งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 12 ข่มเขาโคขืน.............

มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วสูง   ไม่น่าแปลกใจที่บรรดาผู้คุ้มกันไม่ทันส่งสัญญาณแจ้งเตือน    ในเมื่อผู้มาคือ  ตัวเย่วอี้เฉิน


คนของเย่วอี้เฉินล้วนผ่านการกรำศึกฉีกกระชากร่างศัตรูมามากมาย     กองศพที่ถูกพิชิตกองสูงพะเนินดั่งภูเขา    วรยุทธ์และการจู่โจมล้วนเล็งจุดตาย     ยากนักที่เหล่าผู้คุ้มกันของจวนสกุลมู่หรงจะมีโอกาสส่งสัญญาณ    ได้แต่ต่อสู้เอาชีวิตรอด

เงาร่างในชุดน้ำเงินเข้มถลันตัวออกมา    มู่หรงเยว่เอาตัวเข้ากำบังมู่หรงเสวี่ยไว้ด้วยร่างกายสูงบางของเด็กหนุ่ม    ดวงตาเต็มไปด้วยความระมัดระวังจับจ้องเย่วอี้เฉิน “ท่านมาทำอะไรแถวนี้?”

“มารับตัวน้องสาวเจ้าไปเข้าพิธี!”    สายตาเย็นชาของเย่วอี้เฉินมองผ่านข้ามมู่หรงเยว่ไปยังมู่หรงเสวี่ยที่อยู่ด้านหลัง


เขารู้ว่ามู่หรงเสวี่ยต้องไม่ยอมขึ้นเกี้ยวมาง่ายๆ      เขาคาดการณ์คิดแผนสารพัดวิธีที่จะบีบบังคับลากนางขึ้นเกี้ยว    ไม่ว่าจะยากอย่างไร      เขาก็เตรียมพร้อมมาหมดแล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ     ในวันแต่งงาน....นางกลับสวมใส่อาภรณ์ธรรมดาสีขาวเดินทางมาคำนับหลุมศพคนตาย!

ไม่เพียงนางสาปส่งตำแหน่งภรรยาของเขา      ทั้งยังจงใจทำลายฤกษ์แต่งงานให้อัปมงคลตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยหรือ?

มู่หรงเยว่ไม่รู้ว่าเย่วอี้เฉินกำลังคิดอะไรอยู่     เด็กหนุ่มจ้องที่ตัวเขาแล้วพูดเน้นเสียงคำต่อคำ      “น้องสาวของข้าไม่แต่งเป็นภรรยารองให้แก่ใคร    หากท่านอยากจะแต่งงานกับน้องสาวข้าจริงๆแล้วล่ะก็    ต้องเอาเกี้ยวแปดคนหามสำหรับพระชายาเอกมารับนางแล้วแบกเข้าประตูหน้าของตำหนักจิงซิ!   หากทำไม่ได้....ก็ถอนหมั้นไปซะ!

เย่วอี้เฉินแค่เหลือบตามองเขา      “ข้าจะแต่งกับน้องเจ้า...เกี่ยวอะไรกับเจ้า!

สายตาเหยียดหยัน    ทั้งยังน้ำเสียงเสียมิได้นั้นอีก   หาได้เห็นมู่หรงเยว่อยู่ในสายตาไม่

มู่หรงเยว่ใบหน้าแดงก่ำ    กล่าวด้วยความโกรธว่า      “ข้าเป็นพี่ชายของนาง    เป็นสายเลือดใกล้ชิดที่เป็นชาย    เรื่องของนางย่อมต้องเป็นเรื่องของข้า    ทำไมข้าจะไม่มีสิทธิ์พูด?”

ริมฝีปากเย่วอี้เฉินโค้งขึ้นด้วยกิริยาเยาะหยัน     เต็มไปด้วยท่าทีดูถูก

ก้าวเข้าใกล้สองร่างนั้นทีละก้าวทีละก้าว      “เจ้าถอยออกไป!

เย่วอี้เฉินนั้นแข็งแกร่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว     ปกติร่างกายแผ่พลังบารมีของแม่ทัพใหญ่กดดันศัตรู     แต่โดยบุคลิกที่ได้รับการฝึกฝนมาทำให้ยามธรรมดาไม่มีเภทภัยใดแล้ว      ขุมพลังนั้นหาได้กดดันผู้คนไม่

แต่มาในวันนี้     เมื่อได้รับการท้าทายจากหนูไม่กลัวราชสีห์อย่างมู่หรงเยว่     ทำให้สิ่งที่กดดันไว้ภายใน     ปลดปล่อยออกมาเป็นคลื่นบีบรัดผู้คนจนหายใจไม่ออก     ต่อให้เป็นแม่ทัพหาญชาญศึกที่ไหนมาอยู่ตรงหน้า     ก็คงมิอาจต้านทานได้     นับประสาอะไรกับหนุ่มน้อยมู่หรงเยว่

หนุ่มน้อยถูกพลังกดดันจนแทบหายใจไม่ออก     แข้งขาอ่อนล้าไร้กำลัง     ร่างกายโค้งต่ำลงแต่ยังฝืนดึงดันยืนหยัด     กัดฟันพูดทีละคำ      “อย่าได้คิดหมายในตัวน้องสาวข้า......เจ้าได้แต่ข้ามศพข้าไปก่อน”

เย่วอี้เฉินเมื่อได้ยินคำพูดนั้น     แววตายิ่งฉายแววดุดัน     อยากจะตายนักใช่หรือไม่?  ดี!     เขาจะส่งเสริมให้เอง!

เห็นท่าทีของเย่วอี้เฉินกำหมัดทำท่าจะกระโจนเข้ามา      มู่หรงเสวี่ยตาลุกวาวรีบดึงมู่หรงเยว่มาอยู่เบื้องหลังนาง      ใช้สายตาเยือกเย็นมองไปยังแม่ทัพอหังการ์แล้วพูดออกไปว่า      “องค์ชายจิงและองค์หญิงอี้หย่วนรักมั่นปรองดอง    ข้าเสนอให้ถอนพันธะหมั้นหมายเพื่อเปิดทางให้ท่านทั้งสองแล้ว    ไยจึงดื้อรั้นจะนำตัวข้าไปเป็นชายาอีกเล่า?”

“เจ้าเป็นบุตรีของท่านลุงเยวี่ย   หนำซ้ำยังมีร่างกายอ่อนแอ    ข้าตั้งใจจะแต่งเจ้าเข้าตำหนักข้าเพื่อที่จะได้ดูแลใกล้ชิด!”      น้ำเสียงของเย่วอี้เฉินนั้นเรียบขรึมเจือด้วยความอ่อนโยนที่เสแสร้ง

ในใจของมู่หรงเสวี่ยสบถด่า    ในแววตาเผยรอยหยันบางเบา     “หากองค์ชายหมายจะตั้งใจดูแล   แต่กลับให้ข้าดำรงตำแหน่งอันต่ำต้อยไม่สมฐานะที่ควรจะเป็น    ต้องทนชอกช้ำ    โดนบ่าวไพร่เยาะเย้ยไยไพ    นั่นนะหรือ....การดูแลที่ท่านหมายถึง....”

“ข้าสู้ไม่ขอแต่งให้ใครตลอดชีวิต    เป็นสาวเทื้อ   ตายและฝังอยู่ในจวนมู่หรง     อย่างน้อย.....ข้าก็มีศักดิ์เป็นคุณหนูใหญ่เกิดจากฮูหยินเอกของเจ้าบ้าน...มีสิทธิ์ได้รับการฝังร่างอยู่ในสุสานประจำตระกูล    หากต้องใช้ชีวิตเฉกเช่นภรรยาน้อยอันต่ำต้อยของผู้อื่น    แม้ยามตายก็ยังไม่ได้รับเกียรติให้ร่างถูกฝังไว้ในสุสานของตระกูลเคียงข้างสามี”

จงใจเหยียบย่ำนางอย่างไม่ปราณี    แล้วยังมีหน้ามาอ้างชื่อเสียงคุณธรรม    นี่นับว่าหน้าหนาถึงที่สุด    มีใครหน้าไหนจะกล้าตำหนิติเตียนองค์ชายจิงกันเหล่า    เขาเป็นทั้งวีรบุรุษ    แม่ทัพมีกำลังทหารอยู่ในมือ    ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้    กล้าหาเรื่องต่อว่าเขาไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังก็เท่ากับไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ดูโลกอีกต่อไปแล้ว

ดูนางแสดงท่าทางโกรธไม่ต่างจากแมวน้อยกำลังพองขน    ในแววตาของเย่วอี้เฉินวาบด้วยอารมณ์บางอย่างซึ่งเขาต้องข่มกลั้นลงอย่างตระหนก    “อี้หย่วนเป็นสตรีที่มีใจบริสุทธิ์    เมตตาและไม่อิจฉาริษยา    ในฐานะที่นางเป็นพระชายาเอก,   นางจะคอยดูแลเอาใจใส่เจ้า    ไม่กระทำการรังแกเจ้าอย่างแน่นอน    เจ้าจะอยู่ในฐานะแทบจะไม่ต่างจากชายาเอกและภายหลังจากที่เจ้าตาย    ข้าจะออกคำสั่งให้เจ้าได้รับการฝังในสุสานบรรพบุรุษร่วมกัน.....”

“เช่นนั้นเร่อะ?”     มู่หรงเสวี่ยยิ้มหยัน

ฉินอี้หย่วนเป็นองค์หญิงแห่งโม่เป่ย    เติบโตใช้ชีวิตในวังหลังมาเป็นเวลามากกว่าสิบปี  ถึงแม้ยังมิได้เคยลงมือใช้กลอุบายแยบยล   แต่ก็คงได้รู้ได้เห็นมาไม่น้อย    อยู่รอดในสภาพแบบนั้นมาอย่างยาวนาน....นางย่อมไม่ใช่องค์หญิงสวยใสไร้สติแน่     จิตใจดีมีเมตตาเร่อะ?     บริสุทธิ์ไร้ความอิจฉาเร่อะ?      เย่วอี้เฉินคิดว่าข้าตาบอดหรือไง?

คำพูดมีนัยอ่อนโยนที่มาพร้อมกับท่าทีจริงจังเข้มแข็งของเย่วอี้เฉินนั้นช่างฟังแล้วดูน่าถลำกายใจให้อย่างเหลือเกิน     แต่โชคไม่ดีที่นางมีภูมิต้านทานกับคำหวานและคำสัญญาจริงจังของฝ่ายชายมามากมายนับไม่ถ้วนจากละครหลังข่าว      ผนวกกำลังกับซีรีย์ยอดฮิตจากแดนกิมจิ      ฉะนั้นเหยื่อล่ออาบยาพิษนี้....คงไม่ได้ผลกับนาง!

“เป็นความจริง    ไม่นานนี้ที่ข้าได้พูดคุยกับนาง    นางยังมีท่าทีจริงใจบอกให้ข้ารีบรับแต่งเจ้าเข้ามาโดยเร็ว    เพื่อมาเป็นพี่น้องกับนาง”      น้ำเสียงของเย่วอี้เฉินรับรองหนักแน่น

มู่หรงเสวี่ยได้ยินก็ได้แต่แอบนึกหัวเราะในใจ    เป็นหญิงด้วยกัน...มีหรือนางจะไม่กระจ่างแจ้ง    หากสตรีมีใจให้ชายผู้หนึ่ง    นางมีแต่จะหวังให้ชายผู้นั้นมอบความรักของเขาทั้งหมดให้แก่นาง    ไม่เหลือที่ว่างเศษเสี้ยวใดให้สตรีนางอื่น

ฉินอี้หย่วนเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์    จิตใจย่อมต้องมีความเย่อหยิ่ง    ต่อให้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมสามภรรยาสี่อนุแค่ไหน    แต่ในใจนางก็คงปรารถนาที่จะครอบครองความรักของเย่วอี้เฉินเพียงผู้เดียว    ไม่ประสงค์จะแบ่งกับใครแน่นอน!

เย่วอี้เฉินพูดหนักแน่นว่าจะแต่งมู่หรงเสวี่ยเข้าเป็นชายารอง    เป็นรองเพียงชายาเอกผู้เดียว   ทั้งยังแต่งเข้าไปก่อนชายาเอก     เพียงเท่านี้แล้ว...เขาคิดว่านางจะยินยอมแล้วเหรอ?     ยอมกับผีน่ะซิ....

“องค์ชายไม่รู้ดอกหรือว่า    หญิงชายรักใคร่ย่อมไม่ต้องการบุคคลที่สาม?     มีเหตุผลเพียงสองข้อที่องค์หญิงสนับสนุนให้ท่านมีชายารอง     ข้อแรก,  นางเก็บความหึงหวงไว้ภายใน....ต้องการจะเอ่ยปากลองใจท่าน     ข้อสอง,   นางไม่ได้มีความรักในตัวท่าน  จึงไร้ซึ่งความหึงหวง....ยอมเปิดทางให้สตรีอื่นเข้ามาทำหน้าที่ให้ความสุขแก่ท่านแทน”

“วาจาเหลวไหล!      สีหน้าของเย่วอี้เฉินเดือดดาล    จ้องสายตาโกรธขึ้งตรงมาที่นาง “มู่หรงเสวี่ย,   จงยอมรับสถานะของเจ้า    ห้ามเจ้ากล่าวล่วงเกินข้าและองค์หญิงอี้หย่วน!

มู่หรงเสวี่ยจุ๊ปากแสร้งปลอบออกไปว่า    “ข้าไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคู่รักนกยวนหยางนักหรอก    ถ้าหากท่านสงสัยในคำของข้า    ก็กลับไปยังตำหนักองค์ชายและลองทดสอบองค์หญิงดูเองซิ.....”

“ข้ากลับวังแน่..แต่ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย!      สิ้นเสียง,  เยว่อี้เฉินก็จ้องสายตาเขม็งมายังมู่หรงเสวี่ย    เริ่มสืบเท้าเข้าหานาง

“เย่วอี้เฉิน,   ต่อหน้าหลุมฝังศพท่านปู่ข้าและท่านพ่อท่านแม่ข้า     วันนี้...ข้าขอประกาศ    ข้าในนามของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรง   ตัวข้าสามารถยืนหยัดด้วยตัวของข้าเอง   ไม่ต้องการน้ำใจเสแสร้งของเจ้า!

เสียงใสเย็นชาที่ประกาศก้องซืมแทรกเข้ามาในหู      ใบหน้าหล่อเหลาของเย่วอี้เฉินเปลี่ยนสีเป็นหมองคล้ำ    ลูกนัยน์ตาฉายแววแห่งความกราดเกรี้ยว    นางกล้าต่อว่าว่าเขาทำตัวเสแสร้ง    นาง...ช่าง-กล้า!

เงาร่างของเขาวูบไหว    พริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้ามู่หรงเสวี่ย    มือหนาเคลื่อนมายังร่างนาง......


...............................................


จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น