วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 13 ประมือ

คิดจะจับนาง.....งั้นรึ?

     มู่หรงเสวี่ยเหยียดยิ้มเย้ย   ขยับปลายเท้า  ร่างบอบบางของนางก็ดีดตัวถอยห่างออกมาสองก้าว    เส้นผมสีดำมันสะบัดพลิ้ว ปลายผมระสัมผัสถูกปลายนิ้วของเย่วอี้เฉิน    หลบมือคว้าจับของเย่วอี้เฉินไปได้เพียงฉิวเฉียด

เย่วอี้เฉินมองฝ่ามือที่ว่างเปล่า    สีหน้าและแววตาบังเกิดความสับสน     หากเขาลงมือแล้ว   ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเป็นหรือตาย    ล้วนไม่เคยหลุดรอดมือเขาได้   เหยื่อทั้งหลายต่างสิ้นท่าภายใต้เงื้อมมือของเขา   แล้วเหตุไฉนมู่หรงเสวี่ยถึงได้ลื่นหลุดมือเขาไปได้   เป็นไปได้อย่างไร?

     “องค์ชาย จวนจะได้ฤกษ์แล้ว!”     เสียงเตือนดังขึ้น    ดวงตาของเย่วอี้เฉินพลันได้สติกระจ่างใส    ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสีหน้าสุขุมเช่นเดิม  เอ่ยตอบกลับเสียงเย็นว่า    “ข้ารู้แล้ว!

     มองไปยังมู่หรงเสวี่ย    ส่งสายตาเยือกเย็นไปให้นาง    เอ่ยความออกมาว่า “มู่หรงเสวี่ย....ยอมตามข้ากลับวังซะดีๆ    แล้วความผิดที่เจ้ากระทำผ่านมา    ข้าจะยอมยกโทษให้!

     พูดประโยคนี้แล้ว    ปรากฎลูกหาบสองคนหามเกี้ยวสีชมพูหลังเล็กเข้ามา    เป็นเกี้ยวที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม    แสงธรรมชาติอาบไล้ต้องตัวเกี้ยวให้เห็นเนื้อไม้ที่มีลายไม้สวยงามสะท้อนแสงออกมาดูอบอุ่นนุ่มนวล   งดงามสูงค่า...

ถ้ามันจะไม่ใช่เกี้ยวสำหรับอนุชั้นรอง!

มู่หรงเสวี่ยจ้องมองที่เกี้ยวด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย!

     สามวันก่อนหน้านี้    มิใช่นางหรอกหรือที่ยืนมองสินสอดเจ้าสาวถูกโยนออกจากหน้าประตูบ้าน    สามวันต่อมา   เย่วอี้เฉินไม่คิดจะไปฟ้องร้องลงบันทึกคำร้องกับทางราชการแต่กลับจงใจจัดเกี้ยวอนุมาให้นาง    คิดแบกนางแต่งเข้าวังจิงในสภาพนี้    ตกเป็นอนุ   ชวดค่าสินสอด   ถูกทำให้อับอาย    อายแทบจะแทรกแผ่นดินนี้!

     เป็นองค์ชายควบตำแหน่งแม่ทัพมานานเกินไปหรือไร   จึงเอาแต่บุกรุกใช้กำลังเข้ายึดครองไม่เว้นแม้แต่เรื่องจะแต่งภรรยา!

     นางเป็นถึงคุณหนูเพียงหนึ่งเดียวของจวนสกุลมู่หรง    คิดจับนางยัดใส่เกี้ยวสีชมพูเดินแบกประจานไปทั่วเมือง    จากนั้นก็แต่งนางเข้าทางประตูหลังหรือประตูข้างของวังจิงก็สุดจะแล้วแต่   ทั้งนางและทั้งสกุลของนางต้องได้รับเสียงหัวเราะเยาะ    คำพูดหมิ่นเกียรติ    ล้อเลียนเป็นที่ขบขัน

     เย่วอี้เฉินเรียกสิ่งนี้ว่า    ปกป้องดูแลกระนั้นหรือ?    หรือกะจะช่วยให้นางถึงคราวมรณะจากไปเร็วๆ    เพราะกระอักเลือดหรืออกแตกตายกันแน่!

     ริมฝีปากของมู่หรงเสวี่ยบิดโค้งขึ้น    สีหน้ายังคงซีดเผือด    ลมออกหูตอบกลับไปว่า     “หากข้ายืนกรานว่าไม่ล่ะ?”

     เย่วอี้เฉินจับจ้องสีหน้าของมู่หรงเสวี่ยไม่วางตา   ตั้งแต่เห็นนางจ้องเกี้ยวชมพูหลังนั้น    แววตาเยือกเย็นของเขามีร่องรอยอารมณ์ชนิดหนึ่งแต่แล้วก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว    เมื่อได้ยินคำตอบของนาง    เย่วอี้เฉินระเบิดอารมณ์ไม่ได้ดั่งใจออกมา “อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทก็แล้วกัน!

     มู่หรงเสวี่ยเหน็บแนม      “เมื่อไรกันที่องค์ชายมีมารยาทกับข้า?”      ตั้งแต่เย่วอี้เฉินกลับมา    เขาก็กระทำการหมิ่นเกียรตินางตั้งหลายอย่าง  ไร้ซึ่งน้ำใจ   มิเห็นแก่หน้านางเลยสักนิด!

     “มู่หรงเสวี่ย!     เย่วอี้เฉินโกรธจัด    เขากัดฟันกรอดเพื่อข่มกลั้นอารมณ์ เขาพยายามใจเย็นอธิบายความแก่นางแล้ว    นางไม่ใจอ่อนทั้งยังยืนกรานดื้อรั้นอยู่อย่างนั้น    เขาก็ได้แต่ต้องใช้กำลังเข้าหักหาญเสียแล้ว!    ผู้หญิงอะไร...ดื้อเป็นลา!

ในเมื่อนางโยนโอกาสทิ้ง เขาก็ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท!

     แววตาของเย่วอี้เฉินหม่นมัวลง   นิ้วมือทั้งห้าคลายออก   ที่ใจกลางฝ่ามือปลดปล่อยพลังภายในหนาหนักออกมาต่อเนื่อง พลังงานที่มองไม่เห็นนี้ลามขยายไปในอากาศโดยรอบ     คนรู้สึกได้ถึงพลังมุ่งร้ายกดดันให้ผู้คนหวั่นกลัว

     มู่หรงเสวี่ยหรี่ตา    มู่หรงเสวี่ยคนเดิมเป็นเพียงสตรีร่างกายนุ่มนิ่ม    ไร้พลังภายในแม้แต่น้อย    ถึงแม้ว่ามู่หรงเสวี่ยคนใหม่นี้จะเชี่ยวชาญกระบวนท่ามีทักษะชำนาญแค่ไหน แต่หากขาดซึ่งพลังปราณเข้าส่งเสริมแล้วล่ะก็   ไม่มีทางล้มเย่วอี้เฉินได้แน่!

     เงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามายื้อแขนเย่วอี้เฉินไว้    สายตาเย่วอี้เฉินหันมามองพบเป็นร่างของมู่หรงเยว่ เด็กหนุ่มพุ่งเข้ามาขัดขวางและยื้อฉุดแขนขวาขององค์ชายจิงไว้ ตะโกนเสียงดังว่า   “เสวี่ยเอ๋อ,  เจ้ารีบหนีไป!

     กระบวนท่าถูกระงับ    เย่วอี้เฉินสะบัดดวงตาแข็งกร้าว  ฟาดฝ่ามือลงยังแผ่นอกของมู่หรงเยว่

     มู่หรงเยว่ไม่ทันระวังตัวถูกฟาดทรุดตัวลงกับพื้น  แต่ยังได้สติวาดวงแขนออกมากอดรัดขาของเย่วอี้เฉินไว้ปานประหนึ่งตุ๊กแก!

     สีหน้าของมู่หรงเยว่ซีดจากอาการแน่นอก    มู่หรงเสวี่ยส่งสายตาตกใจปนความรู้สึกหลากหลายไปยังเขา     “พี่!     มู่หรงเยว่ไม่คิดถึงความเป็นความตายอุตส่าห์เอาตัวเข้าปกป้องน้องสาว    ถึงแม้เขาจะเป็นเด็กหนุ่มไม่เอาไหน    แต่หากทำเพื่อน้องสาว....เด็กหนุ่มผู้นี้ทุ่มสุดตัว!

     “ข้าไม่เป็นไร!”     มู่หรงเยว่สบตามู่หรงเสวี่ย    พยายามพูดกระท่อนกระแท่น    ปั้นหน้ายิ้มบิดเบี้ยวส่งให้นาง    “ข้าคือนายท่านสกุลมู่หรง   เย่วอี้เฉินไม่กล้าลงมือฆ่าข้าแน่    เจ้ารีบหนีไป    หาที่ปลอดภัยซ่อนตัวซะ!

     เย่วอี้เฉินยกเกี้ยวมาบังคับรับตัวนางเป็นที่เอิกเกริก    ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง    หากมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับพี่น้องสกุลมู่หรง    เขาต้องตกเป็นผู้ต้องหาอย่างไม่ต้องสงสัย

หากเด็ดหัวมู่หรงเยว่    ความหายนะก็ต้องมาสู่วังจิงเช่นกัน!

     “พี่รักษาตัว!”     มู่หรงเสวี่ยกล่าวเสียงหนัก   นางพลันเผ่นหนีโดยไม่ลังเล ไม่แม้แต่จะคิดเหลียวหลังหันกลับมามอง    เย่วอี้เฉินบุกมาถึงสุสานเพื่อจับตัวนาง หากนางหนี    เย่วอี้เฉินก็จะไล่ตามมา    เท่านี้...มู่หรงเยว่ก็จะปลอดภัย!

     เห็นมู่หรงเสวี่ยทิ้งระยะห่างออกไปไกล   แต่เท้าตัวเองกลับโดนถ่วงด้วยน้ำหนักของเด็กหนุ่ม    เย่วอี้เฉินคำรามตะคอก     “ไปให้พ้น!     แล้วลงมือเตะร่างของมู่หรงเยว่สลัดห่างออกไป

     เจ็บแปลบเข้าที่ยอดอก    ราวกับถูกลูกเตะนับไม่ถ้วนถีบมาในคราเดียว   มู่หรงเยว่ปล่อยมือหลุดออกจากขาแล้วนอนจุกกลิ้งลงกับพื้น     ใบหน้าหวานคมคายซีดเสียยิ่งกว่าซีด  เหงื่อไหลโทรมออกมาทั่วร่าง!

เย่วอี้เฉินไม่สนใจ    รีบทะยานหมายติดตามร่างมู่หรงเสวี่ยไป

     สาวใช้หงชิวและอันเซียง    หันหน้าสบตากันแล้วถลันเข้าขวางหน้าเย่วอี้เฉินพร้อมๆกัน

     เย่วอี้เฉินปรายตามองทั้งสอง    แล้วดีดพลังจากปลายนิ้วโดนทั้งสองนางกระเด็นตัวลอยไปไกล 6-7 จั้ง    กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ร่วงลงไปกองกับพื้น    ทั้งสองบาดเจ็บอย่างหนัก    พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่ก็ได้แต่ล้มแผละลงไปใหม่ 

เย่วอี้เฉินไม่เสียเวลาดู    แต่รีบร้อนผละจาก    ไปยังทิศทางที่มู่หรงเสวี่ยหายไปจากสายตา

     มู่หรงเสวี่ยหนีออกมาจากบริเวณสุสานแล้ว   ก็วิ่งสะเปะสะปะไร้ทิศทาง    ไม่รู้วิ่งจากมานานแค่ไหน     อยู่ๆ นางก็มาโผล่ยังริมหน้าผา   หน้าผาสูงชันลึกเป็นสิบๆจั้ง ข้างล่างมองเห็นแม่น้ำไหลเชี่ยวอยู่ที่ก้น    หากกระโดดลงไปดูท่าไม่น่าจะรอด!

     มู่หรงเสวี่ยคำนวณแล้วผินหลังหมายวิ่งย้อนกลับ    แต่ปรากฏตรงหน้าคือเย่วอี้เฉินในชุดสีแดงเพลิง   ไร้รอยยับย่น    ค่อยๆก้าวออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบ   ยืนปิดกั้นทางไว้ ไร้วี่แววอ่อนล้าหงุดหงิด    เดินเข้ามาเอามือไพล่หลังราวกับกำลังชมอุทยาน แม้แต่เส้นผมสักเส้นของเขาก็ไม่กระดิก   นัยน์ตาอ่อนจางที่สบกับนางมีแววอารมณ์ที่มิอาจจะเข้าใจ   ทั้งยังมีแววสุขสมใจที่ได้ไล่ต้อนเหยื่อน้อยแสนพิเศษให้ติดกับ    ช่างหฤหรรษ์ยิ่ง    “เจ้าจะหนีต่อเช่นไรล่ะทีนี้!?”

“ข้าไม่หนีแล้ว!

     “เบื้องหน้าเป็นหุบเหว   จะกระโดดลงไปหรือจะยอมกลับหลังหัน....มากับข้า   เจ้าจะเลือกเอาแบบไหน?”     เสียงนุ่มนวลของเย่วอี้เฉินคล้ายจะล่อลวงใจคน   เขาค่อยๆก้าวเข้าหาร่างแน่งน้อย

     “ไม่เอาสักอย่าง  ไม่มี...ไม่หนี...ไม่จ่าย    ข้าไม่ทั้งกระโดดและไม่แต่งเป็นภรรยาใครทั้งสิ้น!”      มู่หรงเสวี่ยแย้มยิ้มอ่อนหวานประดุจดอกไม้งามผลิบานกระทันหัน

     ยิ้มหนึ่งที่ไม่ได้คาดคิดแย้มให้ได้ยลตรงหน้า เย่วอี้เฉินมิอาจพูดวาจาออกมา หัวใจในอกคำรามเต้นไม่เป็นจังหวะ


...........................
จบบท

2 ความคิดเห็น:

  1. ทำไมพระเอกเรื่องนี้ เหมือนตัวร้ายมากก หรือจริงๆแล้วไม่ใช่นะ

    ตอบลบ