งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 15 ใส่ร้าย (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

ยามที่ต้าฟูเหรินกลับมาถึง ฟูอันหยวน (เรือนพำนัก) ของนาง   นางนั่งใช้ความคิดจิบชาเงียบๆ

“หลี่เหว่ยหยางนังอวดดี!   คิดผยอง!   กล้าดีอย่างไงถึงคิดจะแข็งข้อกับท่านแม่ใหญ่?”   หลี่ฉางซีบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ

ต้าฟูเหรินมองไปยังหลี่ฉางซี   ที่มุมปากยกยิ้มเล็กๆแต่มิได้กล่าวอะไรออกมา

“น้องห้า เจ้าพูดถึงน้องสามเช่นนั้นได้อย่างไร?    ไม่ให้ความเคารพนางเสียเลย”   หลี่ฉางเล่อมุ่นหัวคิ้ว   ถึงแม้ในใจของนางจะคิดว่าน่าจะสั่งสอนบทเรียนให้หลี่เหว่ยหยางจำขึ้นใจ แต่ต่อหน้าผู้อื่น,  นางยังคงรักษากิริยาให้สมกับเป็นคุณหนูใหญ่ผู้เมตตาและอารีต่อไป

หลี่ฉางซีทำเสียงฮึออกทางจมูกอย่างไม่เก็บกิริยา   นางกล่าวต่อว่า   “พี่ใหญ่,  ไม่ใช่ท่านแม่ใหญ่ให้ท่านดูภูมิหลังของนาง?   เห็นว่านางทำอะไรก็ไม่เป็น   ศาสตร์ทั้งสี่ก็ไม่ได้ร่ำเรียน   แต่ดูนางตอนนี้ซิ,  ไม่เพียงจะเชี่ยวชาญแต่นางไม่ใช่เอาแต่หงอ   หรือเกรงกลัวเลย   ไม่เห็นจะตรงกับที่ส่งคนไปสืบเลย”

ต้าฟูเหรินทำตาดุไปที่ฉางซี   แล้วกล่าวว่า   “ฉางซี เจ้าคิดอย่างไรเล่า?”

ฉางซีมองกลับมายังต้าฟูเหรินแล้วพูดเสียงอ่อนว่า   “ท่านแม่ใหญ่,  ความคิดของข้าคือ...น่าจะถึงเวลาใช้สาวใช้ที่พวกเราส่งไปสอดแนมนางแล้ว”

ต้าฟูเหรินนิ่งคิดแล้วหัวเราะร่า   “เจ้าพูดถูก”

สายตาของฉางซีเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม   “ตอนนี้,  นางได้เหลาฟูเหริน (ท่านย่า, แม่ของเสนาบดี) ช่วยหนุน   แต่ถ้าหากคนที่นางทำให้โมโหครั้งนี้เป็นตัวท่านพ่อเองล่ะ?   ใครๆก็รู้อยู่แก่ใจไม่ลืมว่านางเป็นตัวซวยที่เกิดเดือนสอง   ถ้าหากว่า....”    นางทิ้งท้ายประโยค   สายตาจ้องแน่วแน่ไปที่ต้าฟูเหรินพร้อมกับรอยยิ้มมีเลศนัยบนใบหน้า

“เจ้านับว่าฉลาดไม่เลว”    รอยยิ้มของต้าฟูเหรินกดลึก   “แผนการนี่นับได้ว่าไม่เลว”

หลี่ฉางซีพอใจที่ได้รับคำชมจนถึงกับถลาเข้าไปข้างกายต้าฟูเหริน   “ท่านแม่ใหญ่,  วันนี้ท่านให้กำไลข้อมือนางไป!

ต้าฟูเหรินยิ้มในหน้าพลางหันไปสั่งสาวใช้หลินให้ไปนำ   เข็มกลัดหงส์คู่ที่ทำจากหยกเนื้อดี นางรับมามอบให้หลี่ฉางซี   “อันหนึ่งให้เจ้า,   อีกอันฝากให้พี่สี่ของเจ้า”

พี่สี่ทำอะไรถึงได้รางวัล?   เปล่า...นางไม่ได้ทำอะไร!   หลี่ฉางซีรู้สึกรำคาญพี่สาวร่วมมารดาเดียวกันผู้นี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว   นางตัดสินใจว่านางจะเก็บเข็มกลัดทั้งคู่ไว้เอง   แต่ปากก็กล่าวขอบคุณต้าฟูเหริน

หลี่ฉางซีไม่ใช่คนโง่เง่าแต่ก็ไม่ได้ฉลาดเป็นกรด    ปัญญาระดับนี้ของนางเป็นที่ชื่นชอบของต้าฟูเหริน   นางต้องการให้หลี่ฉางซีเชื่อฟังคำสั่งนาง   ปั่นหัวหลี่ฉางซีทำได้ไม่ยากเพื่อที่จะให้นางเป็นคนลงน้ำลุยไฟไปจัดการงานสกปรกให้นาง    ทำเช่นนี้,   ตัวนางและฉางเล่อก็แค่นั่งดูอยู่ข้างๆ  ไม่ต้องลงมือเองให้เปรอะเปื้อน

หลังจากสนทนาวางแผนการณ์กันอีกชั่วครู่   หลี่ฉางซีก็ลากลับไป

“ท่านแม่ ท่านใจกว้างกับนางเกินไป”   หลี่ฉางเล่อเปรยขึ้นมา   ดวงตายังคงมองตามเงาหลังของหลี่ฉางซี   “หากท่านปฎิบัติกับนางเช่นนี้   ข้าเกรงว่าต่อไปนางจะไม่เชื่อฟังและอวดดี”

“เด็กโง่,  แบบนั้นแหละที่มารดาต้องการให้เป็น”    ต้าฟูเหรินหัวเราะเสียงเย็น   “มองอีกมุม,  สะใภ้ท่านรองที่ใจคับแคบ   เจ้าห้าที่เจ้าเล่ห์  และสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด   ก็คือเจ้าสี่ที่ดูธรรมดา    เป็นเช่นนี้ได้ล้วนแต่จะส่งเสริมเจ้า”

หลี่ฉางเล่อเข้าใจถึงความหมายซ่อนเร้นของคำพูดของมารดานาง   นางจึงยิ้มให้มารดาอย่างอ่อนโยน   แล้วนั่งลงติดกับต้าฟูเหริน   “ท่านแม่,  ยังขาดน้องสามที่เฉลียวฉลาดไปอีกคนหรือไม่?”

ต้าฟูเหรินยิ้มมุมปาก   “เหว่ยหยางไม่ใช่คนโง่เขลาแน่นอน   แต่อีกไม่นาน,  นางจะต้องพลาด”

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเหว่ยหยางได้ประจักษ์ต่อสายตาเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)แล้ว บรรดาเสื้อผ้าอาภรณ์ได้ถูกส่งมาให้เหว่ยหยางเกือบจะทันทีทันใด    ไม่มีการล่าช้าไปแม้แต่วันเดียว    มีเสื้อผ้าอาภรณ์สำหรับผลัดเปลี่ยนครบครันทุกฤดูกาล

เหว่ยหยางเลือกสวมใส่อาภรณ์โปร่งเบาเนื้อนุ่มเนียน   เป็นผ้ามีลวดลายบุปผาสีแดงและสีเงินแวววาว   ชั้นนอกเป็นผ้าฝ้ายเนื้อหนาอบอุ่นใช้กันหนาวได้ดีสำหรับใส่ในฤดูเหมันต์   สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแผนการของนางประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

หลี่เหว่ยหยางกำลังนั่งอยู่ภายในห้องนอนของนาง    นางกำลังนั่งจิบชาและกำลังนึกว่าจะทำอย่างไรกับเงินที่เหลาฟูเหรินมอบให้นางเป็นของขวัญดี

ฮวาเหมยทำท่ารีบร้อนเข้ามาจากข้างนอก   ในมือมีรองเท้าปักลายสวยงามคู่หนึ่ง   “คุณหนูสาม,  ข้าสังเกตเห็นว่ารองเท้าของท่านขาดแล้ว   และข้าไปเห็นรองเท้าของคุณหนูใหญ่มีลวดลายปักงดงามเป็นตัวหงส์ดังนั้นข้าก็เลยทำขึ้นมาให้ท่านด้วย!   คุณหนู,  ท่านลองชมดู ท่านชอบหรือไม่?”

หลี่เหว่ยหยางมองปราดๆไปที่รองเท้าคู่นั้น   ตัวรองเท้าเป็นสีแดงสดขึ้นด้ายปักลายเป็นหงส์ทองสยายปีก   ฝีเข็มแต่ละครั้งขึ้นลงประณีต   เห็นได้ชัดว่าต้องใช้ความอุตสาหะและเวลามากมายไปในการทำมากแค่ไหน

ฮวาเหมยจับสีหน้าของเหว่ยหยางอย่างระมัดระวังแล้วพูดซ้ำอีกว่า   “คุณหนู ท่านชอบหรือไม่?”

หลี่เหว่ยหยางรับรองเท้ามาลองใส่ต่อหน้าฮวาเหมย   นางยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้า   ท่าทีเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาที่กำลังตื่นเต้นกับเครื่องแต่งตัวสวยงามชิ้นใหม่ที่ถูกใจ

ฮวาเหมยลอบโล่งใจ   ตอนที่นางก้มลงไปขยับสวมรองเท้าให้หลี่เหว่ยหยาง   นางทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจตอนที่พูดออกมาว่า   “เดี๋ยวนี้,  ใครๆก็พูดถึงคุณหนูสามว่าสวยงามสง่าแค่ไหน หากเอาไปเปรียบเทียวกับคุณหนูสี่กับคุณหนูห้าแล้ว   ท่านสวยงามกว่ามาก!

ตระหนักดีว่าต้องละคุณหนูใหญ่ไว้ผู้หนึ่ง   เพราะใครๆก็ทราบดีว่าคุณหนูใหญ่งดงามไม่ต่างจากเทพธิดา   แล้วเด็กสาวตรงหน้านี้ก็ไม่ใช่คนเบาปัญญา   หลี่เหว่ยหยางทำเป็นไม่ใส่ใจคำยกย่องของฮวาเหมย   แต่หันมาสนใจพิจารณารองเท้าแทน

“นูปี้เพิ่งมาใหม่แต่ก็ได้ยินพวกสาวใช้รุ่นใหญ่เขาพูดกันว่า   คุณหนูสามเป็นบุตรีเกิดจากฉีอี้เหนียง   สมัยสาวๆฉีอี้เหนียงก็งดงามมาก!”   ฮวาเหมยทำทีอดไม่ได้   ยังพูดจ้อต่อไป

อยู่ๆ หลี่เหว่ยหยางก็เงยหน้าขึ้นจ้องฮวาเหมย   พอเหว่ยหยางจ้องมองนางตรงๆ   ก็อดทำให้ฮวาเหมยบังเกิดความวิตกจนต้องก้มหน้าต่ำ   แล้วเริ่มตบที่ใบหน้าตนเองแล้วพูดว่า   “นูปี้ผิดไปแล้ว นูปี้พูดมากไป!

คาดไม่ถึง,  เหว่ยหยางหัวเราะคิกคักออกมาแล้วพูดว่า   “ฮวาเหมย,  รองเท้าคู่นี้สวยจริงๆ!

เห็นว่าเหว่ยหยางไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง   ฮวาเหมยคลายใจแล้วพูดต่อว่า   “ดีที่คุณหนูสามถูกใจ   เฮ้อ, คุณหนูท่านต้องอยู่เพียงลำพังไม่มีมารดาแท้ๆอยู่ข้างๆ ไม่เหมือนคุณหนูสี่กับคุณหนูห้า   คุณหนูทั้งสองมีสี่อี้เหนียงคอยดูแลพวกนางอยู่ใกล้ๆ   อย่างน้อยแม่ลูกก็ได้เห็นหน้า  มีความสุขด้วยกันทุกวัน”

หลี่เหว่ยหยางกระพริบตาแล้วพูดเจาะจงลงไปว่า   “ฮวาเหมย เจ้าคิดจะพูดอะไร?”

ฮวาเหมยไวต่อการอ่านสีหน้าค่าตาของคนอยู่แล้ว   “นูปี้ได้ยินผู้อื่นพูดว่า    สองวันมานี้,  อาการป่วยฉีอี้เหนียงกำเริบ   เป็นมากขึ้นกว่าเดิม”

ได้ยินฮวาเหมยพูดถึงฉีอี้เหนียงเช่นนั้น   เหว่ยหยางแตะจี้หยกที่นางสวมใส่ไว้ใต้อาภรณ์โดยไม่รู้ตัว   ยามที่นางต้องเดินทางกลับจากผิงเฉิงมา   ตระกูลหลี่สายผิงเฉิงได้คืนแผ่นหยกนี้ให้นาง   จี้หยกนี้เป็นของที่ระลึกที่มารดาผู้ให้กำเนิดมอบให้แก่นาง

ฉีอี้เหนียง หรือที่รู้จักกันว่า Tan shi,  แต่เดิมเป็นสาวใช้ข้างกายต้าฟูเหรินมีหน้าที่ยกน้ำล้างเท้า   ครั้งหนึ่ง,  หลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี) ดื่มเหล้าจนเมามาย   เขาทำ Tan shi (ฉีอี้เหนียง) ตั้งท้องหลี่เหว่ยหยาง   ซึ่งต่อมานางก็เกิดในเดือนสองแล้วก็ถูกขับไล่ให้ออกไปนอกจวน   เพื่อแสดงออกว่าเป็นคนใจการุณย์,  ต้าฟูเหรินยอมให้ยก Tan shi ขึ้นเป็น อี้เหนียง (อนุ)   ในจวนเสนาบดี,  อี้เหนียงแต่ละนางล้วนถ้าไม่มีภูมิหลังเหมาะสม   ก็ต้องมีความงดงามหรือไม่ก็ต้องสามารถให้กำเนิดบุตร    ทุกนางก็จะได้รับการนับถือยกย่อง    พวกนางแต่ละคนสามารถใช้จุดแข็งเหล่านี้เพื่อยกระดับฐานะในจวนได้   ยกเว้นก็แต่ฉีอี้เหนียง    นางไม่มีชาติตระกูลที่ดีซ้ำยังให้กำเนิดบุตรีกาลกิณีที่เกิดมาในเดือนสองอีก    ดังนั้น,  นางจึงทำให้หลี่เสี่ยวหลานโมโห    เมื่ออดีตชาติที่แล้ว,  ฉีอี้เหนียงได้ตายจากไปด้วยอาการเจ็บไข้ก่อนที่หลี่เหว่ยหยางจะกลับมายังจวนครึ่งปี    แต่อย่างไรก็ดี,  ในชาตินี้,  เหว่ยหยางได้กลับมายังจวนก่อนเวลาเดิมหนึ่งปี    ฉีอี้เหนียงจึงยังมีชีวิตอยู่

ช่วงเวลาเป็นเดือนที่ผ่านมา,  หลี่เหว่ยหยางพยายามสืบข่าวฉีอี้เหนียง   แต่ข่าวที่นางพอจะหามาได้คือ  ฉีอี้เหนียงไม่เป็นที่โปรดปรานของหลี่เสี่ยวหลาน,  ไม่มีฐานะหรือหน้าตาใด มีร่างกายอ่อนแอ    ถูกต้าฟูเหรินส่งตัวให้ไปอยู่ส่วนหนานหยวนที่ทิ้งร้าง

หนานหยวนนั้นอยู่ห่างไกล   ส่วนนี้จะถูกกั้นแบ่งแยกจากส่วนด้านหน้า   มีเนื้อที่ติดๆกับพวกเรือนนอนของบรรดาผู้รับใช้ไปทางขวา

ไม่เพียงฉีอี้เหนียงจะเป็นคนที่ขัดสนเงินทองที่สุดในบรรดาทั้งหมด   แต่นางก็มักจะเป็นผู้ที่ใครต่อใครสามารถเหยียบย่ำขึ้นไปได้   ความคิดนี้ทำให้เหว่ยหยางรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทงลงในใจ   แต่เมื่อฮวาเหมย,  คนของต้าฟูเหรินพูดถึงฉีอี้เหนียงขึ้นมา   เปิดช่องมาให้แล้ว   นางก็จะคว้าไว้


เหว่ยหยางหัวเราะในใจ   แต่ภายนอก,  นางใช้สายตาจ้องนิ่งไปที่ฮวาเหมย   ในเมื่อพวกนั้นเปิดฉากออกมาแล้ว   ตัวนางก็ไม่สามารถทำนั่งนิ่งต่อไปได้   แต่ก็ยังไม่แน่ว่านางจะเป็นผู้พ่ายแพ้ในกลหมากครั้งนี้สักหน่อย


.............................................
จบบท

1 ความคิดเห็น: