วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 112 ข้าจะปล้นล่ะนะ

วันถัดมา,  พวกเราก็เปิดยุทธการ   “แมวน้อยสอยผู้ชาย”

โมหลินตรงเข้าหาเซียงชิงแล้วจัดการฝังเข็มเขาสองสามจุด   ด้านจินเหวินก็ประคองถ้วยยาเข้ามา   บีบจมูกเขาแล้วจับกรอก   พอโมหลินให้สัญญาณพยักหน้า   ปีศาจกระทิงก็มาจัดการส่วนที่เหลือโดยการพาเขาออกไปยังราวป่าด้านนอก


หวาหว่าย้ำกับข้าเป็นครั้งที่ร้อย   “เหมียวเหมียว,  เจ้าต้องระมัดระวังกิริยาให้มาก   ต้องเชื่อฟังคำของหยินซี   เขาจะไม่ปล่อยให้เจ้าทำอะไรโง่ๆโดยเด็ดขาด   เข้าใจหรือไม่?”

ข้าเข้าใจดีว่าเดิมพันครั้งนี้มันสูงแค่ไหน   ข้าเองก็จะไม่ยอมให้ซือฟุหลุดมือไปได้เป็นอันขาด ข้าพยักหน้ารับขึงขัง

หยินซีโดนจับแต่งตัวออกมาในอาภรณ์ชุดกระโปรงสีเขียวมีลายปักผีเสื้อแต่งแต้มอยู่บริเวณรอบๆ ปลายกระโปรง   เส้นผมถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยน่ารักสองก้อน   ใบหน้าเติมแป้ง  ระบายสีสันระเรื่อ  เดินกระแทกเท้าปึงปังตามหลังจินเหวินเข้ามา  สองคิ้วยังคงขมวดมุ่น  มือและเท้าสับสนมิรู้จะวางที่ใดดี   ท่าทีเหมือนดรุณีแรกรุ่นอายุสัก 14 ปี  กำลังกระฟัดกระเฟียดเขินอายที่ตกเป็นเป้าสายตาของทุกๆคน

“พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน….หา!!!   หัวเราะทำผายลมอันใดกัน!!”    หยินซีโกรธจัด   สองมือยกขึ้นท้าวสะเอว   ด่าข้าออกมาดังลั่น   “หากมิใช่เพื่อให้สะดวกในการตามติดไปได้ทุกที่ทุกเวลากับเจ้าแมวซื่อบื้ออย่างเจ้าโดยมิให้ผู้คนต้องเข้าใจผิดแล้วล่ะก็   ข้าคงไม่ต้องมาแปลงร่างจากชายหนุ่มมาดแมนมาเป็นสาวน้อยวัยใสเช่นนี้หรอก”

น้ำเสียงของเขายังก้ำกึ่งระหว่างเสียงของบุรุษและสตรี   โทนเสียงนั้นทำได้ดีมาก   กิริยาก็กระชดกระช้อย   ด่าได้อย่างมีจริตแห่งความเป็นหญิง   กลมกลืนจนไม่มีพิรุธให้ใครจับได้เลย

พวกเราเห็นหยินซีโมโหขึ้นมาจริงๆเช่นนั้น   จึงหยุดกล่าววาจาล้อเลียน   เปลี่ยนเป็นยกยอแล้วแยกย้ายกระจัดกระจายตระเตรียมแผน

แผนขั้นที่หนึ่งเป็นหน้าที่ของโมหลิน   เขาเปลี่ยนบุคลิกท่าทีกลับเป็นตัวเองยามปกติคือให้แลดูเอื่อยเฉื่อยเข้าไว้   ใส่เสื้อคลุมยาวตัวหลวมๆสบายๆ  ผมยาวรวบลวกๆง่ายๆไว้ด้านหลัง  ในมือถือแส้   บนใบหน้าแฝงความสูงส่งมีเมตตาเจือกลิ่นอายลึกลับเฉกเช่นดังเทพเซียนที่ลงมาโปรดสัตว์ยังโลกมนุษย์   ทำให้ผู้ที่พบเห็นบังเกิดความรู้สึกเลื่อมใส   เขายืนอยู่ตรงข้างโขดหินที่มีร่างของเซียงชิงนอนหมดสติอยู่

ข้า, หยินซี, กระทิงเก๋อเกอและเจียนหนาน   กลับร่างเป็นร่างเดิม   สี่สัตว์ต่างสายพันธุ์หลบอยู่หลังพุ่มไม้ด้านหลังของโมหลิน   ลุ้นระทึกมองดูงิ้วฉากแรกที่กำลังเบิกโรง

โมหลินดึงเข็มเงินที่ฝังอยู่ที่จุดตรงศีรษะของเซียงชิงออก   เพียงไม่นานนัก,  เขาก็ลืมตาได้สติ สายตาตกกระทบกับแผ่นดินที่นอนอยู่จนกระทั่งเหลือบขึ้นเห็นโมหลิน   โดยที่ไม่ได้มีท่าทีอื่นใด   หรือท่าทางว่าจะจำได้

อ้า…..ไอ้ยาแสนขมจมความทรงจำนี่มันได้ผลแฮะ

“คุณชายท่านนี้……” เซียงชิงพยายามทรงตัวขึ้นจากพื้น   ผงกศีรษะทักทายโมหลินอย่างสุภาพ   “ที่นี่ที่ไหน?   เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่?”

โมหลินก็เริ่มออกโรง   เขาทำเป็นประหลาดใจ   “จากที่เห็นนั่นนะเหรอ?   เมื่อไม่นานมานี้   มีปีศาจตนหนึ่งกำลังต่อสู้อยู่กับท่าน   ข้าเห็นเลยเข้ามาช่วย   พวกเราช่วยกันแทงเจ้าปีศาจจนได้รับบาดเจ็บหลบหนีไป   แต่เผอิญท่านพลาดท่าได้รับบาดเจ็บเข้าที่ศีรษะ   สลบหมดสติไป ข้าเกรงว่าปีศาจจะย้อนกลับมาอีก   จึงคอยอยู่ที่นี่ให้ท่านฟื้นก่อน”

เซียงชิงงง   เอามือจับที่ศีรษะแล้วถามต่ออีกว่า    “ทำไมข้าจำไม่ได้ว่าได้ต่อสู้กับปีศาจและทำไมข้าถึงเปลือยท่อนบนเช่นนี้”
เสื้อข้าหายไปไหน???

“เสื้อผ้าท่านถูกปีศาจฉีกทำลายตอนที่ต่อสู้กัน”   โมหลินรีบตอบ   เขาทำเสียงไม่รู้เรื่องราวอย่างแนบเนียนว่า   “ท่านแค่หมดสติไปหนึ่งคืน   ทำไมถึงจำเรื่องราวไม่ได้กันเล่า?”

“ทำไมเสื้อผ้าข้าถึงฉีกขาดแต่ไม่มีบาดแผล?”   เซียงชิงขมวดคิ้ว   ยังสับสนไม่แน่แก่ใจ

“เอิ่ม....ท่านอยากจะรู้ให้ได้จริงๆ งั้นเหรอ?”   โมหลินทำเป็นอึกอัก   เขาเบี่ยงหน้ามาที่พวกเรานิดนึง   ก่อนจะยิ้มละมัยกล่าวออกมาว่า   “ท่านน่าจะจำได้?   ก็ตอนที่ปีศาจสาวหลงไหลในความหล่อเหลาของท่าน   ต้องการจะร่วมหอลงโลงกับท่านน่ะ   ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ยังไม่ได้สติ   ขณะที่นัวเนียใกล้จะได้เสียกันอยู่นั้น…..

เมื่อเซียงชิงได้ยินดังนั้น   เหงื่อเม็ดโตก็หลั่งออกมาเต็ม   สีหน้าสีตาเปลี่ยนจากแดงซ่านเป็นดำทะมึน   แล้วก็ซีดขาวไร้สีเลือดอีกที  สีหน้าเหล่านี้เวียนครบหนึ่งรอบเต็มๆ แล้วจึงสามารถหลุดปากตะกุกตะกักออกมาได้ว่า   “นั่น....นั่นต้อง.....ขอบคุณคุณชายที่ได้ช่วยข้าไว้”

หยินซีและเจียนหนานที่นั่งติดอยู่กับข้าหันมามองข้าหลายต่อหลายครั้ง   ทั้งสองหัวเราะไม่มีเสียงออกมา

เซียงชิงหมายจะก้มคำนับ   แต่โมหลินรีบยุดเขาไว้อย่างว่องไว   โมหลินปลดเสื้อตัวนอกส่งให้เซียงชิงรับไว้พันกาย   แล้วพูดต่อไปว่า   “ศีรษะของคุณชายได้รับบาดเจ็บไม่น้อย   ถ้ายังไงให้ข้าไปเป็นเพื่อนท่านที่ในเมือง   หาหมอตรวจดูอาการสักหน่อยดีหรือไม่?”

“การปราบปีศาจ บาดเจ็บเป็นเรื่องสามัญ  แผลเล็กน้อยแค่นี้ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอในเมืองให้เสียเวลาไปทำไมกัน?”   เซียงชิงยิ้มแล้วเอ่ยขอบคุณ   หลังจากพูดจาถามไถ่ชื่อแซ่กับโมหลินแล้ว   ก็เอ่ยขอตัวอย่างสุภาพ   เก็บดาบไม้ที่หักครึ่งหันหน้าจะเดินลึกเข้าไปในป่า

“หมอนี่คงถังแตกไม่มีเงินละสิไม่ว่า”    หยินซีเหน็บเสียงเบา

โมหลินไม่แน่ใจจึงได้ทำการยับยั้งเขาไว้   “คุณชาย,  ท่านจะไปไหน?”

“ปีศาจนั้นกระทำการเหิมเกริม   สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน   วันนี้ข้าจะต้องขจัดภัยให้สิ้นซาก”   ใบหน้าของเซียงชิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ข้าเอามือก่ายหน้าผาก   นอนฟังอย่างเงียบๆ   แต่ขยับปากลอบถามเจียนหนานที่อยู่ข้างๆ ว่า   “พวกเราอยู่ที่นี่มาก่อน   แล้วพวกปีศาจที่ว่าละ...มันมาจากไหน   หากมาแล้วยังไม่มาคารวะข้าที่คุมแถวนี้ได้อย่างไรกัน?   อย่างนี้มันหยามกันชัดๆ!

ปีกของอีกาขาวฟาดแปะๆใส่ข้าสองสามเพี้ยะ   พร้อมสั่งให้ข้าหุบปากซะ   สองสามตัวนั่งดูงิ้วว่าจะดำเนินไปเช่นไร   รอคอยดูว่าโมหลินจะเดินหมากต่อแบบไหน

โมหลินขวางเซียงชิงเอาไว้   ยิ้มเหยเก “ปีศาจตัวนี้ฤทธิ์มากไม่น้อย ท่านอาจจะไม่ใช่คู่มือมัน ข้าว่าท่านถอนตัวจะดีกว่า”
เซียงชิงมีท่าทีลังเล แล้วเขาก็โบกมือกล่าวตอบมาว่า   “ขอบคุณ   คุณชายต่อความหวังดี แต่เพื่อพวกชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่   ข้าตัดสินใจจะกวาดล้างกำจัด  ปีศาจ  ที่ยึดถือครอบครองสถานที่นี่ไว้   ท่านได้โปรดจากไปเถิด”

“แต่ว่า…..”   โมหลินชะงักฝีเท้า   เหงื่อเริ่มไหลด้วยความกังวล  “ปีศาจนั่นได้รับบาดเจ็บ คงจะหลบซ่อนอยู่หรือไม่ก็หนีไปถึงไหนแล้ว   ข้าว่าคงยากที่จะตามหา”

“ดังนั้นก็ไม่เป็นไร...”    เซียงชิงเอ่ยปลอบเขาว่า   “ท่านกลับเข้าเมืองไปก่อน   ข้าไม่อยากให้คุณชายต้องมาเผชิญอันตรายร่วมกับข้า”

เจียนหนานเห็นเป็นเช่นนั้น   จึงให้พวกเราอยู่นิ่งๆ   ส่วนตัวเขาเองก็คลานหลบออกไปเพียงลำพัง   เพียงไม่นานหลังจากนั้น   ลัวลัวที่มีเส้นผมยาวสยาวสีขาว   ในมือถือกระบี่   ดวงตาสีแดงก่ำก็มาปรากฏตัวยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มทั้งสอง   เสียงของนางยังสั่นระรัวด้วยความกลัว   ตะกุกตะกักออกไปว่า   “ข้าข้าคือ.....ปีศาจแห่งเขาหละหลัวยิ้ง ......ข้าจะปล้นล่ะนะ”

โมหลินก็ชี้หน้าลัวลัว   กล่าวหาใส่เพิ่มเข้าไปว่า   “นั่นละ...คือนางละ!   นางปีศาจที่ล้วงควักเต้าหู้หมายจะลักหลับเจ้า”

ท่าทีของเซียงชิงเปลี่ยนเป็นเครียดขึงระวังตัว   เขาล้วงหยิบมีดสั้นออกมาจากรองเท้า ปกป้องเหยื่อ????...โมหลิน’  ที่อยู่เบื้องหลัง    เตรียมพร้อมจะห้ำหั่นกับลัวลัวอย่างสุดตัว

ลัวลัวผู้ซึ่งเกิดมาก็ขี้อายขลาดเขลาอยู่แล้วยามอยู่ต่อหน้าผู้คน   เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้แล้ว    ถึงแม้จะยังมิทันได้เข้าใกล้ตัวเซียงชิงเลย   ก็หลุดร้อง “กรี้ด” นำหน้า  น้ำหูน้ำตานอง  โยนกระบี่ทิ้งดัง เชร้ง    แล้วถลกกระโปรงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตออกไป   วิ่งไปก็สะอื้นตะโกนไปด้วยว่า    “ต่อไปข้าไม่กล้าทำชั่วอีกแล้ว!  จะย้ายออกไปจากย่านนี้!   ขอท่านได้โปรดให้อภัยไว้ชีวิตกระต่ายตาดำๆ ด้วยเถิด!!!

ปีศาจกระต่ายวิ่งอ้าวหนีหน้าเริ่ดจากไปด้วยความเร็วไม่ธรรมดา   เพียงกระพริบตาเดียวก็วิ่งเลยเขาไปสองสามลูก   บังเกิดร่องรอยต้นไม้ใหญ่น้อยราบเป็นทาง   ทิ้งให้เซียงชิงยืนตะลึงค้างเหวออยู่เป็นนาน   กว่าจะได้สติ

โมหลินปาดเหงื่อชะแว้บออกจากหน้าผากที่เปียก   ปล่อยสมหายใจ พรูดออกมายาวเหยียด

กิ่งไม้มีเสียงปริแตกเมื่อเจียนหนานคลานกลับมาเข้ากลุ่มอีกครั้ง   พวกเราตีไม้ตีมือไฮ้ไฟว์ฉลองความสำเร็จกัน   หยินซีผ่อนคลายจากอาการลุ้นระทึกแล้วก็พูดว่าหากกลัวลัวกลับถึงบ้านแล้ว   ต้องตกรางวัลให้แก่นาง   นางสู้อุตส่าห์แสดงงิ้วฉากนี้ออกมาได้ย่อมไม่ง่ายสำหรับนางเลย.......

ปีศาจก็หนีเตลิดไปแล้ว   แม้ว่าจะเป็นอีกครั้งที่เซียงชิงสงสัย   แต่โมหลินก็รีบชักจูงหันเหเขา  บอกเขาว่าเขาได้ใช้พละกำลังเกินขีดจำกัดไปแล้ว   ควรหาทางเข้าเมืองเพื่อปรับสมดุลร่างกาย   ขอให้เขาเดินทางไปเป็นเพื่อน

เซียงชิงไม่มีทางเลือก   ได้แต่ยินยอมให้สองคนร่วมทางกันไป

พวกเราเห็นเรื่องราวจบเช่นนั้นแล้ว   ก็รีบย้ายก้นออกจากที่ซ่อนวิ่งตัดหน้าชายหนุ่มทั้งคู่ไปยังจุดที่สองเพื่อดำเนินแผนขั้นต่อไป

แต่แล้วพลันมีเสียงสงสัยของเซียงชิงถามขึ้นกับโมหลินว่า   “คุณชาย,  ท่านรู้สึกหรือไม่ว่า.............สัตว์ในป่าแห่งนี้ส่วนใหญ่….ไม่กลัวคน”


“เข้าใจผิดแล้วละ….ท่านคงคิดไปเอง....มันเป็นภาพลวงต๊า   ภาพลวงตา    หึหึหึ”


.............................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น