วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 15 กินเต้าหู้สาวน้อย

มู่หรงเสวี่ยเห็นโอวหยางเส่าเฉินดีดนิ้วเบาๆ    ปล่อยปราณแกร่งผลักตัวหมากสีขาวพุ่งเข้ามาเย่วอี้เฉินโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง      ริมฝีปากบางเย็นชาของชายหนุ่มเปล่งคำว่า     “ไสหัวไป!

สายตาของเย่วอี้เฉินเปล่งประกายวาบ     พลังภายในกล้าแข็งสะบัดออกมาจากปลายนิ้ว     ตรงเข้าปะทะอย่างจังกับหมากขาวที่พุ่งเข้ามา     บังเกิดเสียง   “ปัง”   มวลสารของหมากหายวับไปกลางอากาศ     ไม่เหลือซากให้เห็น!

เขามองกลับไปยัง โอวหยางเส่าเฉิน     ผู้ซึ่งยืนวางท่านิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า     “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำลายหมากกระดานนี้ของท่าน     อย่าได้ทำเกินกว่าเหตุ....”

เดินหมาก?      หมากอะไร?

มู่หรงเสวี่ยมองไปยังกระดานหมากบนโต๊ะหินด้วยสายตาพิศวง     เพียงได้เห็นเศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยวางระเกะระกะปะปนอยู่กับตัวหมากสีขาวและดำ      มีหมากบางส่วนที่ถูกหินกระแทกเข้าใส่จนตกลงไปอยู่ที่พื้น     นางจึงค่อยนึกขึ้นมาได้....

นางพอจับสาระปะติดปะต่อได้แล้ว     ดวงตาก็ขยับถี่ด้วยความไม่สบายใจตอนที่พลังภายในขององค์ชายตกมันพุ่งเข้าไประเบิดหิน     คงจะมีหินเล็กหินน้อยกระเด็นไปรบกวนตัวหมากในกระดานของโอวหยางเส่าเฉินจนเละ!     โอวหยางเส่าเฉินจึงไม่พอใจจนต้องลงมือ!

มีหมากดำและหมากขาวต่อสู้กันอยู่บนกระดาน     โอวหยางเส่าเฉินคงจะเล่นหมากอยู่กับตัวเองมาพักหนึ่งได้แล้ว     นางวิ่งแล่นมาถึงริมหน้าผาตั้งนานยังไม่รู้สึกว่ามีผู้อื่นอยู่ด้วย     ถ้าไม่ใช่เพราะนางเลินเล่อก็ต้องเป็นเพราะวรยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับสูงมาก

ชายหนุ่มชุดขาวยืนขึ้น     อาภรณ์ชั้นดีที่สวมอยู่ก็ทิ้งตัวลงเนียนเรียบประดุจสายน้ำ บุคลิกท่ายืนสง่าผ่าเผย     นัยน์ตาสีดำเข้มราวกับน้ำในบ่อลึกทำให้ผู้คนจ้องจนเหม่อลอยลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง     ขัตติยะกษัตริย์ในสายเลือดเปล่งประกายดุจดวงตะวันอาบไปทั้งร่าง     ทำให้ผู้คนจ้องมองแล้วก็มิอาจละสายตาไปได้

“องค์ชายจิงทำลายหมากของข้า     ย่อมสมควรชดใช้ให้ข้ามิใช่หรือ?”    น้ำเสียงสูงต่ำชวนฟังกล่าวด้วยสำเนียงชัดเจน    เป็นน้ำเสียงที่ฟังแล้วรื่นหูยิ่งนัก

เย่วอี้เฉินอึ้งแต่แล้วในแววตาพลันบังเกิดความเข้าใจ     เขายิ้มบางเบาออกมาในสีหน้า “หากฝ่าบาทโอวหยางสนใจจะประลองฝีมือกับข้า....เช่นนั้น,   ข้าก็ยินดีสนอง”      พลังภายในพุ่งออกมาจากมือภายใต้แขนเสื้อบังคับก้อนหินใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่สามก้อนลอยละลิ่วประหนึ่งธนูหลุดออกจากแล่งพุ่งเข้ามาโอวหยางเส่าเฉิน!

โอวหยางเส่าเฉินยืนนิ่งมิได้ร้อนรน     ปรายตาดูหินที่พุ่งเข้ามา     เพียงสะบัดแขนเสื้อก็ปัดหินทั้งหมดลงจนเกลี้ยง     หมากสีขาวชุดใหม่ก็ระดมลอยขึ้นแล้วพุ่งเข้าหาหินชุดใหม่กลางอากาศ     เกิดระลอกเสียง   “ปัง!   เปรี้ยง”    อีกชุด     ทั้งหินทั้งหมากป่นละเอียดเป็นผุยผงถูกสายลมพัดม้วนหายไปจากสายตา

มู่หรงเสวี่ยอ้าปากหวอ    แบบนี้ใช่มั้ยที่เขาเรียกว่า    ประลองหมาก ของแท้?    จอมยุทธ์สำแดงพลังวัตรซัดกันด้วยหมาก    หาดูได้ยากจริงๆ

ชมดูมวลสารที่เคยเป็นหินและหมากมลายหายเกลี้ยงดุจดังเล่นกล    ตัวหมากนั้นถูกซัดออกไปอย่างรวดเร็วมาก    ระลอกแรกออกไปปั้บก็ตามติดด้วยระลอกต่อไปแทบจะทันที    ทีละชุด...ทีละชุด    ทั้งเร็วและแรงยิ่งนัก    ยิ่งมองยิ่งตาลาย    ทางด้านหินก็ถูกซัดออกไปอย่างต่อเนื่องไม่น้อยหน้าเช่นกัน    ขาดเกินกันอยู่บ้างตรงที่ความแรงของพลังวัตรที่ซัดออกไป

คลื่นแห่งการทำลายล้างอันทรงพลังทำให้เกิดเศษหินเล็กๆนับไม่ถ้วน    ฝุ่นหินอันทำให้เสียสุขภาพลอยคว้าง    ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนั้น    เย่วอี้เฉินพบว่า   จุดที่หินและหมากปะทะกันจนแตกอยู่ไม่ห่างจากเขามากนัก

ดวงตาคมกริบของเขาหรี่ลง    โอวหยางเส่าเฉินอาศัยพลังวัตรอันกล้าแข็งซัดหมากออกมาด้วยความเร็วสูงเพื่อให้เข้ามากระแทกหินของเขาในจุดที่ใกล้ตัวเขามากกว่า เพื่อกะให้เศษซากแหลมคมของหมากและหินกระแทกมาโดนตัวเขาอีกทีจนทำให้บาดเจ็บ    ช่างแยบยลนัก!

ฝ่ามือรีบเร่งเร้าพลังภายใน    บังคับหินขึ้นจากพื้นด้วยความเร็วประหนึ่งสายฟ้า    เป้าหมายคือซัดกลับไปที่โอวหยางเส่าเฉิน

โอวหยางเส่าเฉินหรี่ตาเข้มนั้นลงด้วยสีหน้าเย็นชา    ฝ่ามือในแขนเสื้อตวัดกำขึ้นทำให้หมากอีกชุดหนึ่งลอยขึ้นจากพื้น    จากนั้นแบมือผลักไปข้างหน้าอีกครั้ง    ฝูงหมากก็วิ่งเข้าชนปะทะกับมวลก้อนศิลาที่ถูกปล่อยออกมา

“ปัง ปัง ปัง!”    ตัวหมากและซากหินนอนตายกระจายเกลื่อนพื้นพร้อมกับควันฝุ่นบางเบาเป็นพื้นหลัง


เย่วอี้เฉินกำลังจะเตรียมซัดหินขึ้นอีกครั้งแต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า    ยังมีหมากของโอวหยางเส่าเฉินที่วิ่งแหวกม่านฝุ่นตรงเข้ามาหา

หินของเขาป่นเป็นผงไปหมดแล้ว    ผิดกับหมากของโอวหยางเส่าเฉินที่ยังคงรูปด้วยพลังวัตรที่เลี้ยงหล่อไว้ไม่ให้แตกหัก    ใช้ฝีมือยิ่ง

เย่วอี้เฉินคิดจะใช้พลังวัตรทำลายหมากโดยตรง    แต่ทันใดนั้นเอง    ความเจ็บแปลบที่หัวเข่าก็บังเกิด    เขาถึงกับซวนเซถอยหลัง    มองลงเห็นเป็นตัวหมากสีดำนอนนิ่งอยู่ตรงพื้นเบื้องหน้า    รู้แก่ใจว่าเจ้าหมากนี่เองที่เป็นตัวการทำให้เข่าเขาบาดเจ็บ

แส่หาเรื่องนัก.....โอวหยางเส่าเฉิน!

สีหน้าของเย่วอี้เฉินยิ่งเย็นชา    ฝ่ามือคลี่สะบัดออกเตรียมจะรวบรวมพลังปราณ   แต่ก็ต้องตะลึงที่ว่ามีตัวหมากอีกระลอกบินฝ่าฝุ่นพุ่งมาตรงหน้าเขา    เขาไหวตัวไม่ทัน    จึงได้แต่พยายามก้าวหลบให้พ้น    ทันใดนั้น....เข่าข้างที่เจ็บของเขาก็ทำให้ร่างใหญ่เสียการทรงตัว    ซวนเซหงายร่างตกหน้าผาไป

ร่างใหญ่ในอาภรณ์สีแดงทิ้งดิ่งร่วงจากหน้าผาอย่างรวดเร็วราวกับว่าวที่ขาดหลุดลอย    “ตูม”   เสียงของน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาเป็นฝอยเมื่อร่างของเขากระทบผืนน้ำ

มู่หรงเสวี่ยรีบถลาเข้าไปดูที่ริมหน้าผา    มองตรงลงไป   เห็นหัวของเย่วอี้เฉินมิทันจะโผล่พ้นน้ำก็โดนพลังน้ำบิดลากร่างจมลงอีก    โถ่ๆๆๆ ดูท่า...องค์ชายนักรบจะมาสิ้นท่าตกหน้าผาซะแล้ว!     จะรอดหรือไม่รอดก็เถอะ     สาเหตุการตายของเขาก็ช่างน่าทุเรศแกมอนาถใจอย่างไรไม่รู้......

บุรุษชุดขาวโอวหยางเส่าเฉินก็ค่อยๆเดินตามมาอย่างสง่างาม    ตรงมา  ณ  ที่ริมผาด้วยเช่นกัน    เขาเดินอย่างสุขุม    ไม่เร็วไม่ช้า    ปลายแขนเสื้อสีขาวสะบัดหยอกล้อกับสายลม    เสริมส่งให้ทรงภูมิสูงส่งเหนือผู้คน

หากเปรียบเป็นการเดินหมาก    ตานี้....โอวหยางเส่าเฉินก็กินเรียบ!

กลิ่นของใบไผ่แสนสดชื่นลอยมาเข้าจมูก    มู่หรงเสวี่ยจีงค่อยได้สติ    นางเองก็มีส่วนร่วมในการทำลายกระดานหมากของโอวหยางเส่าเฉินเช่นกันนี่นา   ตอนนี้เย่วอี้เฉินจำเลยที่หนึ่งก็โดนยำจนเละไปแล้ว    รายต่อไปก็ไม่พ้นคงจะเป็นนางแน่    นางทั้งไม่มีพลังวัตร    บังคับหินก็ไม่ได้   จะทลายภูผามาถล่มกับโอวหยางเส่าเฉินก็อย่าได้หวัง   ไม่แคล้วได้ตกหน้าผาตายศพไม่สวยไม่ต่างจากชะตากรรมของเย่วอี้เฉิน    จำใจต้องคิดหาทางเผ่นด่วน!

มู่หรงเสวี่ยเห็นโอวหยางเส่าเฉินยังคงมองนิ่งลงไปที่สายน้ำที่กระแทกครืนครันอยู่กับผนังของหน้าผา    เปลือกตาปิดหลุบลงมาทำให้ยากจะเห็นแววตาจึงทำให้ไม่สามารถเดาความคิดของเขาได้    เหมือนเขาจะลืมเลือนว่ายังมีนางอยู่ที่นี่    นางแอบโล่งใจแล้วค่อยๆเขยิบถอยอย่างเงียบๆแล้วรีบตั้งท่าหมุนตัวเตรียมวิ่งออกจากตรงนั้น

“หยุดนะ!”    เสียงดังกังวานของชายหนุ่มอยู่ๆก็ดังขึ้น    มู่หรงเสวี่ยตัวแข็ง    ฝีเท้าชะงักไปจังหวะหนึ่ง    ต่อจากนั้นนางก็เร่งฝีเท้ากระโจนวิ่งอย่างไม่ยอมเหลียวหลัง    โอวหยางเส่าเฉินไหวตัวแน่แล้วว่านางมีส่วนพังกระดานของเขา    ที่เขาเรียกให้นางหยุดเพื่อที่จะจับนางโยนลงหน้าผาได้ถนัดน่ะซิ    นางไม่โง่หลงกลหรอก

สายลมกรรโชกตามหลัง    อยู่ๆแขนของนางก็ถูกจับกระชากดึงมาข้างหลัง

มู่หรงเสวี่ยไม่ทันระวัง    ร่างน้อยบอบบางนั้นก็ตกเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแรงของชายหนุ่มทั้งตัว    ใบหน้าดวงเล็กซุกจมอยู่กับเสื้อของชายหนุ่ม    เสื้อผ้าไหมเนื้อดีเนื้อนุ่มละเอียด    สัมผัสไร้ซึ่งความเสียดสีให้รำคาญ    ราวกับสัมผัสโดยตรงเข้าที่เนื้อแท้ๆ

จมูกสูดดมกลิ่นกายของชายหนุ่ม    คล้ายกับกลิ่นป่าไผ่อันเขียวขจี    สดชื่นเหมือนสายฝน    ให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำของป่าชื้น    หอมยิ่งนัก    ทั้งยังผสมมากับลมหายใจอุ่นที่เป่ารดอยู่บนเส้นผมของนาง     มู่หรงเสวี่ยตัวแข็งทั้งทำอะไรไม่ถูกทั้งโมโห  นางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์    เคยแต่เป็นฝ่ายสั่งสอนให้บทเรียนแก่ผู้อื่น    แต่วันนี้กลับมีบุรุษหน้าไม่อายฉกฉวยโอกาสกินเต้าหู้ของนาง!

ร่างนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูกของหญิงสาวในอ้อมแขน    กลิ่นกายสาวกรุ่นกำจายผสมผเสด้วยกลิ่นหอมสดของดอกบัว    โอวหยางเส่าเฉินพลันรู้สึกหวั่นไหว    หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรง    ดวงตาสีดำเปล่งประกายจนทำให้สีหน้าของชายหนุ่มดูแปลกไป

แม่สาวน้อยที่ซุกนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา    ก้มมองต่ำ    เห็นเพียงเสี้ยวหน้าแดงก่ำลอยอยู่ให้ชม    ซุกซ่อนสายตาที่กรุ่นด้วยความโกรธร้อนแรงไว้........

.....................
จบบท

กินเต้าหู้ (สำนวนจีน) หมายถึง การแต๊ะอั๋งเอาเปรียบผู้หญิง ในสมัยซีฮั่น ที่ถนนฉางอัน มีสองสามีภรรยาเปิดร้านเต้าหู้ ภรรยาเป็นคนสวยผิวขาวราวกับเต้าหู้ บุรุษต่างชอบมาอุดหนุนและพูดจาแทะโลม บางทีก็จับมือถือแขนนางจนเป็นที่มาของคำๆนี้

4 ความคิดเห็น:

  1. ชักสับสน แต่ดูจากนางเอกมีใจ คาดว่า ฝ่าบาทนี่ละ พระเอกตัวจริง

    ตอบลบ
  2. พระเอกคือคนนี้ใช่ไหม กรี๊ดดดดด ><

    ตอบลบ
  3. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ