งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 117 ทะเลน้ำส้ม

หลังจากผ่านพิธีจรดพู่กันลงชื่อที่แผ่นไม้   อาจารย์หวู่เต้าจางก็เอ่ยถึงความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ของสำนักเหมาซาน   เน้นย้ำให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายประพฤติตนตั้งใจเล่าเรียกฝึกฝนให้เก่งฉกาจ   และช่วยกันหาปัจจัยมาทำนุบำรุงสถานศึกษาที่แสนจะน่าภาคภูมิใจให้ยิ่งใหญ่สถาพรต่อไป    ข้ามองลงไปด้านล่างเห็นพวกศิษย์พี่ทั้งหลายไม่เห็นมีผู้ใดตั้งใจฟังสักเท่าไร พวกเขาต่างก็กระซิบคุยกันเองหรือไม่ก็นั่งเหม่อเฉยๆ   มีเพียงเซียงชิงเท่านั้นที่ยืนตรงรับฟังด้วยสีหน้าตั้งใจ   แต่ข้าจับได้ว่าเขาจะปรายตามองมาทางข้าเรื่อยๆเป็นระยะๆ


ข้าไม่สนว่าผู้อื่นจะเหล่ข้าสักเท่าใดตราบเท่าที่เซียงชิงยังสนใจข้าอยู่   พอจบการปฐมนิเทศ, ข้ากะจะรีบวิ่งไปหาเซียงชิง   แต่ โฮๆ....ข้ากลับพลาดโอกาสที่จะทักทายเขาเหตุด้วยเนื่องจากว่ามีศิษย์พี่มากันเป็นกลุ่มเข้ารุมล้อมตัวข้า  เป็นกำแพงขวางข้าไว้   แต่ละคนก็เสนอตัวจะพาข้าเดินเที่ยวทำความรู้จักสถานที่ต่างๆของเหมาซาน

ไผจะอยากเดินดูธรรมชาติฟ่ะ?   ข้าเขย็งเก็งกอยพยายามมองฝ่ากำแพงมนุษย์พวกนี้ออกไป มองซ้ายมองขวากระโดดดึ๋งๆ   มองเห็นหลังของเซียงชิงเพิ่งผ่านพ้นประตูออกไปไวๆ    ข้าอยากจะวิ่งไล่ตามเขาไปแต่ติดตรงที่บรรดาศิษย์พี่ทั้งหลายที่ดาหน้าเข้ามาทำลายแผนที่ข้าอุตส่าห์นอนคิดทั้งคืน   หยินซีที่อยู่ข้างข้า ยิ้มจนเหงือกแห้งกล่าวขอโทษขอโพยให้ความหวังบรรดาศิษย์พี่ผู้มุ่งมั่นทั้งหลายว่าเอาไว้คราวหน้าแล้วรีบคว้ามือข้าหวังจะพาซอกซอนออกไป

ไม่ง่ายเลยกว่าจะฝ่าฝูงรุ่นพี่จนหลุดออกมา   ข้าถือโอกาสชุลมุนนี้,   ไถลหลบออกจากห้องโถงประชุม   รีบเผ่นแน่บออกมาทางที่เซียงชิงหลบออกไป   หลังจากเผ่นมาได้สักระยะ,   ข้าก็หาเขาพบ   เขามาหลบอยู่ที่บริเวณป่าไผ่กำลังซ้อมเพลงดาบ   ทีละกระบวนท่า  ทีละกระบวนท่า   ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจัง

ภาพเซียงชิงฝึกดาบ

ข้าขยับเข้าไปใกล้อย่างเงียบๆ   ข้าหวังว่าเขาจะสังเกตเห็นข้าแต่ในเวลาเดียวกันก็กลัวที่เขาจะมาพบข้าด้วย   ดังนั้นข้าเลยมองดูเขาเงียบๆ   จนผ่านไปนาน,  เซียงชิงจึงวางดาบที่ซ้อมลงแล้วหันหน้ามองมาทางข้า   “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

ข้าคิดข้อแก้ตัวไม่ทันจึงตกใจ    ข้าตะกุกตะกักพยายามปกปิดเจตนาที่มาด้วยการตอบออกไปส่งๆ ว่า   “ข้า....ข้าเดินๆมา....แล้วก็....แล้วก็หลงทาง”

เซียงชิงกลอกตา  ทำท่าไม่เชื่อคำพูดของข้า

ข้าเลยยอมรับสารภาพออกไปตรงๆทันทีว่า   “ก็ข้าอยากจะเห็น.....”

“เห็นอะไร?”   เซียงชิงหลุดหัวเราะออกมาอย่างยั้งไม่อยู่    รอยยิ้มของเขายังคงอ่อนโยนเช่นเดียวกับที่ข้าจำได้    ข้าตกตะลึงกับรอยยิ้มของเขา    ที่ดูคล้ายกับยามที่ปี้ชิงเฉินจุนมีตอนที่อุ้มและแหย่ข้าเล่น    ตอนนี้เหมียวเหมียวแทบจะทนไม่ไหวอยากจะกระโดดหาเขาแล้วอ้อนเขาที่สุด

“เหมียวเหมียวแค่อยากจะมาดู....”   ข้าก้มหน้าพูดแต่ไม่สามารถพูดให้จบประโยคได้เมื่อนึกขึ้นมาได้ถึงคำอบรมของหยินซี

เซียงชิงเก็บดาบแล้วเดินเข้ามาหาข้า    ท่ามกลางแสงสว่างของยามกลางวัน,  สายตาที่เขามองมายังใบหน้าข้าราวกับชายหนุ่มกำลังละเมอ    ผ่านไปสักครู่,   เขาถึงได้เปิดปากถามประโยคหนึ่งกับข้าว่า   “ข้าเคยพบเจ้ามาก่อนที่ไหนหรือเปล่า?”

เขาคงหมายถึงตอนที่เขาหวนกลับมาพบหน้าข้าครั้งแรกแล้วโดนข้าผลักจนสลบแล้วหิ้วกลับบ้านกระมัง?    หยินซีเตือนข้าว่าห้ามปูดเรื่องนี้ให้เขารู้เด็ดขาด   ไม่งั้นความลับของเราจะถูกเปิดเผย    ข้าทำหน้าเศร้าแล้วส่ายหัวปฎิเสธทำนองว่าคงเป็นไปไม่ได้

“ข้าก็ว่าอย่างงั้น”    สีหน้าของเซียงชิงยังคงครุ่นคิด    เขาหัวเราะคล้ายหยันตัวเอง   “ข้าจะไปมีโอกาสพบกับเจ้ามาก่อนได้อย่างไร?”

ข้าอยากจะเข้าไปแตะแขนเสื้อเขาแต่จำได้ว่าครั้งสุดท้ายเขาปฎิเสธไม่ยอมให้ข้าจับ   ข้าเลยรีบลดมือลง

“แล้วนี่เจ้าหลงทาง?”   เซียงชิงโน้มตัวลง   ยื่นมือมาข้างหน้าจะแตะศีรษะข้าแต่กลับหดมือกลับ    เขาพูดบอกทางอย่างหวังดีว่า   “จากตรงนี้,  แค่เดินเลี้ยวไปทางซ้ายไปเรื่อยๆ  เจ้าก็จะกลับไปถึงลานโล่ง   หากเจอใครก็ถามทางเขาต่อ   แค่นั้นเจ้าก็จะกลับไปยังที่พักได้”

“ข้า....ยังไม่อยากกลับ....”

“หรือว่าเจ้าอยากไปเที่ยวชมสถานที่?    จุดที่สวยที่สุดคือที่ยอดเขาเหมาซาน   เดินตามทางเล็กๆนั่นไป   ใช้เวลาไม่มากเดี๋ยวก็ถึง”   เซียงชิงให้รายละเอียดเส้นทางต่อ

ดวงตากลมโตของข้ายังแป๋วแหววยามที่ทอดมองไปที่เขาแล้วพูดว่า   “พี่เซียงไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้มั้ย?”

“ข้ายังต้องฝึกต่ออีกสามสิบกระบวน”

“งั้นเหมียวเหมียวจะรอ”

พูดจบ,  ข้าก็ปักหลักนั่งจุ้มปุ๊กก้นติดกับก้อนหินขนาดพอเหมาะแถวนั้น   ทำท่าไม่ยอมไปไหน เซียงชิงจึงได้แต่พยักหน้ายอมแพ้   เขาถอนใจแล้วพูดว่า   “ก็ได้   ไว้ข้าค่อยฝึกทีหลัง”    จากนั้นเขาก็เดินเป็นเพื่อนข้าขึ้นไปยังยอดเขา

ทิวทัศน์ของเหมาซานนั้นสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ   ทิวหน้าผาที่ซับซ้อนเรียงตัวสวยงาม ดอกไม้ป่าที่มีก็ขึ้นเบ่งบานไปทั่ว   พอมายืนอยู่ที่ริมผา,   ก็จะมองเห็นทัศนียภาพของหมู่บ้าน ตึกรามอาคารบ้านช่อง   และทุกอย่างที่อยู่ด้านล่าง

เซียงชิงเดินไปนั่งลงที่หินก้อนหนึ่ง   เขาชี้ให้ข้าดูหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไกลๆแล้วพูดว่า   “นั่น,  ตรงนั้นคือหมู่บ้านที่ครอบครัวข้าอยู่”

“ครอบครัวของเหมียวเหมียว...ตอนนี้อยู่ที่สวรรค์”    ข้ามองตามนิ้วที่ชี้ทิศของเขาแล้วก็นึกถึงวังชวนจิ้งที่อยู่บนสวรรค์

“ข้าขอโทษด้วย   ข้าไม่น่าทำให้เจ้านึกถึงเรื่องเศร้าเลย”   เซียงชิงรีบกล่าวขอโทษ   พวกเรานั่งกันต่อเงียบๆ  แต่ตลอดเวลานั้น,  พวกเราต่างก็มองชำเลืองกลับไปกลับมากันเอง  บรรยากาศชวนให้หวามไหวขัดเขินอยู่บ้าง

ทันใดนั้น เสียงร้องเสียงอ่อนเสียงหวานดังว่า   “เหมียวว...แอวววว”   ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของเรา

พอข้าหันกลับไป   ข้าแปลกใจที่เห็นแมวสามสีตัวหนึ่ง    ขนของมันสวยงามขึ้นเงาเป็นมันพองฟูตั้งแต่หัวจรดหาง    แขนขาทั้งสี่ก็ดูปราดเปรียวและอ่อนนุ่ม   ตาของมันเป็นรูปถั่วอัลมอนด์รียาวสีทองแวววาวดูลึกลับชวนให้ค้นหา   แต่ที่น่าผงะยิ่งกว่านั้นก็คือ    แมวตัวนี้กระโดดพรวดเข้าสู่อ้อมกอดของเซียงชิงอย่างคุ้นเคยแล้วเอาจมูกแตะดมที่หน้าของเขาพร้อมทั้งส่งเสียงอ้อนไม่หยุด    “เหมียววว...แอวววว”

ปากข้าอ้าค้างมองด้วยสายตาว่างเปล่าไปยังฉากเหตุการณ์เบื้องหน้า    ด้วยความอยากรู้, ข้าจึงได้สติขยับหันไปทางเซียงชิงดูว่าเขามีปฎิกิริยาอย่างไร   เหมือนจะตอกย้ำให้ข้าเห็น, ผู้ชายหลายใจผู้นั้นกลับหยิบซาลาเปาออกมาแล้วบิป้อนให้แมวตัวนั้นกิน

“เหมียววว...แอวววว”    ยังไม่พอ,   ที่ข้างหลังของข้าตอนนี้กลับมีเสียงแมวประสานขึ้นอีกหลายเสียง   จากนั้นก็ปรากฏร่างแมวอีกสี่หรือห้าตัววิ่งตรงมาที่เรา   สามตัวในนั้นเป็นตัวเมียด้วย    ทุกๆตัววิ่งเข้าไปรุมล้อมคลอเคลียเซียงชิงทำท่าออดอ้อนขออาหาร

ทำไมเขาทำกับข้าอย่างนี้?   ข้าเบิ่งตาดูพวกแมวหน้าไม่อายพวกนั้น   แล้วน้ำตาของข้าก็คลอทำท่าว่าจะไหล    เพราะแมวพวกนี้ใช่ไหม,  เหมียวเหมียวถึงตกกระป๋องไม่ใช่คนโปรดของซือฟุอีกต่อไป?    แต่เหมียวเหมียวว่า...เหมียวเหมียวดูสวยกว่าแมวพวกนี้มากๆๆๆ    สีขนของข้าก็เงากว่าด้วย!!!!   ให้โมหลินเป็นพยานซิเอ้า....

ขนาดพวกมันกินอิ่มเสร็จแล้ว,   พวกมันก็ยังไม่ยอมไปไหน   แต่ละตัวและทุกๆตัวต่างวนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมากลิ้งตัวหงายท้อง   เอาตัวและใบหน้ามาถูไถจับจองขาของเขา   นั่นต้องเป็นข้าซิ...ที่ทำกับเขาอย่างนี้!    ตักของเขาเป็นที่ๆ ข้าตัวเดียวมีสิทธิ์ที่จะนั่งต่างหาก!

อารมณ์โมโหของข้ามันทะลุจุดเดือดซะแล้ว    ข้าจับจ้องด้วยสายตาประสงค์ร้ายไปยังกลุ่มแมวหน้าด้านคิดแย่งสามีชาวบ้าน    ข้าปลดปล่อยรังสีเข่นฆ่าแล้วแอบดีดกรงเล็บออกมาโชว์    พวกมันคงจะรู้สึกได้ถึงภัยที่กำลังจะมา เหมียวป่าทั้งหลายจึงรีบลุกพรวดพราดแล้วแข่งกันกระโจนหนีกลับเข้าป่าไปโดยไม่ทิ้งร่อยรอย

เซียงชิงหันมาให้ความสนใจข้า   เขาออกปากอย่างแปลกใจว่า   “แม่นางเหมียวเหมียว, สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเลย”

ข้ากำลังเศร้ามากที่ท่านนอกใจน่ะซิ    ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนกรี้ดตอบเขาไป    ข้าลุกพรวดแล้วหันหลังวิ่งเข้าป่า    พอพ้นสายตาของเขาแล้ว,   ข้าก็กลายร่างกลับเป็นแมวมายังตรงหน้าของเซียงชิง    ข้าเยื้องย่างออกมาอย่างเชิดหน้าคงไว้ซึ่งความสง่างามอวดให้เขาดูว่าข้าน่ะมีดีกว่าพวกเหมียวป่านั้นเป็นร้อยเป็นพันเท่า    ข้าค่อยๆเข้าไปพัวพันรอบขาของข้าแล้วเปล่งเสียงหวานสุดใจของข้าว่า   “เหมียวววว...แอววววว”

“ฮืม?   ไม่รู้ว่าแม่นางเหมียวเหมียวเป็นอะไรไป?”    เซียงชิงยังคงมองเข้าไปในป่าด้วยท่าทางร้อนใจ   ข้าถูไถสไลด์ตัวกับขาเขาอยู่สักพักว่าเขาจะหันมารู้สึกตัวว่ามีข้า    เขาก้มตัวลงมาแล้วอุ้มข้าขึ้น   “เจ้าเป็นแมวหน้าใหม่นี่?   ข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย?   เจ้าสวยน่ารักมาก”

ซือฟุท่านช่างเจ้าชู้ปากหวาน!    ข้าอดไม่ได้ที่จะงับฝากรอยเขี้ยวไว้ให้เขา    แต่เขาทำท่าไม่เจ็บไม่คัน   เอาแต่ลูบไล้ขนของข้าไปมาไม่หยุด

“ข้ารู้สึกคุ้นกับเจ้าอย่างบอกไม่ถูก”    อยู่ๆเซียงชิงก็โพล่งออกมา   “ขนแบบนี้,  ข้าไม่รู้ว่าเคยเห็นเคยลูบมาจากที่ไหน?”

ข้าเงยหน้าคางเชิดขึ้นมอง    จะเอาขนสวยๆของข้าไปเทียบกับแมวป่าเบๆเช่นนั้นได้อย่างไร จะเทียบกันได้ซะที่ไหน   เชอะ!

เซียงชิงยังทำท่าเหม่อลอย   เขาพูดพึมพำกับตัวเองว่า   “แปลกจริงๆ  เมื่อก่อนข้าเคยมีความฝันแปลกๆ   ข้ามักจะฝันเห็นสาวน้อยนางหนึ่งที่ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะอย่างไร้เดียงสา    ในอกของข้าก็จะรู้สึกบีบรัดแปลกๆทุกครั้งที่ได้เห็นนาง   แต่ข้ากลับจำรูปร่างหน้าตานางในฝันไม่ชัดสักที....”

คำพูดของเขาหมายความว่าอะไร?   ยังมีสาวน้อยที่ไหนอีกฟ่ะ?   ข้าฟังแล้วอดเศร้าแต่จะโวยวายออกมาเป็นภาษาคนก็ไม่ได้   ได้แต่แกว่งหางด้วยความหงุดหงิดไม่หยุด

อยู่ๆ เซียงชิงก็ลุกขึ้นแล้วจ้องข้าเอา   จ้องข้าเอาอยู่เป็นนานสองนาน   เขาอุ้มข้าไว้แล้วเดินลงมาจากยอดเขาแล้วเอ่ยสรุปออกมาว่า   “เอาล่ะ,  ข้าจะเลี้ยงเจ้าเอง    ต่อไป,  ข้าจะเรียกเจ้าว่า...... อาฮัว’  ก็แล้วกัน”


//หา! //    “เหมียววววว....แอววววว?”


............................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น