับเอาตัวเจ้าก็ได้”

มู่หรงเสวี่ยปลอบมู่หรงเยว่ว่า      “หากเขาตั้งใจจะหักหาญถึงเพียงนั้น   สู้เราไม่อยู่จะได้ไม่เปิดโอกาสให้เขา   เราออกไปนอกจวนเสียก็สิ้นเรื่อง    ถึงเขาส่งเกี้ยวมารับ    ก็ไม่มีคนอยู่ให้รับแล้ว”

มู่หรงเยว่ตะลึง    เขามองไปที่มู่หรงเสวี่ยชัดๆแล้วเพิ่งสังเกตเห็นว่า    นางสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวเรียบๆ    ผมดำมันนั้นเกล้าเป็นทรงเรียบง่ายปักด้วยปิ่นหยกมันแพะเพียงสิ่งเดียว แม้แต่ตุ้มหู    สร้อยข้อมือก็ไม่สวมใส่    สายลมที่พัดผ่านมาทำให้ชายกระโปรงของนางไหวเบาๆ    เกิดภาพของสาวงามหมดจดสะอาดตาสงบเสงี่ยมประดุจเทพเซียน    

 “เสวี่ยเอ๋อ, ทำไมเจ้าแต่งตัวเช่นนี้?”

มู่หรงเสวี่ยยิ้มอ่อนโยน      “ข้ากำลังจะไปไหว้หลุมศพท่านปู่   และท่านพ่อท่านแม่  ถึงได้แต่งตัวเช่นนี้”

“อ๋อ!”      มู่หรงเยว่กวาดตามองเห็นสาวใช้ทั้งสองของพี่สาว,  หงชิวและอันเซียง    ในมือต่างก็คอนตะกร้าใส่ของเซ่นไหว้-ธูปเทียน    กระดาษเงินกระดาษทอง   และอื่นๆ

“พี่อยากจะไปด้วยหรือไม่?”      มู่หรงเสวี่ยถามเสียงอ่อนเบา

“ก็ดีซิ.......ก็ดี!”       มู่หรงเยว่ผงกหัวตอบรับอย่างหนักแน่น  เย่วอี้เฉินเป็นผู้มีอำนาจ ครั้งนี้เขาส่งเทียบเชิญออกไปทั่วเมืองหลวง    เชื้อเชิญเหล่าขุนนางและครอบครัวให้มาร่วมฉลองแต่งงาน   หากเขาไม่ได้แต่งน้องสาวของเขาวันนี้    เกรงว่าเขาจะไม่เลิกราง่ายๆ    ถึงแม้อายุเขายังน้อยมิได้เก่งกาจมากมาย ไม่สามารถต่อกรกับเย่วอี้เฉินได้     แต่เขาก็จะคอยปกป้องน้องสาวอยู่ข้างๆ

สุสานประจำตระกูลมู่หรงตั้งอยู่ยังนอกเมือง   ต้องเดินทางออกจากเส้นทางหลักที่ผู้คนใช้กันเล็กน้อย    มู่หรงเสวี่ยและมู่หรงเยว่ลงจากรถม้าเปลี่ยนเป็นเดินเท้า    มุ่งหน้าไปยังสุสาน

จุดธูปเทียนเพื่อกราบไหว้หน้าหลุมศพบิดามารดาแล้ว     มู่หรงเสวี่ยก็เริ่มต้นเผากระดาษเงินกระดาษทอง    ยามอยู่ผูกพันรักใคร่    ยามตายทอดกายร่วมหลุม   เขาทั้งสองล้วนมีใจรักกันด้วยความจริงใจ    นางหวังให้พวกเขาทั้งสองได้พบเจอและได้อยู่กินกันอีกในชาติหน้า     ครองคู่กันอย่างมีความสุขไปตราบจนสิ้นอายุขัย

มู่หรงเยว่นั้นหิ้วตะกร้าอีกใบไปยังหน้าหลุมศพของท่านปู่   จุดธูปเทียน   จัดตั้งของเซ่นไหว้     เมื่อก่อน...เขาจะมากราบไหว้เฉพาะงานเทศกาลหรืองานปีใหม่    ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขามากราบไหว้และเผากระดาษเงินกระดาษทองโดยไม่ใช่เป็นวันสำคัญใด........

“เคล้ง...เคล้ง.....เคล้ง”      เสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้นกะทันหัน    รบกวนความคิดมู่หรงเยว่ที่กำลังล่องลอยให้กลับคืนมา    หัวคิ้วของเขาพลันขมวดมุ่น     “เกิดเหตุอันใด?”

เขาได้นำผู้คุ้มกันติดตามมาให้การอารักขาตัวเขาและน้องสาวด้วย    สั่งให้พวกเขาลาดตระเวนอยู่บริเวณรอบๆ    แต่เดิมแถวนี้เป็นสถานที่ปลอดภัย    ไม่มีอันตรายใดๆ   แล้วเหตุไฉน….อยู่ๆก็เกิดมีการสู้รบปะทะกันขึ้น    ที่นี่มีกองกำลังทหารคอยลาดตระเวนเป็นระยะๆมิใช่หรือ    ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่ามีพวกโจรออกอาละวาดปล้นชิงมาก่อน

“ย่อมต้องไม่มีเรื่องใด!”    มีเสียงตอบกลับสำเนียงเย็นชาดังแทรกเข้ามา   พริบตาเดียว....ปรากฏร่างสูงใหญ่ก้าวสวบๆออกมาจากแนวไม้    ตรงมายังพวกเขา เขาคนนั้นสวมใส่ชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิง   กายกำยำตั้งตรงสูงใหญ่ราวกับต้นสน ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชารวมทั้งดวงตาคู่คมจับจ้องมองมา   ล้วนไม่ใช่ใครที่ไหน...............คนผู้นั้นคือ เย่วอี้เฉิน นั่นเอง!


...........................................
จบบท

2 ความคิดเห็น:

  1. เห้อออ ทำไมองค์ชายอี้เฉิน ร้ายกาจเพียงนี้นะ จะเอาให้ได้ ก้อต้องได้ดังใจเหรอไง

    ตอบลบ