วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 15 ใส่ร้าย (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

ยามที่ต้าฟูเหรินกลับมาถึง ฟูอันหยวน (เรือนพำนัก) ของนาง   นางนั่งใช้ความคิดจิบชาเงียบๆ

“หลี่เหว่ยหยางนังอวดดี!   คิดผยอง!   กล้าดีอย่างไงถึงคิดจะแข็งข้อกับท่านแม่ใหญ่?”   หลี่ฉางซีบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ

ต้าฟูเหรินมองไปยังหลี่ฉางซี   ที่มุมปากยกยิ้มเล็กๆแต่มิได้กล่าวอะไรออกมา

“น้องห้า เจ้าพูดถึงน้องสามเช่นนั้นได้อย่างไร?    ไม่ให้ความเคารพนางเสียเลย”   หลี่ฉางเล่อมุ่นหัวคิ้ว   ถึงแม้ในใจของนางจะคิดว่าน่าจะสั่งสอนบทเรียนให้หลี่เหว่ยหยางจำขึ้นใจ แต่ต่อหน้าผู้อื่น,  นางยังคงรักษากิริยาให้สมกับเป็นคุณหนูใหญ่ผู้เมตตาและอารีต่อไป

หลี่ฉางซีทำเสียงฮึออกทางจมูกอย่างไม่เก็บกิริยา   นางกล่าวต่อว่า   “พี่ใหญ่,  ไม่ใช่ท่านแม่ใหญ่ให้ท่านดูภูมิหลังของนาง?   เห็นว่านางทำอะไรก็ไม่เป็น   ศาสตร์ทั้งสี่ก็ไม่ได้ร่ำเรียน   แต่ดูนางตอนนี้ซิ,  ไม่เพียงจะเชี่ยวชาญแต่นางไม่ใช่เอาแต่หงอ   หรือเกรงกลัวเลย   ไม่เห็นจะตรงกับที่ส่งคนไปสืบเลย”

ต้าฟูเหรินทำตาดุไปที่ฉางซี   แล้วกล่าวว่า   “ฉางซี เจ้าคิดอย่างไรเล่า?”

ฉางซีมองกลับมายังต้าฟูเหรินแล้วพูดเสียงอ่อนว่า   “ท่านแม่ใหญ่,  ความคิดของข้าคือ...น่าจะถึงเวลาใช้สาวใช้ที่พวกเราส่งไปสอดแนมนางแล้ว”

ต้าฟูเหรินนิ่งคิดแล้วหัวเราะร่า   “เจ้าพูดถูก”

สายตาของฉางซีเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม   “ตอนนี้,  นางได้เหลาฟูเหริน (ท่านย่า, แม่ของเสนาบดี) ช่วยหนุน   แต่ถ้าหากคนที่นางทำให้โมโหครั้งนี้เป็นตัวท่านพ่อเองล่ะ?   ใครๆก็รู้อยู่แก่ใจไม่ลืมว่านางเป็นตัวซวยที่เกิดเดือนสอง   ถ้าหากว่า....”    นางทิ้งท้ายประโยค   สายตาจ้องแน่วแน่ไปที่ต้าฟูเหรินพร้อมกับรอยยิ้มมีเลศนัยบนใบหน้า

“เจ้านับว่าฉลาดไม่เลว”    รอยยิ้มของต้าฟูเหรินกดลึก   “แผนการนี่นับได้ว่าไม่เลว”

หลี่ฉางซีพอใจที่ได้รับคำชมจนถึงกับถลาเข้าไปข้างกายต้าฟูเหริน   “ท่านแม่ใหญ่,  วันนี้ท่านให้กำไลข้อมือนางไป!

ต้าฟูเหรินยิ้มในหน้าพลางหันไปสั่งสาวใช้หลินให้ไปนำ   เข็มกลัดหงส์คู่ที่ทำจากหยกเนื้อดี นางรับมามอบให้หลี่ฉางซี   “อันหนึ่งให้เจ้า,   อีกอันฝากให้พี่สี่ของเจ้า”

พี่สี่ทำอะไรถึงได้รางวัล?   เปล่า...นางไม่ได้ทำอะไร!   หลี่ฉางซีรู้สึกรำคาญพี่สาวร่วมมารดาเดียวกันผู้นี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว   นางตัดสินใจว่านางจะเก็บเข็มกลัดทั้งคู่ไว้เอง   แต่ปากก็กล่าวขอบคุณต้าฟูเหริน

หลี่ฉางซีไม่ใช่คนโง่เง่าแต่ก็ไม่ได้ฉลาดเป็นกรด    ปัญญาระดับนี้ของนางเป็นที่ชื่นชอบของต้าฟูเหริน   นางต้องการให้หลี่ฉางซีเชื่อฟังคำสั่งนาง   ปั่นหัวหลี่ฉางซีทำได้ไม่ยากเพื่อที่จะให้นางเป็นคนลงน้ำลุยไฟไปจัดการงานสกปรกให้นาง    ทำเช่นนี้,   ตัวนางและฉางเล่อก็แค่นั่งดูอยู่ข้างๆ  ไม่ต้องลงมือเองให้เปรอะเปื้อน

หลังจากสนทนาวางแผนการณ์กันอีกชั่วครู่   หลี่ฉางซีก็ลากลับไป

“ท่านแม่ ท่านใจกว้างกับนางเกินไป”   หลี่ฉางเล่อเปรยขึ้นมา   ดวงตายังคงมองตามเงาหลังของหลี่ฉางซี   “หากท่านปฎิบัติกับนางเช่นนี้   ข้าเกรงว่าต่อไปนางจะไม่เชื่อฟังและอวดดี”

“เด็กโง่,  แบบนั้นแหละที่มารดาต้องการให้เป็น”    ต้าฟูเหรินหัวเราะเสียงเย็น   “มองอีกมุม,  สะใภ้ท่านรองที่ใจคับแคบ   เจ้าห้าที่เจ้าเล่ห์  และสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด   ก็คือเจ้าสี่ที่ดูธรรมดา    เป็นเช่นนี้ได้ล้วนแต่จะส่งเสริมเจ้า”

หลี่ฉางเล่อเข้าใจถึงความหมายซ่อนเร้นของคำพูดของมารดานาง   นางจึงยิ้มให้มารดาอย่างอ่อนโยน   แล้วนั่งลงติดกับต้าฟูเหริน   “ท่านแม่,  ยังขาดน้องสามที่เฉลียวฉลาดไปอีกคนหรือไม่?”

ต้าฟูเหรินยิ้มมุมปาก   “เหว่ยหยางไม่ใช่คนโง่เขลาแน่นอน   แต่อีกไม่นาน,  นางจะต้องพลาด”

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเหว่ยหยางได้ประจักษ์ต่อสายตาเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)แล้ว บรรดาเสื้อผ้าอาภรณ์ได้ถูกส่งมาให้เหว่ยหยางเกือบจะทันทีทันใด    ไม่มีการล่าช้าไปแม้แต่วันเดียว    มีเสื้อผ้าอาภรณ์สำหรับผลัดเปลี่ยนครบครันทุกฤดูกาล

เหว่ยหยางเลือกสวมใส่อาภรณ์โปร่งเบาเนื้อนุ่มเนียน   เป็นผ้ามีลวดลายบุปผาสีแดงและสีเงินแวววาว   ชั้นนอกเป็นผ้าฝ้ายเนื้อหนาอบอุ่นใช้กันหนาวได้ดีสำหรับใส่ในฤดูเหมันต์   สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแผนการของนางประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

หลี่เหว่ยหยางกำลังนั่งอยู่ภายในห้องนอนของนาง    นางกำลังนั่งจิบชาและกำลังนึกว่าจะทำอย่างไรกับเงินที่เหลาฟูเหรินมอบให้นางเป็นของขวัญดี

ฮวาเหมยทำท่ารีบร้อนเข้ามาจากข้างนอก   ในมือมีรองเท้าปักลายสวยงามคู่หนึ่ง   “คุณหนูสาม,  ข้าสังเกตเห็นว่ารองเท้าของท่านขาดแล้ว   และข้าไปเห็นรองเท้าของคุณหนูใหญ่มีลวดลายปักงดงามเป็นตัวหงส์ดังนั้นข้าก็เลยทำขึ้นมาให้ท่านด้วย!   คุณหนู,  ท่านลองชมดู ท่านชอบหรือไม่?”

หลี่เหว่ยหยางมองปราดๆไปที่รองเท้าคู่นั้น   ตัวรองเท้าเป็นสีแดงสดขึ้นด้ายปักลายเป็นหงส์ทองสยายปีก   ฝีเข็มแต่ละครั้งขึ้นลงประณีต   เห็นได้ชัดว่าต้องใช้ความอุตสาหะและเวลามากมายไปในการทำมากแค่ไหน

ฮวาเหมยจับสีหน้าของเหว่ยหยางอย่างระมัดระวังแล้วพูดซ้ำอีกว่า   “คุณหนู ท่านชอบหรือไม่?”

หลี่เหว่ยหยางรับรองเท้ามาลองใส่ต่อหน้าฮวาเหมย   นางยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้า   ท่าทีเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาที่กำลังตื่นเต้นกับเครื่องแต่งตัวสวยงามชิ้นใหม่ที่ถูกใจ

ฮวาเหมยลอบโล่งใจ   ตอนที่นางก้มลงไปขยับสวมรองเท้าให้หลี่เหว่ยหยาง   นางทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจตอนที่พูดออกมาว่า   “เดี๋ยวนี้,  ใครๆก็พูดถึงคุณหนูสามว่าสวยงามสง่าแค่ไหน หากเอาไปเปรียบเทียวกับคุณหนูสี่กับคุณหนูห้าแล้ว   ท่านสวยงามกว่ามาก!

ตระหนักดีว่าต้องละคุณหนูใหญ่ไว้ผู้หนึ่ง   เพราะใครๆก็ทราบดีว่าคุณหนูใหญ่งดงามไม่ต่างจากเทพธิดา   แล้วเด็กสาวตรงหน้านี้ก็ไม่ใช่คนเบาปัญญา   หลี่เหว่ยหยางทำเป็นไม่ใส่ใจคำยกย่องของฮวาเหมย   แต่หันมาสนใจพิจารณารองเท้าแทน

“นูปี้เพิ่งมาใหม่แต่ก็ได้ยินพวกสาวใช้รุ่นใหญ่เขาพูดกันว่า   คุณหนูสามเป็นบุตรีเกิดจากฉีอี้เหนียง   สมัยสาวๆฉีอี้เหนียงก็งดงามมาก!”   ฮวาเหมยทำทีอดไม่ได้   ยังพูดจ้อต่อไป

อยู่ๆ หลี่เหว่ยหยางก็เงยหน้าขึ้นจ้องฮวาเหมย   พอเหว่ยหยางจ้องมองนางตรงๆ   ก็อดทำให้ฮวาเหมยบังเกิดความวิตกจนต้องก้มหน้าต่ำ   แล้วเริ่มตบที่ใบหน้าตนเองแล้วพูดว่า   “นูปี้ผิดไปแล้ว นูปี้พูดมากไป!

คาดไม่ถึง,  เหว่ยหยางหัวเราะคิกคักออกมาแล้วพูดว่า   “ฮวาเหมย,  รองเท้าคู่นี้สวยจริงๆ!

เห็นว่าเหว่ยหยางไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง   ฮวาเหมยคลายใจแล้วพูดต่อว่า   “ดีที่คุณหนูสามถูกใจ   เฮ้อ, คุณหนูท่านต้องอยู่เพียงลำพังไม่มีมารดาแท้ๆอยู่ข้างๆ ไม่เหมือนคุณหนูสี่กับคุณหนูห้า   คุณหนูทั้งสองมีสี่อี้เหนียงคอยดูแลพวกนางอยู่ใกล้ๆ   อย่างน้อยแม่ลูกก็ได้เห็นหน้า  มีความสุขด้วยกันทุกวัน”

หลี่เหว่ยหยางกระพริบตาแล้วพูดเจาะจงลงไปว่า   “ฮวาเหมย เจ้าคิดจะพูดอะไร?”

ฮวาเหมยไวต่อการอ่านสีหน้าค่าตาของคนอยู่แล้ว   “นูปี้ได้ยินผู้อื่นพูดว่า    สองวันมานี้,  อาการป่วยฉีอี้เหนียงกำเริบ   เป็นมากขึ้นกว่าเดิม”

ได้ยินฮวาเหมยพูดถึงฉีอี้เหนียงเช่นนั้น   เหว่ยหยางแตะจี้หยกที่นางสวมใส่ไว้ใต้อาภรณ์โดยไม่รู้ตัว   ยามที่นางต้องเดินทางกลับจากผิงเฉิงมา   ตระกูลหลี่สายผิงเฉิงได้คืนแผ่นหยกนี้ให้นาง   จี้หยกนี้เป็นของที่ระลึกที่มารดาผู้ให้กำเนิดมอบให้แก่นาง

ฉีอี้เหนียง หรือที่รู้จักกันว่า Tan shi,  แต่เดิมเป็นสาวใช้ข้างกายต้าฟูเหรินมีหน้าที่ยกน้ำล้างเท้า   ครั้งหนึ่ง,  หลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี) ดื่มเหล้าจนเมามาย   เขาทำ Tan shi (ฉีอี้เหนียง) ตั้งท้องหลี่เหว่ยหยาง   ซึ่งต่อมานางก็เกิดในเดือนสองแล้วก็ถูกขับไล่ให้ออกไปนอกจวน   เพื่อแสดงออกว่าเป็นคนใจการุณย์,  ต้าฟูเหรินยอมให้ยก Tan shi ขึ้นเป็น อี้เหนียง (อนุ)   ในจวนเสนาบดี,  อี้เหนียงแต่ละนางล้วนถ้าไม่มีภูมิหลังเหมาะสม   ก็ต้องมีความงดงามหรือไม่ก็ต้องสามารถให้กำเนิดบุตร    ทุกนางก็จะได้รับการนับถือยกย่อง    พวกนางแต่ละคนสามารถใช้จุดแข็งเหล่านี้เพื่อยกระดับฐานะในจวนได้   ยกเว้นก็แต่ฉีอี้เหนียง    นางไม่มีชาติตระกูลที่ดีซ้ำยังให้กำเนิดบุตรีกาลกิณีที่เกิดมาในเดือนสองอีก    ดังนั้น,  นางจึงทำให้หลี่เสี่ยวหลานโมโห    เมื่ออดีตชาติที่แล้ว,  ฉีอี้เหนียงได้ตายจากไปด้วยอาการเจ็บไข้ก่อนที่หลี่เหว่ยหยางจะกลับมายังจวนครึ่งปี    แต่อย่างไรก็ดี,  ในชาตินี้,  เหว่ยหยางได้กลับมายังจวนก่อนเวลาเดิมหนึ่งปี    ฉีอี้เหนียงจึงยังมีชีวิตอยู่

ช่วงเวลาเป็นเดือนที่ผ่านมา,  หลี่เหว่ยหยางพยายามสืบข่าวฉีอี้เหนียง   แต่ข่าวที่นางพอจะหามาได้คือ  ฉีอี้เหนียงไม่เป็นที่โปรดปรานของหลี่เสี่ยวหลาน,  ไม่มีฐานะหรือหน้าตาใด มีร่างกายอ่อนแอ    ถูกต้าฟูเหรินส่งตัวให้ไปอยู่ส่วนหนานหยวนที่ทิ้งร้าง

หนานหยวนนั้นอยู่ห่างไกล   ส่วนนี้จะถูกกั้นแบ่งแยกจากส่วนด้านหน้า   มีเนื้อที่ติดๆกับพวกเรือนนอนของบรรดาผู้รับใช้ไปทางขวา

ไม่เพียงฉีอี้เหนียงจะเป็นคนที่ขัดสนเงินทองที่สุดในบรรดาทั้งหมด   แต่นางก็มักจะเป็นผู้ที่ใครต่อใครสามารถเหยียบย่ำขึ้นไปได้   ความคิดนี้ทำให้เหว่ยหยางรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทงลงในใจ   แต่เมื่อฮวาเหมย,  คนของต้าฟูเหรินพูดถึงฉีอี้เหนียงขึ้นมา   เปิดช่องมาให้แล้ว   นางก็จะคว้าไว้


เหว่ยหยางหัวเราะในใจ   แต่ภายนอก,  นางใช้สายตาจ้องนิ่งไปที่ฮวาเหมย   ในเมื่อพวกนั้นเปิดฉากออกมาแล้ว   ตัวนางก็ไม่สามารถทำนั่งนิ่งต่อไปได้   แต่ก็ยังไม่แน่ว่านางจะเป็นผู้พ่ายแพ้ในกลหมากครั้งนี้สักหน่อย


.............................................
จบบท

1 ความคิดเห็น: