งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 116 เค้าลางพายุ

เรือนพักสำหรับลูกศิษย์สำนักเหมาซานนั้นแบ่งกันอยู่ห้องละคนสองคน   ผนังสีเขียวอ่อนของกระท่อมไม้ไผ่ดูแล้วสดชื่นตา   ฝั่งของสาวๆจะปลูกต้นท้อไว้เป็นดง   ส่วนฝั่งของบุรุษจะปลูกต้นหลิวไว้เป็นทิวแถวเช่นกัน  ทั้งสองฝั่งจะมีกำแพงกั้นเป็นสัดส่วน   ทั้งยังมีสายน้ำแคบๆเป็นปราการธรรมชาติทอดยาวขนานไปกับกำแพงอีกด้วย


หยินซีรีบเอ่ยปากขอบใจเด็กน้อยที่นำทาง   “หนูน้อย ขอบใจเจ้าที่นำพวกข้ามาที่พัก”
ใบหน้าของเด็กชายบึ้งขึ้นมาทันที    หนูน้อยพูดด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการว่า   “ศิษย์เหมาซานนับลำดับพี่น้องจากลำดับก่อนหลังว่าใครเข้าสำนักก่อนกัน   พวกเจ้าทั้งสองมาเข้าสำนักหลังข้า   พวกเจ้าควรจะต้องเรียกข้าว่า   ‘ศิษย์พี่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดจึงจะถูก
หยินซีผู้ซึ่งปีนี้อายุย่างเข้าสองพันนำหน้าแล้วถึงกับอึ้งพูดไม่ออก
“แต่พวกเจ้าหน้าตาสะสวยปานนี้   จะว่าไปสวยกว่าศิษย์พี่หญิงสามซะอีก” ศิษย์พี่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดตัวน้อยทำท่าลูบเคราที่ยังไม่มีแล้วจ้อต่อว่า   “ที่นี่ประชากรชายมากกว่าสตรีตั้งหลายเท่า   วันข้างหน้า,  พวกศิษย์พี่ทั้งหลายต้องอยากจะส่งจดหมายรักหรือของขวัญให้พวกเจ้าแน่   ตอนนั้น,  ข้าคงได้กำไรจากค่าเดินสาสน์อื้อซ่า”
“ข้าจ้างให้ศิษย์พี่ช่วยข้าไม่ส่งจดหมายรักแทนได้ไหม....”  หยินซีฟุบหน้ากับโต๊ะอย่างหมดแรง   ใบหน้าพะอืดพะอม
“ขึ้นอยู่กับลูกค้าทางไหนจ่ายให้มากกว่ากัน  ข้าไม่มีปัญหาหรอก”   ศิษย์พี่เบอร์หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดกล่าวด้วยท่าทางกระดี้กระด้าก่อนจะเอ่ยลาแล้วจากไป
สองตาข้ามองไปทางโน้นกวาดไปทางนี้เพื่อสำรวจสถานที่   หยินซีที่ยืนตัวแข็งพิงกำแพงใช้นิ้วลากวงกลมเล่น   “วันข้างหน้าต่อจากนี้   ต้องเป็นอนาคตที่ข้าต้องกระอักลากเลือดแหงๆ...”
ข้าต้องหาห้องนอนของเซียงชิงให้เจอก่อน   ตกกลางคืนก็ย่องเข้าหาเขา   แล้วก็ใช้วิธีเดิมๆที่เคยชนะใจเขา...นำออกมาใช้    ยุทธวิธีที่ข้าคิดออกมานี่ถูกหยินซีสั่งห้าม    หยินซีบอกว่ามันไม่น่าจะใช้ได้   และเราควรจะมีความสนิทสนมกับฝ่ายตรงข้ามในระดับหนึ่งก่อนถึงค่อยทำอย่างนั้น    ทั้งไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเพราะแทบจะมีสตรีนับหัวได้ไม่มากบนเหมาซานนี้   ฉะนั้นเซียงชิงก็เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือเราอยู่แล้ว   จะบีบก็ตาย   จะคลายก็รอด
ด้วยเหตุผลนี้,   ทำให้ข้าต้องอดกลั้นความรู้สึกถวิลหาซือฟุของข้าแล้วก้มหน้าก้มตาช่วยหยินเช็ดถูปัดกวาดห้อง    เมื่ออาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนผ่านไปยังทิศตะวันตก,   ก็มีเสียงหัวเราะพูดคุยของสตรีดังแว่วเข้ามาให้ได้ยิน   หยินซีฉุดมือพาข้าตรงไปยังเสียงนั้น   ตรงหน้าเรา มีสตรีสองนางกำลังเดินตรงมาทางเรา หนึ่งในนั้นสวมเสื้อกระโปรงสีเหลืองและอีกคนสวมชุดสีเขียว    เมื่อสายตาของทั้งสองสาวเลื่อนมาจนพบพวกเรา   ปฎิกิริยาแรกของพวกเขาคือชะงักนิ่ง
หญิงสาวในชุดสีเขียวเดินเข้ามาแนะนำตนเอง   นามของนางคือหยางอี้หลัน   เป็นศิษย์พี่หญิงลำดับสี่ ส่วนอีกนางในชุดเหลืองพูดว่า   นางคือศิษย์พี่หญิงรองชื่อหลิวเหวินจือ    พวกนางเห็นว่ามีศิษย์สตรีใหม่มาเพิ่มก็ทำท่าตื่นเต้นดีใจ
หยางอี้หลันพาพวกเราไปยังห้องที่นางใช้พักร่วมกับหลิวเหวินจือ    นางเอ่ยถามพวกเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม   “พวกเจ้ามาตามหาเนื้อคู่ที่สำนักเหมาซานเหมือนกันใช่ไหม?”
“ไม่ใช่ทุกคนจะคิดเหมือนเจ้านะ....”   หลิวเหวินจือพูดขัดนาง
ข้าไม่เข้าใจคำถามของนางถึงถามออกไปว่า   “เนื้อคู่อะไรกันหรือ?”
“แหม! บนเขานี้  อย่างที่รู้น่ะนะว่าจำนวนศิษย์ชายมีมากกว่าศิษย์หญิงไม่รู้ตั้งกี่เท่า   ฉะนั้นพวกบุรุษที่นี่ก็เหมือนอยู่ในกำมือเรากลายๆ    และถ้าหากวันหน้า,  เจ้าจับได้ศิษย์ชายหน้าตาดี   มีวิชาเต๋ากล้าแข็งสักคน   เจ้าก็ไม่ต้องลำบากห่วงเรื่องกินหรือความเป็นอยู่ไปตลอดชาติแล้ว!”   หยางอี้หลัน,  ท่าทางชอบใจที่ได้แบ่งปันเจตนารมณ์ของนางให้พวกเราหน้าใหม่ฟัง    “ก็เพราะเหตุผลนี้แหล่ะ,   ที่แม่ข้ายอมเสียเงินก้อนใหญ่ส่งข้าขึ้นเขามาเรียนวิช่าที่นี่!  แม่ข้ายังสำทับข้าอีกนะว่า   ตราบใดที่ลากสามีหล่อและรวยมากกลับมาคารวะที่บ้านไม่ได้ ชาตินี้,  ข้าไม่ต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน!
หลิวเหวินจือก็ขัดคอหยางอี้หลันขึ้นมาอีกว่า   “อย่าพูดขนาดนั้น....จะดีหรือเลว   พวกเราก็มาที่นี่เพื่อร่ำเรียนและนำวิชาติดตัวกลับไปใช้ได้ในวันข้างหน้า”
ข้าเองก็คิดจะอ้าปากขัดกับเขาเหมือนกันว่าข้าไม่ได้มาเพื่อการนั้น   แต่ถ้าคิดให้ดีข้าก็จะมาจับผู้ชายเหมือนกันนี่หว่า    ดังนั้นพวกเราสองคนก็เปลี่ยนเป็นพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกับหยางอี้หลัน
พอเห็นว่ามีลูกคู่,  หยางอี้หลันก็แนะนำเจาะลึกต่อ   “นี่ข้าจะบอกพวกเจ้าให้,  ข้านะแปะโป้งจองศิษย์พี่แปดไว้แล้ว    ถึงเขาคนนี้จะไม่ใช่คนหน้าตาดีที่สุดหรือร่ำรวยที่สุด   แต่เราก็ให้สัญญาใจต่อกันไว้แล้ว   ดังนั้น....ศิษย์น้องทั้งสองห้ามยุ่ง!   ส่วนเหวินจือน่ะ เขาเล็งศิษย์พี่สี่สิบสี่อยู่”
พูดปุ้บ,  ใบหน้าของหลิวเหวินจือที่นั่งฟังอยู่ก็แดงแจ๋    ตัวข้าเองรีบพยักเพยิดหน้ารับรู้ว่า   “ข้าไม่แย่งแน่นอน,  ข้าไม่แย่ง”
“ส่วนบุรุษที่เหลือ,   เชิญศิษย์น้องเลือกได้ตามใจ “   หลังจากได้ยินที่พวกข้ารับรองกลับไป หยางอี้หลันก็แสดงความใจกว้าง   “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ตู้หลันน่ะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว...พวกเจ้าไม่ต้องกังวล,   ส่วนศิษย์พี่สามมู่หยุนหลัน น่ะ   คนที่นางชอบทั้งทึ่มทั้งจน   ทื่อซะยิ่งกว่าตอไม้    บุรุษอื่นไม่อยู่ในสายตานางหรอก   แต่อย่างว่าต่อให้ผู้ชายจะหน้าตาท่าทางดีแค่ไหน   หากอัตคัดขัดสนนักก็ไม่ไหวหรอก   แต่ที่บ้านนางรวยอยู่แล้วอาจจะไม่ถือสาก็ได้    แต่อย่างว่าอีกล่ะนะ, บุรุษนั้นก็ไม่รักตอบนางสักหน่อย”
“อย่าพูดถึงหยุนหลันไม่ดีแบบนั้นซิ”   หลิวเหวินจือทำท่าปรามเมื่อเห็นหยางอี้หลันเอาเรื่องไม่ดีออกมาตีแผ่
หยางอี้หลันพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนิดๆว่า   “ข้าพูดผิดซะที่ไหน?   ศิษย์พี่สามหยุนหลันน่ะนะ,   นางคิดว่านางงานเลิศที่สุดในปฐพี  ใครๆก็ต้องเอาอกเอาใจนาง   ฮึ่ม...รอให้นางได้เห็นหน้าศิษย์น้องใหม่ล่าสุดนี่ซะก่อน   ว่างดงามน่ารักกว่านางแค่ไหน    แล้วข้าจะคอยดูซิว่านางจะหยิ่งต่อไปยังไงไหว!
“เอาล่ะ,  ข้ารู้แล้ว   หยุดพูดถึงนางได้แล้ว!”   หลิวเหวินจือเอามือตะครุบปากหยางอี้หลันไว้แล้วหันมายิ้มจืดๆกับพวกข้าว่า   “ศิษย์พี่สี่ของเจ้าปากร้ายแต่ใจดี    อย่าไปจดจำคำพูดของนางเลยนะ”
คำบอกเล่าถึงชายหนุ่มที่ทึ่มยิ่งกว่าตอไม้   หน้าตาดีแต่ยากจนทำให้ข้ารู้สึกสนใจ    ซือฟุของข้ารูปงามมาก    ไม่ใช่หล่อเหลาระดับธรรมดา   อีกอย่าง,  ซือฟุทั้งฉลาดมีความสามารถ   ดังนั้นคงไม่ใช่คนเดียวกับที่พวกนางกล่าวถึงแน่
ไม่มีใครแย่งกับข้า.... ดีจังเลย
ตกกลางคืน,   ข้านอนไม่หลับ    ข้าเลยเล่นยี่สิบคำถามกับหยินซีที่นอนอยู่อีกเตียง   “ถ้าหากว่า....ซือฟุ, เขาไม่ชอบข้าหรือเปล่า?”
“ไม่หรอก”   หยินซีตอบเสียงใกล้หลับเต็มแก่   “หากเขาเป็นปี้ชิงเฉินจุนกลับชาติมาเกิดจริง,   ความอาวรณ์ห่วงเจ้าก่อนที่เขาจะตายน่ะมันรุนแรงขนาดนั้น   เขาควรจะพอจำเจ้าได้หรือไม่ก็อย่างน้อยเขาต้องตกหลุมรักเจ้าเหมือนเดิมแน่”
“แต่....ตอนนี้เหมียวเหมียวซ่อนหูกับหางไว้   จะทำอย่างไงดี...ถ้าเขาไม่รักข้าเพราะข้าไม่มีหูกับหาง”   ข้ายังวิตกต่อ

นอนไม่หลับ เล่นยี่สิบคำถามกันเถอะ

“นังเหมียววิตกจริต,   เจ้าจะนอนหรือไม่นอน...หา?”    หยินซีหยิบหมอนเหวี่ยงใส่ข้า   “ขืนเอาหูกับหางเจ้าออกมาเมื่อไหร่   เตรียมเก็บเสื้อผ้าม้วนใส่ห่อแล้วห้อแน่บลงเขาได้เลย   พวกเขาไม่ให้เราอยู่ด้วยหรอก”
“พรุ่งนี้พวกเราไปหาเซียงชิงกันได้ไหม....”   ข้ารับหมอนไว้แล้วปากลับคืนไปให้เขาแล้วถามอีกคำถาม
หยินซีคงจะปลงได้แล้ว   แต่ยังเอ็ดต่อว่า   “ถ้าเจ้าไม่หยุดกวนข้าสักที  ข้าจะลงเขาแล้วทิ้งเจ้าให้อยู่คนเดียว    ตอนนี้,  เจ้าช่วยอดทนรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อนเถอะ”
พออรุณเบิกฟ้า   ก็แว่วเสียงระฆังเหง่งหง่างดังไปทั่ว   ศิษย์พี่เบอร์หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดยืนรอพวกเราที่หน้าประตู   เขาบอกว่าตอนนี้ได้เวลาที่พวกเราจะได้พบกับศิษย์พี่ทุกคนแล้ว
พวกเรารีบลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อย   แล้วก็รีบเดินไปที่ห้องโถงใหญ่    เมื่อเรามาถึง,  ข้าไม่ให้ความสนใจคนนับโหลที่ยืนอยู่ในแถวแต่เอาแต่จ้องนิ่งสนิทอยู่ที่เซียงชิงจุดเดียว   และข้าก็ไม่รู้ด้วยว่าเพราะสาเหตุใดพวกคนที่ยืนอยู่ในแถวรอบๆเขาถึงได้เริ่มตบหลังตบไหล่และเตะก้นเขา   ซึ่งทำให้ข้ารู้สึกไม่ชอบ แต่เพราะว่าข้าถูกกำชับไม่ให้ซ้อมใครก่อนที่จะมา   ข้าจึงได้แต่เดินหน้างอไปหาอาจารย์หวู่เต้าจางแทน
หวู่เต้าจางเริ่มปาฐกถายาวๆ น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ทั้งยังชอบใช้คำที่ศัพท์แสงยากเกินกว่าข้าจะเข้าใจ   พอถึงเวลาที่เขาหยุดพูดก็จะมีเสียงชื่นชมและเสียงแสดงความยินดีกับศิษย์ใหม่ทั้งสอง    มีนักพรตรุ่นเยาว์เดินมาตรงหน้าพวกเราแล้วมอบป้ายไม้ให้พวกเราเขียนชื่อตนเองลงไป
หวู่เต้าจางยื่นพู่กันให้ข้า   ตัวข้าเองเขียนตัวอักษรลงไปอย่างตั้งอกตั้งใจว่า ฮัวเหมียวเหมียว อาจารย์หวู่หันไปถามหยินซีว่า   “แล้วแซ่ของแม่นางผู้นี้ล่ะ?”
“ฮัว.....”   ต้องมาคิดแซ่กะทันหันทำให้หยินซีหน้าเบี้ยว
ดังนั้นสุดท้ายบนป้ายไม้นั้นจึงเขียนคำสามคำ  “ฮัว-หยิน-ซี” 


...........................................................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น