งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 115 ขึ้นเหมาซาน

พ่อหนุ่มใจซื่อเซียงชิงทำท่าคิดไม่ตก    ไม่ว่าพวกเราจะพูดอย่างไง   เขาก็เอาแต่ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่อย่างนั้น    เซียงชิงเดินหมุนไปหมุนกลับ   พยายามใช้ความคิดแก้ปัญหาให้สาวน้อยทั้งสอง    เขาทำท่าอึกอักพูดออกมาว่า   “ถ้าอย่างนั้น,  ก็มีแต่ให้พวกเจ้าติดตามข้าขึ้นเหมาซาน   แต่ความเป็นอยู่บนเขาค่อนข้างจะขาดแคลน ข้ากลัวว่าแม่นางจะทนลำบากไม่ไหว


“ดีจังเลย!   เหมียวเหมียวไม่กลัวความลำบาก!”    ข้ารีบเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างเริงร่า  ไม่ทำอิดเอื้อน
เซียงชิงจ้องมองมาที่เราด้วยสีหน้าซับซ้อน   เขายังกล่าวต่อว่า   “ข้าสามารถขอให้อาจารย์มอบที่พักให้กับพวกเจ้าได้ในตอนนี้ไปก่อน    ถ้าในวันข้างหน้า พวกเจ้าอยากจะจากไปอยู่ในที่ๆดีกว่า   เจ้าก็สามารถไปได้”

ย่างเข้าวันที่สอง,  หลังจากที่เซียงชิงตัดสินใจจะพาข้ากับหยินซีไปยังเหมาซาน   พอตกกลางดึก โมหลินก็แอบมารักษาแผลที่ข้าของข้า   แผลสมานตัวหายอย่างรวดเร็วมาก   เพียงไม่นาน ข้าก็สามารถกระโดดโลดเต้นไปทั่วได้เหมือนเดิม   หยินซีมักจะฉุดข้าไว้เบื้องหลังเพื่อมิให้ข้าหลุดบทที่ต้องแสดงเป็นสตรีที่อ่อนแอและบอบบางเพื่อยั่วยวนเซียงชิง

เซียงชิงผู้ไม่มีเงินเดินทาง    ลากตัวโมหลินไปยังท่าเรือเพื่อหางานจุกจิกทำก่อนที่จะต้องเดินทางไปยังเมืองต่อไป   ชายหนุ่มแข็งแรงและมีพละกำลังมาก   จึงสามารถแบกของหนักๆได้อย่างสบาย   ด้วยเงินที่หามาได้,  เขาซื้อหาหมวกฟางให้ข้ากับหยินซีใส่คลุมหน้า   รวมทั้งซาลาเปาอีกหลายสิบลูกเพื่อเป็นเสบียง

เมื่อโมหลินกลับมาจากทำงาน   เขาร้องครางหงิงๆโอดครวญจนแทบจะสั่นสะเทือนฟ้าดิน   พร้อมทั้งเหยียดมือไม้ที่ทำงานหนักจนถลอกปอกเปิกออกมาบ่น   ว่าตั้งแต่เขาสำเร็จเป็นเซียนมา,  ไม่เค้ยไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะได้รับเคราะห์กรรมใหญ่หลวงเช่นนี้    ทำไมเซียนผู้สูงส่งของเขาต้องมาทำงานแบกหามเช่นนี้เพื่อแลกกับเงินทองแดงไม่กี่เหรียญด้วยฟ่ะ!   ปี้ชิงเฉินจุนเอ๋ย,  ปี้ชิงเฉินจุน....ครานี้เจ้าติดหนี้ข้าครั้งมหึมาแล้ว

ข้าเลยเข้าไปดูมือของโมหลิน เห็นว่าไม่เท่าไหร่   “ข้าจะเป่าเพี้ยงให้เดี๋ยวก็หาย   ทุกครั้งที่เสี่ยวมาวมีแผล   เขาก็จะเรียกให้ข้าเป่าแผลให้เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว”

“เจ้าเป็นมารดาโมหลินตั้งแต่เมื่อไรกัน”    หยินซีขยับปากแต่ดวงตายังเหม่อลอยมองกองภูเขาเงินภูเขาทองที่เจียนหนานส่งมาให้   ปากก็แบะออกมาว่า   “แล้วข้าจะใช้อย่างไงหมดเนี่ย....”

มันคือสถานการณ์ที่ว่า มีเงินแต่ไม่สามารถใช้สอย  ซึ่งมันก็น่าหงุดหงิด    แต่เพื่อแผนการณ์แต่งงานที่ราบรื่นดูแล้วคู่ควรเหมาะสมกัน   พวกเราเลยตกลงกันว่าจะพยายามถมระยะห่างของไอ้ความแตกต่างของฐานะและเผชิญหน้ากับความยากจนข้นแค้นแทน

พอเป็นเช่นนั้นเหตุการณ์ก็เลยเป็นว่า.....เซียงชิงก็แทะซาลาเปาไม่มีไส้ของเขาไป   พร้อมกับออกไปรับจ้างด้วย    ส่วนข้าก็นั่งกระดิกเท้ากลั้วคอด้วยซุปปลารอไปพลางๆ    พอถึงวันที่ห้า,  ค่าเดินทางที่เราเก็บรวบรวมก็ได้ครบพอดี   พวกเราก็ว่าจ้างให้ท่านลุงแก่ๆคนหนึ่งบังคับเกวียนมาส่งเรายังเหมาซาน    โมหลินผู้ซึ่งหวานอมขมกลืนทำงานรับจ้างมาตลอดการเดินทางก็รีบหาข้ออ้างว่าจะรีบกลับไปพบภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน   แล้วรีบหนีไปอย่างว่องไว

หยินซีและข้านั่งโคลงเคลงมาบนเกวียนค่อนมาทางด้านหลัง   เซียงชิงนั่งคู่กับท่านลุงช่วยบังคับเกวียนบ้างเป็นบางครั้ง

หยินซีใช้เวลาว่างตลอดการเดินทางนี้เพื่อทดสอบความรู้ทางมารยาทสังคมของข้า    มีแต่เมื่อมาถึงตอนสุดท้ายที่ข้าตอบถูกทั้งหมดแล้วที่เขาจะคลายใจลง    ข้ามักจะยกมู่ลี่กั้นขึ้นเป็นระยะๆเพื่อมองเซียงชิง  หัวอกหัวใจของข้ามันเต้นกระหน่ำทุกครั้งที่ยังเห็นเขาอยู่   บางครั้งข้าจะถามตัวเองในใจว่าเขาคงจะไม่จู่ๆก็ทอดทิ้งข้าไปอีกนะ

ภายใต้สายตาของข้าที่มองมายังเขาเป็นระยะๆ เป็นประจำๆ ถี่ๆ เช่นนั้น   ใบหน้าของเซียงชิงก็มักจะซับสีแดงให้ได้เห็น    เขามักจะก้มหน้าก้มตาแต่เพียงไม่นานก็จะมองมาทางข้างหลังอีก....

หลังจากรอนแรมด้วยกันมาหลายวัน,   เราก็เดินทางมาถึงและลงยังจุดที่ห่างประมาณสิบลี้จากตัวเขาเหมาซาน    ท่านลุงคนขับเกวียนเดินเข้ามาใกล้เซียงชิงแล้วพูดเสียงเบาๆ กับเขาว่า   “แม่นางชื่นชอบในตัวเจ้ามากมาย   พ่อหนุ่มนี่โชคดีจริงๆ   แม้ว่าข้าเองก็ไม่แน่ใจหรอกนักหรอกว่าคนไหนกันล่ะที่เจ้าชอบ?”

ได้ยินคำพูดของท่านลุง    ท่าทางของเซียงชิงยิ่งเก้อเขินเข้าไปใหญ่    เขารีบเอ่ยขอบคุณท่านลุงแล้วพาเราแยกขึ้นเขา

เหมาซานจัดว่าเป็นเขาที่ไม่ลาดชันนัก    มีคนตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บนเขาเป็นจำนวนมากเนื่องจากบริเวณนี้มีทิวทัศน์ที่งดงามและอากาศแสนจะบริสุทธิ์    ภาพผู้คนขึ้นๆ ลงๆ เดินทางสวนกันไปมาทำให้แลดูคึกคัก    ต่อเมื่อพวกเรามาถึงหน้าประตูทางเข้าสำนักแล้ว   เราก็จะได้เห็นภาพธงทิวติดไสวประดับประดาอยู่บนหลังคา   ห้องโถงที่มีบรรยากาศเยือกเย็นและร้างผู้คน   ตั้งแถวเก้าอี้เรียงราย    มีพระนักบวชลัทธิเต๋าที่อยู่ในนิกายกำลังพูดคุยกับอาคันตุกะที่มาเยือนเพื่อรับสมัครเข้าเป็นศิษย์

เซียงชิงยิ้มแล้วพาเราเข้าไปข้างใน    เห็นหน้าของเซียงชิงกลับมาปั้บ นักบวชเต๋าผู้หนึ่งที่กำลังทำความสะอาดก็กล่าวทักทายอย่างสุภาพ   “ศิษย์พี่หก,  ยินดีต้อนรับ”    จากนั้น,  เขาก็หมดความสนใจต่อเซียงชิงต่อไป   แต่เอาแต่จ้องมองอย่างอยากรู้อยากเห็นมายังทางพวกเราสองคนบ่อยครั้ง

“แม่นาง,  โปรดรอที่นี่สักครู่   ข้าจะเข้าไปเรียนอาจารย์ให้ทราบก่อน”   เซียงชิงพยักหน้าให้เราอย่างสุภาพแล้วเดินตรงไปยังเรือนที่แปะแผ่นทองประดับประดาทางด้านหลัง

หยินซีมองไปยังการตกแต่งที่ฟุ้งฟิ้งระยิบระยับตารอบๆตัวแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอิจฉาว่า   “การตกแต่งที่นี่ช่างมีรสนิยมดูดีถูกใจข้าเหลือเกิน    ถ้าเรากลับบ้านไปเมื่อไร   ข้าจะถือติดมือไปเป็นแบบสักสองสามชิ้น    แล้วจะยึดแนวทางการตกแต่งนี้กลับไปใช้บ้าง”

ข้ายืดคอของข้ามองตามแผ่นหลังของเซียงชิงที่ค่อยๆห่างออกไป    ข้าอดรู้สึกวิตกกังวลไม่ได้   “อาจารย์ของซือฟุ....แล้วข้าต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ปู่ถึงจะถูก,  ใช่ไหม?”

อีกาฟุ้งฟิ้ง-หยินซี:   "เหมียวเหมียว, เจ้าไม่ต้อง...เดี๋ยวข้าเอง"

หยินซีตวัดสายตาคมกริบมาใยังข้า   ปากขยับพูดว่า    “เจ้าอย่าพูดอะไรเองสุ่มสี่สุ่มห้า   แค่รอฟังแล้วก็ว่าตามข้าก็พอ”

เพียงไม่นาน,   ก็มีเสียงฮึ่มฮั่ม ของชายชราดังมาให้ได้ยิน   “เจ้าบ้า,  ข้าใช้ให้ลงเขาไปปราบปีศาจแต่นี่เจ้ากลับพาสตรีกลับมา... คิดจะแต่งภรรยาหรือไง?    แถมยังพามาตั้งสองปากให้ต้องเลี้ยงดูกันเพิ่มอีก?   เจ้าคิดว่าสำนักเหมาซานเป็นยุ้งข้าวสาร   มีเหลือกินเหลือใช้รึ?

ข้ารีบทำหูตั้งเพื่อฟังคำสนทนาดังกล่าว   เสียงของเซียงชิงเหมือนกับไม่รู้จะพูดอย่างไรดี   “ซือฟุ,   พวกนางทั้งสองไร้ที่พึ่ง   ไม่มีที่ไป   พวกนางน่าสงสารมากได้โปรดรับพวกนางให้พักอาศัยสักครั้ง   พอพวกนางขยับขยาย ได้ที่ๆจะพักพิงแล้ว   ศิษย์จะพาพวกนางไปส่งเอง”

“เจ้านี่นะไม่ไหวเลย,  เจ้าไม่ทำตัวเป็นคนดีได้ไหม?”    ชายชราโมโห   “ศิษย์ผู้อื่นลงไปปราบปีศาจ   มีแต่ได้ทรัพย์สินเงินทองกลับ   แต่พอให้เจ้าไป   เจ้ากลับไปก่อหนี้แทน   ความสามารถของเจ้าน่ะมากกว่าศิษย์ร่วมสำนักผู้อื่น   แต่พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับหาเงินหาทอง   กลับไม่ถึงขั้นกลายเป็นลูกเจี้ยบเดินเตาะแตะไปซะฉิบ!    ไม่ใช่ว่าข้าไม่ได้สอนเจ้าถึงหลักการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและทำกำไรในอาชีพ   แต่เจ้าเนี่ย,  สอนเท่าไรก็สอนไม่จำ?   เสียแรงข้าจริงๆ!

“อู้ยยย....คำด่าของตาเฒ่านี่พูดได้ดี   พูดได้สะใจข้ายิ่งนัก”    ข้าเขวี้ยงสายตาไม่พอใจไปให้กับคำพูดของหยินซีที่มาเออออกับตาแก่ปากจัดนั่น

“ศิษย์ทราบถึงความผิดพลาดของศิษย์แล้ว   หวังว่าซือฟุจะเมตตา”   น้ำเสียงของเซียงชิงไม่รู้ว่ากำลังอดกลั้นหรือสำนึกผิดจากใจกันแน่

ตาเฒ่ายังด่าต่ออีกเล็กน้อย   แล้วก็เปิดปากว่า   “อย่างไรก็ตาม,  ข้าจะออกไปพบพวกนางด้วยตนเองสักหน่อย   พวกนางอาจจะพอช่วยงานบ้านตรงโน้นตรงนี่ได้   ก็พอจะช่วยประหยัดเงินค่าจ้างบ่าวรับใช้”

พอจบประโยค,  ตาแก่นั่นก็เดินกร่างออกมาจากข้างใน   เขาสวมเสื้อคลุมเดินด้ายสีทองตัวสวย   ผมบนศีรษะเป็นสีดอกเลา   ดวงตาคมกริบและมีสีหน้าขึงขัง

หยินซีและข้าต่างก็ปลดหมวกฟางลงแล้วย่อกายคารวะ    ส่วนเซียงชิงก็กล่าวแนะนำว่า   “นี่คือซือฟุของข้า อาจารย์หวู่เต้าจาง”

พออาจารย์หวู่เต้าจางเห็นหน้าพวกเราทั้งสองคน    ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นเพียงแวบ   เขาเอามือลูบเคราตัวเองแล้วพูดเป็นนัยๆออกมาว่า   “สำนักเหมาซานเราไม่รับแขกภายนอก   นี่คือกฎของสำนักแต่ไหนแต่ไร,   ไม่ทราบว่าเซียงชิงบอกกล่าวแก่แม่นางทั้งสองหรือยัง?”

หยินซีรีบก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าวแล้วยิ้มพลางพูดว่า   “ชื่อเสียงของสำนักเหมาซานว่าด้วยความเก่งกล้าในการปราบพวกปีศาจขจรไกล   คุณหนูของข้าและข้าอยากจะเข้าร่วมเป็นศิษย์ของสำนัก   ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่”

“ข้ารับไม่ได้หรอก   รับไม่ได้   สำนักเหมาซานของเราจะรับคนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาเป็นศิษย์ได้อย่างไร” หวู่เต้าจางสั่นศีรษะ รีบบอกปัดปฎิเสธที่จะรับโดยเร็ว

จากตรงข้างเอว,  หยินซีหยิบปิ่นปักผมอันยาวประดับประดาด้วยมรกตสีเขียวราวกับหยกหลายเม็ดรายรอบไข่มุกเพียงหนึ่งออกมา   หยินซีทำหน้าเสียดมเสียดายตัดใจอย่างสุดซึ้งก่อนที่จะนำส่งมอบให้หวู่เต้าจาง   “นี่เป็นสมบัติประจำตระกูลของสกุลฮัวเราที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น....ฮูหยินของพวกข้า, มารดาของคุณหนูได้ส่งมอบให้นางก่อนจะสิ้นใจ   คุณหนูและข้าปรึกษากันดีแล้วว่าจะมอบมันให้ท่านไว้เพื่อกราบท่านเป็นศิษย์”

“นี่เป็นสมบัติประจำตระกูล,   เจ้าไม่ควรมอบออกมาง่ายๆ”   เสียงของเซียงชิงดังขัดขึ้นมาอย่างตกใจ

“หุบปาก!   สำหรับศิษย์จะกราบอาจารย์ต้องมอบของกำนัลให้ก็เป็นมารยาทที่ต้องกระทำ   ไม่ผิดธรรมเนียมที่ไหน!”   หวู่เต้าจางหันหน้าไปด่าเซียงชิง   เขารับปิ่นของพวกเราไปด้วยใบหน้าพึงพอใจแล้วพูดต่อว่า   “ถึงแม้ว่าโดยปกติ,  สำนักเหมาซานเราจะไม่ค่อยอยากรับศิษย์หญิงสักเท่าไร   แต่จะยกเว้นให้เป็นพิเศษเฉพาะเจ้าทั้งสอง   เพราะว่าเจ้าทั้งสองดูเฉลียวฉลาดมีปฎิภาณไหวพริบดี   ใครจะไปรู้...วันหน้าพวกเจ้าทั้งสองอาจจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงทางโค้งของสำนักก็ได้    พรุ่งนี้,  พวกเจ้าทั้งสองค่อยมาทำพิธีสมัครอย่างเป็นทางการอีกที
หลังจากนั้น,  เขาก็เรียกเด็กน้อยผู้หนึ่งอายุประมาณเจ็ดขวบให้มาพาพวกเราไปยังเรือนพำนักของบรรดาศิษย์หญิง    หยินซีและข้าถอนหายใจด้วยความโล่งอก   แต่สีหน้าของเซียงชิงยังคงกังวลอยู่อย่างนั้น   พอหวู่เต้าจางคล้อยหลัง   เขาก็พูดขึ้นเงียบๆว่า   “อย่าเศร้าเสียใจไป,  วันหน้า,  ข้าจะคิดหาวิธีเอาของดูต่างหน้าแม่เจ้ากลับคืนมาให้ได้”


......................................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น