งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 14 แรกพบ ฝ่าบาทโอวหยาง......

 เงาวัตถุโลหะสะบัดอย่างเร็วเห็นเป็นเพียงเส้นสีขาว    มุ่งมาด้วยความเร็วหมายจะสังหารยังที่ตัวเขา!

     เย่วอี้เฉินหรี่ตามอง    เบี่ยงตัวหลบหลีก     แต่ก็ยังทันเห็นรอยยิ้มน้ำแข็งของมู่หรงเสวี่ย    นางร่ายรำกระบี่คมกริบในมือ    เคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่เฉียบคม    ตั้งหน้าแทงกระบี่ใส่เขาอีกครั้งและอีกครั้ง    ปลายพู่ไหมที่ผูกประดับอยู่ที่ปลายกระบี่สะบัดพริ้วไหวไปมาน่าชมประหนึ่งผีเสื้อบินล้อลม

นี่นาง.....นางถึงกับเป็นวรยุทธ์!

     ในคราแรกเย่วอี้เฉินประหลาดใจ    แต่ต่อมาความรู้สึกนั้นก็หายไป   สีหน้าพลันปรากฏอาการไม่พอใจ    ข่าวลือเกี่ยวกับตัวนางที่ได้รับพร้อมกับการคาดเดาของผู้คนว่านางเป็นกุลสตรีมีนิสัยอ่อนโยน    แม้แต่เขาเองยังหลงเชื่อ กลับกลายเป็นว่า...ที่แท้นางก็เป็นนักแสดงชั้นยอดสามารถตบตานิสัยที่แท้จริงของตนเองไว้ได้ตั้งหลายปีโดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

     อีกครั้ง,   ที่ความรู้สึกที่เขาไม่คุ้นเคยเข้ามารบกวนจิตใจ    แต่เขาก็สามารถสะกดมันลงไปได้

     เขามองจ้องไปยังมู่หรงเสวี่ย    เผชิญหน้าพูดคุยกับนางมาตั้งนานสองนาน....แต่กลับไม่รู้ว่านางพกอาวุธ    อาวุธของนางสามารถหลบหลีกสายตาผู้คนได้อย่างยอดเยี่ยม     เป็นกระบี่อ่อนคาดอยู่ที่เอวบาง    หากไม่สังเกตดูให้ดีจะไม่รู้ได้เลย

     ถึงแม้คนจะสังเกตเห็น    ก็อาจจะคิดว่าเป็นเพียงเครื่องประดับของสตรีที่แปลกตาชิ้นหนึ่ง   ไม่มีใครคิดเชื่อมโยงไปถึงอาวุธสังหาร!

“เจ้าคิดจะฆ่าข้า!”     เย่วอี้เฉินกล่าวออกมาเมื่อเห็นอาวุธในมือมู่หรงเสวี่ย  

“เป็นท่านที่บีบคั้นข้า!”    มู่หรงเสวี่ยตอบกลับอย่างเย็นชา    กระบี่พุ่งเป้าไปที่อกของเย่วอี้เฉิน

     เยว่อี้เฉินใช้ปลายนิ้วปัดวิถีของกระบี่ออกไป    สายตาแวบประกายครุ่นคิด เป็นเขาที่คุ้นเคยกับพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างดีและจงใจไล่ตามมู่หรงเสวี่ยที่ไม่รู้ว่ามีหน้าผาอยู่ข้างหน้า    ให้วิ่งเตลิดมาจนมุมที่นี่     เขาประเมินสถานการณ์ไว้แล้วว่า    ที่นางต่อต้านเขาเป็นเพราะนางคำนึงถึงฐานะและเกียรติยศศักดิ์ศรีของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่หรง    แต่ถ้าหากเมื่อนางจนมุมเข้าตาจนเมื่อไหร่    นางก็คงไม่แคล้วต้องประนีประนอมแล้วตามเขากลับไปที่ตำหนักจิงแต่โดยดี!

     ผู้คนล้วนกลัวตาย    หากความตายมาอยู่ตรงหน้า...แล้วต้องเลือกกับการเสวยสุข อยู่อย่างสงบท่ามกลางเงินทอง    การแต่งให้เขานี่ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีกว่าหรอกหรือ?

     แต่มู่หรงเสวี่ยที่ถูกกดดันจนจนมุมยังหน้าผา    แทนที่จะยอม    ร้องขอความเมตตาจากเขา    นางกลับดึงกระบี่อ่อนสะบัดมาที่เขา    แทงเอาแทงเอา...

“ฉึบ ฉึบ แคว่ก!”    เส้นสีขาวสะบัดสามฉับ    ชุดเจ้าบ่าวของเย่วอี้เฉินก็ขาดเป็นรูโหว่ใหญ่ๆถึงสามรู    เศษผ้าที่ถูกตัดลอยคว้างอยู่ในอากาศ    ชิ้นที่ยาวหน่อยก็พลิกคว่ำพลิกหงายลอยละล่องตกลงสู่พื้น    ดูแล้วน่าอนาถกว่าเป็นรอยเลือดจริงๆซะอีก

     เย่วอี้เฉินมองไปยังเสื้อผ้าที่โดนนางสอยขาดด้วยสีหน้ามืดครึ้ม     ตั้งแต่ประมือกับผู้คนมา    อย่าว่าแต่จะทำร้ายเขาเลย   น้อยคนนักที่จะสามารถเข้าใกล้เขาได้ขนาดนี้ เขาเผลอเพียงนิด...นางก็ฉีกทึ้งเสื้อผ้าเขาซะเละ!

     หญิงสาวแสนดื้อ   ฉวยโอกาสว่าเขาออมฝีมือให้ทำเรื่องกล้าตายเช่นนี้    เขาคงจะต้องให้บทเรียนแก่นางจริงๆจังเพื่อให้นางได้รับรู้ว่าชีวิตน้อยๆของนางไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือเขาได้    เขาให้นางอยู่    นางต้องอยู่    เขาให้นางตาย    นางต้องตาย!

     กำปั้นที่กำแน่นคลายออก    ปราณแกร่งกลางฝ่ามือจู่โจมออกมาประหนึ่งกระบี่ที่ไร้ตัวตน    โจมตีเข้าใส่มู่หรงเสวี่ยอย่างดุดัน

     ด้วยอำนาจการทำลายล้างที่มาพร้อมกับหนึ่งโบกของฝ่ามือนั้นทำเอามู่หรงเสวี่ยถึงกับรู้สึกทึ่ง    แต่ถ้าหากเขาคิดจะฆ่านางจริงๆ...มันก็มิได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอก!

     ข้อมือบางขยับกระบี่อ่อนอย่างคล่องแคล่วเข้าปัดป่ายล่อหลอกกระแสปราณที่มองไม่เห็น    สะท้อนคมของกระบี่วูบวาบในอากาศแทบมองไม่ทัน    ได้ยินแต่เสียงดังเคล้งคล้างต่อเนื่องยามเมื่อปะทะกันเท่านั้น    แทบทั้งสิ้นสามารถปัดออกไปได้หมด

     จนขนาดนี้มู่หรงเสวี่ยก็ยังไม่มีรอยขีดข่วนสักแผล    เย่วอี้เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่มีปราณคอยส่งเสริม    ใช้เพียงท่าร่างสอดประสานคอยผลักผันปราณแกร่งของเขาออกไป    เป็นกระบวนท่าที่เยี่ยมยอด    หรือนี่จะเป็นเพลงกระบี่มู่หรงที่ร่ำลือกัน?   สมกับคำกล่าวขาน!     นางมีดีเช่นนี้   เขาคงต้องทุ่มเทกำลังให้บทเรียนแก่นางซะแล้ว!

     รวบรวมพลังปราณไปยังปลายนิ้วทั้งสิบ    เสียงลมหวีดหวิวพัดกระหน่ำแรงที่สุด รวดเร็วที่สุด  ทั้งยังแม่นยำที่สุด   จากทุกทิศก็รวมกันพุ่งเข้าหาเป้าหมาย...มู่หรงเสวี่ย!

     มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้ว    ตอนที่นางใช้กระบี่จู่โจมองค์ชายจิงนั้น    นางมิได้มุ่งหมายเอาชีวิตเขาจริงๆ    แค่เพียงต้องการสั่งสอนเขาให้บาดเจ็บสักเล็กน้อยจะได้ไม่สามารถมาวิ่งไล่จับนาง

     อีกทั้งผู้คนต่างก็รู้กันทั่วว่าเย่วอี้เฉินบุกมาที่สุสานเพื่อรับนางขึ้นเกี้ยวทั้งๆที่นางก็ประกาศแล้วว่าจะไม่ขอแต่งให้เขา    หากองค์ชายจิงตายขึ้นมา    ฆาตกรก็มิใช่อื่นไกล...ต้องเป็นนางแน่    ตัวนางเองไม่หวั่นความตายหรอกแต่ชีวิตคนสกุลมู่หรงทั้งหมดต้องมาซวยพร้อมกับนางด้วยเนี่ยนะซิ......****
***โทษประหารเก้าชั่วโคตร

     ประการสุดท้าย    นางเพิ่งจะมาถึงแคว้นฉิงหยางไม่เท่าไหร่    ร่างกายก็ยังอ่อนแอ ความสามารถสมบูรณ์ของนางตั้งแต่นางยังเป็นมู่หรงเสวี่ยยุค2016 ยังไม่ฟื้นคืนถึงกี่งหนึ่ง    แต่เย่วอี้เฉินเปี่ยมด้วยวรยุทธ์และพลังภายในลึกล้ำ   ต่อให้นางพยายามแค่ไหน คิดจะฆ่าเขา....ก็สุดจะเอื้อมมือคว้า

     นางแค่จิ้มเสื้อของเขาถากๆ    ไม่ได้จงใจจะทำร้ายเขาให้เลือดตกยางออกสักหน่อย    แต่เขากลับบันดาลโทสะลงมือร้ายกาจขึ้นทุกที    หมายจะขยี้นางให้ตายตกให้ได้!

     ตอนนี้นางยังเป็นสาวน้อยไร้เรี่ยวแรง(?)ก็จริง    แต่หากเย่วอี้เฉินคันมืออยากฆ่านางตอนนี้จริงๆ    ก็คงต้องออกแรงให้มากกว่านี้สักหน่อย...

     มู่หรงเสวี่ยยิ้มเจ้าเล่ห์   กระโดดติดต่อกันให้ห่างจากรัศมีต่อสู้เดิมสองจั้ง   มือบางร่ายรำกระบี่ไปด้วย!

     จากจุดที่เย่วอี้เฉินอยู่สามารถเห็นได้ถนัดตาว่า    มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ยังใจกลางของแรงกำลังภายในที่ถูกส่งออกไป    กระบี่อ่อนในมือหวดซ้ายป่ายขวาอย่างรวดเร็ว   เกิดเป็นปราการปกป้องตัวนาง   เขาเลยตัดสินใจพุ่งพลังไปยังหินก้อนใหญ่ที่อยู่ใกล้กับนาง

     เกิดเสียงสนั่น   “ปัง! ปัง! ปัง!”   เศษหินกระจายว่อน    ฝุ่นผงลอยฟุ้งอยู่เต็มอากาศ    มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่ตรงกลางไอโขลกจนตัวโยน   ได้แต่รีบถอยพลางโบกไม้โบกมือไล่ฝุ่น

     ลมพัดมาทำให้ยอดบนของทัศนียภาพกระจ่างมองเห็นชัดขึ้น  ปรากฎภาพร่างสูงใหญ่ของเย่วอี้เฉิน    ยืนอยู่ห่างจากนางไปราว 7-8 ก้าว!

     มู่หรงเสวี่ยกำกระบี่อ่อนในมือมั่น    เตรียมตั้งท่าป้องกัน    แต่เย่วอี้เฉินกลับมองจ้องเขม็งไปยังเบื้องบน    “โอวหยางเส่าเฉิน!”   เขาพึมพำเสียงหนักอย่างไร้อารมณ์ สีหน้าไม่อาจคาดเดา

     มู่หรงเสวี่ยลังเลใจก่อนที่จะมองตามสายตาของเขาขึ้นไป    และเห็นได้ว่าไม่ไกลจากหินใหญ่สูงสี่เมตรที่ตั้งอยู่ได้ถูกระเบิดแหว่งหายไปจนเหลือความสูงแค่เพียงหนึ่งเมตร    ปรากฏด้านหลังของหินคือศาลาแปดเหลี่ยมหลังหนึ่ง    ภายในศาลามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่ม้าหิน    ในมือถือตัวหมากรุกสีขาว    เปลือกตาหลุบต่ำจ้องนิ่งไปยังกระดานหมากบนโต๊ะหิน

     คนสวมเสื้อคลุมสีขาวดั่งหิมะ     เนื้อผ้าเรียบมันขึ้นเงากระจ่างคล้ายสายน้ำ    สีขาวประดุจหิมะปัดระกับสีเทาเรียบรื่นของพื้นศาลา    ดูหมดจดงดงามสะอาดตาอย่างบอกไม่ถูก    เรือนผมสีดำสนิทที่รวบกึ่งหนึ่งขึ้นด้วยรัดเกล้าหยกสีขาว    ปล่อยให้ทิ้งตัวลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติที่ด้านหลัง

     ดวงตาดำดั่งหยดหมึกเข้มคมหรี่มองมา    ใบหน้าหล่อเหลาราวกับสรรสร้างออกมาจากภาพวาดของจิตรกรเอกนั้นกลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวเย็นชาราวกับดวงจันทราที่เจิดจรัสเพียงหนึ่งเดียวบนท้องฟ้า    ดั่งเช่นก้อนน้ำแข็งหมื่นปีไร้ผู้ใดแตะต้อง เย็นเฉียบดั่งหิมะเหมันต์    ใครเห็นใครก็อดตะลึงชมปนขนลุกไม่ได้!

     ดวงตาดำของมู่หรงเสวี่ยที่มักจะเย็นชาอยู่เป็นนิจ    อดที่จะเปล่งประกายวาบด้วยความทึ่งอึ้งปนตะลึงไม่ได้    จริงอยู่นางเคยเห็นผู้ชายหล่อลากไส้หลากหลายสไตล์มาแล้วจากในโลกยุคปัจจุบันมาจนถึงโลกในอดีตแห่งนี้    ก็ได้มาเจอชั้นหัวกะทิระดับแว่นแคว้นอย่าง   มู่หรงเยว่และเย่วอี้เฉิน    กล่าวได้ว่านางมีภูมิคุ้มกันชายหน้าตาดีแข็งแรงหนาแน่นมิใช่น้อย     แต่ทว่า.....เมื่อมายืนอยู่เบื้องหน้าชายคนนี้     เขาหล่อเหลาหน้าตาดีจนทำให้นางแทบไม่อยากจะละสายตา

 เขาก็คือ  ซื่อจื่อโอวหยางเส่าเฉิน โอรสในหวางเย่(องค์ชายในองค์ฮ่องเต้)!     จากที่ร่ำลือกันมาว่า    เขาได้เดินทางออกจากวังของเสด็จองค์ชายผู้เป็นบิดา(หวางเย่)เมื่ออายุได้เพียงแปดปี    เพื่อติดตามจอมยุทธ์นิรนามผู้เป็นอาจารย์ออกท่องไปทั่วหล้า    ชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นอัจฉริยะบุคคล    โคลงฉันท์ กาพย์กลอนที่เป็นของพระองค์ล้วนเป็นที่นิยมโด่งดัง ด้านการดนตรี-เพลงขลุ่ยที่พระองค์บรรเลงก็มอมเมาผู้คนให้ลุ่มหลงในท่วงทำนอง  แม่ทัพนายกองที่ได้รับการชี้แนะจากพระองค์ก็ล้วนได้ชัยชนะในการรบ    ผู้คนโจษขานเล่าลือกิติศักดิ์ของพระองค์ราวกับเทพเซียนลงมาเดินดิน

จากไปเป็นสิบปี    เดินทางไปทั่วเขตแว่นแคว้นในโลกหล้า    แทบจะไม่เคยเหยียบย่างกลับมายังบ้านเกิด   แล้วไยจู่ๆก็มาปรากฏตัวยังที่เมืองหลวงได้?


......................................
จบบท

****ซื่อจื่อ   โอรสของหวางเย่  มารดาตำแหน่ง เฟย
       หวางเย่  คำเรียกแทนตัวองค์ชาย  
หากถามผู้แปลว่า ระหว่างเยว่อี้เฉินกับ ฝ่าบาทโอวหยาง ใครยศอะไรอย่างไง
ผู้แปลความรู้น้อยนิด เดาจากข้อมูลที่มี ฝ่าบาทโอวหยาง น่าจะมีสายเลือดเกี่ยวพันกับฮ่องเต้ คือ เป็นหลาน สืบสายเลือดจากองค์ชายขององค์ฮ่องเต้
แต่เยว่อี้เฉิน ได้บรรดาศักดิ์จากบิดาที่เป็นอ๋องโดยตำแหน่ง ไม่ใช่สายเลือดฮ่องเต้  อำนาจได้มาจากผลงานการศึกที่โดดเด่น
ใหญ่กับใหญ่มาเจอกัน

2 ความคิดเห็น: