วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 16 ข้าก็แค่...พูดเล่น

ดวงตาของชายหนุ่มยิ่งดำเข้มขณะยึดข้อมือดรุณีน้อยไว้มั่น     “พลังวัตร...เจ้าก็ไม่มี    จะเอาอะไรมางัดกับข้า”

เนื้อนางนั้นอุ่นละไมทั้งยังอ่อนนุ่ม     แม้ว่าจะมีเนื้อผ้ากางกั้นไว้หลายชั้น     แต่เขาก็ยังคงรู้สึกได้ถึงผิวเนียนละเอียดและหยุ่นมือจนมิอาจตัดใจปล่อยมือละจากนางไป

ด้วยว่าโอวหยางเส่าเฉินเป็นผู้ฝึกยุทธ์    มีพลังวัตรที่เข้มแข็ง     ส่วนนางนั้นร่างกายเปราะบางด้วยเจ็บป่วยเรื้อรังมายาวนาน     ทำยังไงก็ยากจะต่อกรกับเขาได้     แต่ใครว่านางคิดจะสู้กับเขาตรงๆ...นางคิดจะหนีต่างหากล่ะ

มู่หรงเสวี่ยยิ้มเจ้าเล่ห์     ลำแขนบอบบางก็บิดหักหมุนด้วยท่าทางสุดพิศดารแต่กลับสามารถทลายกำแพงที่เกิดจากร่างกายแกร่งของชายหนุ่มที่กอดเกี่ยวนางไว้...ให้ผละหลุด     จากนั้นก็ตวัดเท้าเตะหินบนพื้นเข้าใส่เขา

กระบวนท่าต่อไปของนางคือรีบจรลีหนีอย่างเดียว     ฝีมือโอวหยางเส่าเฉินสูงส่งเกินไป ฝีมือของนางในตอนนี้มิเพียงพอที่จะสู้กับเขา     จึงควรหนีเอาตัวรอดไว้ก่อน

โอวหยางเส่าเฉินเบี่ยงตัวหลบหินที่แม่นางน้อยจงใจเตะกลับมาให้เขา     ต้นไม้ใบหญ้าตามเส้นทางที่นางถลันออกวิ่งล้วนถูกเหยียบย่ำแบนแต็ดแต๋     ชายหนุ่มได้แต่ยืนนิ่ง ณ  จุดเดิม     เอามือกอดอกมองตามเงาหลังบอบบางแสนจะปราดเปรียวโดยมิคิดติดตาม      เงาร่างที่ห่มอาภรณ์สีขาวขลิบเส้นไหมสีทองนั้นยังคงสูงเด่นคงไว้ซึ่งความสง่าสุขุมคัมภีรภาพเช่นเดิม

นางรู้จักประมาณตนว่ามิอาจต่อกรกับเขาได้     จึงคิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนเป็นคิดแผนสลัดหลุดเขาแทน     โดยเคลื่อนไหวแบบหนึ่งเพื่อดึงดูดความสนใจเขาไว้ที่จุดหนึ่งก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นพุ่งตัวหลบหนี     นับว่าหัวไว    คิดอ่านได้คล่องแคล่วยิ่งนัก

มีร่องรอยความพึงใจบางๆในดวงตาของชายหนุ่ม      เมื่อเขามองไปยังประกายของวัตถุบางอย่างที่อยู่ท่ามกลางเศษหิน     เขาเดินเข้าไปและก้มกายลงเก็บมันขึ้นมา-เห็นได้อย่างชัดเจนว่า-มันคือปิ่นหยกสีขาวเรียบง่ายอันหนึ่ง     ลวดลายเถากุหลาบบนตัวปิ่นแกะอย่างละเอียดดูปราณีตและมีชีวิตชีวา     ดูเป็นชิ้นงานสั่งทำโดยเฉพาะ     ทั้งยัง....มีกลิ่นหอมของดอกบัวน้อยโชยอ่อนๆออกมา

ดวงตาคมปลาบของโอวหยางเส่าเฉินเป็นประกาย     ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นบางๆยากจะสังเกตเห็น - คุณหนูมู่หรงเสวี่ย,    พวกเราคงมีวาสนาได้พบกันอีกแน่!

พอมู่หรงเสวี่ยหลุดพ้นจากเขตหน้าผานั้นลงมาได้     นางก็ห้อเหยียดเต็มฝีเท้าจนไรเหงื่อผุดท่วมเต็มหว่างคิ้ว      ก่อนที่นางจะยอมชะลอฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองยังเบื้องหลัง     นอกจากนางแล้ว...ก็ไม่มีภูตผีตนใดตามนางออกมาจากป่านั้น     นางหอบหายใจอย่างโล่งใจ - ที่เห็นโอวหยางเส่าเฉินมิได้ติดตามนางมา     ต้องขอบคุณลวดลายสับขาหลอกเป็นยอดดีของนาง!     มิเสียแรงที่อุตส่าห์จดจำไว้ทำมาหากิน

ทั่วทั้งร่างปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมดโดยเฉพาะที่ข้อมือข้างซ้าย     นางเลิกแขนเสื้อขึ้นเพื่อสำรวจ     ไม่ต้องเสียเวลานานเพราะเพียงแค่เลิกก็พบรอยช้ำรูปนิ้วห้านิ้วประทับอยู่ที่ตำแหน่งที่โอวหยางเส่าเฉินรวบกุมไว้     ดวงหน้าเล็กแสนงามของดรุณีน้อยก็พลันพลิกคว่ำ     พูดกัดไรฟันออกมาว่า    “โอวหยางเส่าเฉิน!

เสวี่ยเอ๋อ!”      อยู่ๆก็มีเสียงเรียก,   มู่หรงเสวี่ยปิดแขนเสื้อลงดังเดิมแล้วหันไปตามเสียง     เห็นมู่หรงเยว่กำลังผลุนผลันตรงเข้ามา     เขามาถึงก็กวาดตาสำรวจนางขึ้นๆลงๆ - ในดวงตาสีดำสนิทมีแต่ความกังวลห่วงใย     “เจ้าเป็นอย่างไร,   เจ็บตรงไหนหรือไม่?”

“ข้าไม่เป็นไร!”     มู่หรงเสวี่ยยิ้มแล้วตอบ

ได้ยินเช่นนั้น...มู่หรงเยว่กลับขมวดคิ้วลึก     น้องสาวของเขาขัดขืนองค์ชายจิงมิยอมแต่งให้เขา     พอองค์ชายจิงติดตามจับตัวนางทันก็น่าจะทำให้นางเจ็บจนหลาบจำเพื่อเป็นการสั่งสอน     แต่เหตุไฉนเสวี่ยเอ๋อถึงยังสบายดียิ้มร่าได้อีกล่ะ.....

“เย่วอี้เฉิน....เอ่อ...แล้วเย่วอี้เฉินไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ?”     มองซ้ายมองขวามองหน้ามองหลังครบสี่ทิศแล้ว,    มู่หรงเยว่อดรนทนไม่ไหวจึงออกปากถาม

ถึงแม้ว่าน้องสาวเขาจะออกตัววิ่งนำไปก่อนตั้งไกล     แต่ยังไงนางก็ไม่รู้วรยุทธ์     ดังนั้นเย่วอี้เฉินต้องจับนางทันแน่นอน     แล้วทำไมเขาไม่ปรากฎกายพร้อมนางล่ะ?

“กลิ้งตกหน้าผาไปล่ะ!”     มู่หรงเสวี่ยพูดเสียงดังชัดเจน
หา!”      มู่หรงเย่วอ้าปากค้าง     ชายหนุ่มวรยุทธ์สูงอย่างเย่วอี้เฉินเนี่ยนะ...ตกเขา?

“องค์ชายยย...ตกเขา!   ต้องเป็นเจ้า...เจ้าแน่ๆที่ผลักพระองค์ตกหน้าผา!”      เสียงไร้มารยาทที่สอดแทรกขึ้นมาเป็นน้ำเสียงที่เย็นชา      ชายผู้หนึ่งในชุดเสื้อคลุมสีเขียวพุ่งถลันเข้ามา     ดวงตาจ้องหาเรื่องของเขานั้นคมกริบ     มองมายังที่นางด้วยสายตาอยากจะสับนางเป็นท่อนๆ

องครักษ์ของตำหนักจิงสิบนายติดตามมาเบื้องหลังเขา     ทั้งสิบขณะนี้ได้แยกกันยืนเป็นหนึ่งแถวสองฟากขนาบซ้ายและขวา     พวกเขาทั้งหมดล้วนปล่อยรังสีพิฆาตออกมาจากตัวตน     ทำเอาผู้คนกลัวฉี่แทบราด

มู่หรงเสวี่ยทำเพียงแค่ปรายสายตามองลิ่วล้อผู้นี้     ในความทรงจำของมู่หรงเสวี่ยเจ้าของร่างเดิม    เคยได้พบปะคนผู้นี้อยู่ครั้งสองครั้ง     มันมักติดตามอยู่ข้างกายเย่วอี้เฉิน      “เจ้ามีนามว่าซูเทียนโย่ว, ใช่หรือไม่?    เจ้าช่วยเบิ่งตาให้กว้างๆมองดูให้ดีซิว่า...ข้าที่เป็นสตรีตัวเล็กบอบบางเพียงนี้ เอาอะไรที่ไหนไปทำให้เจ้าคิดได้ว่า     ข้าลงมือผลักเทพสงครามผู้โด่งดังท่านนั้นกลิ้งตกเขา?”

ซูเทียนโย่วหรี่ตาคมใช้ความคิด     ตาก็มองพินิจมู่หรงเสวี่ยไปด้วย     เห็นนางมีรูปร่างบอบบางจนแทบจะโดนลมหอบ     มือน้อยผิวสีงาช้างนั้นก็เล็กบอบบางไม่เหมือนผู้เคยจับอาวุธฝึกวรยุทธ์     สีหน้าสีผิวของดวงหน้านั้นก็เป็นลักษณะของผู้ที่มีโรคประจำตัวและเคยพักฟื้นอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน

“เขาเดินไม่ระวังเอง     จึงพลาดลื่นตกหน้าผาไป!”      เสียงเย็นเรียบของมู่หรงเสวี่ยไม่แสดงให้เห็นพิรุธสักนิด - จริงอยู่ว่าโอวหยางเส่าเฉินใช้ตัวหมากโจมตีเย่วอี้เฉินก่อนหน้านั้น     แต่เย่วอี้เฉินก็พลาดหลบตัวเบี้ยจนกลิ้งตกผาไปเองจริงๆ      ว่ากันตามหลักแล้วนางก็ไม่ได้พูดปดสักหน่อย

“เป็นไปไม่ได้!”     ซูเทียนโย่วขัดขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย     เขามองนางด้วยสายตาที่แทบจะพ่นไฟได้      “วรยุทธ์ขององค์ชายเป็นหนึ่ง ไฉนจะลื่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้.....”

มู่หรงเสวี่ยพูดขึ้นเชิงดูถูกทัศนคติว่า     “องค์ชายของเจ้าถูกขนานนามว่าเทพแห่งสงครามอย่างโง้นอย่างงี้จากชาวบ้านร้านช่อง     เขาใช่เทพเซียนจริงๆซะที่ไหน     หากถอดเครื่องทรง     ชุดเกราะประดามีออกจนเหลือแต่ตัวเปล่าๆ     ก็คนธรรมดาดีๆนี่เอง มีทั้งเลือดมีทั้งเนื้อ     หากจะมีคนธรรมดาสักคนเดินดุ่ยๆแล้วลื่นตกเขา,   ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ?”

ซูเทียนโย่วกระอักกระไอ     พอไม่คิดถึงวรยุทธ์   พรสวรรค์   สถานภาพ     องค์ชายจิงก็ธรรมดาซะยิ่งกว่าธรรมดาก็จริง     “แต่ทว่า.....”

มู่หรงเสวี่ยโบกมือห้ามทำเอาซูเทียนโย่วชะงักคำพูด     นางใช้สายตาแน่วแน่มองตรงมายังเขา      “แทนที่จะมาเสียเวลาถกกับข้าว่าเหตุใดองค์ชายของเจ้าถึงกลิ้งตกหน้าผา  สู้เจ้ารีบเอาคนออกไปติดตาม     ตามหาร่างเขาไม่ดีกว่าหรือ....หากโชคดีน่ะนะ    เฮ้อ....อนิจจัง....สังขารา”

ดวงตาของซูเทียนโย่วแทบจะเทียบเท่ากับน้ำหมึก     จิกสายตาเยือกเย็นใส่นาง     “เจ้าแช่งให้องค์ชายจิงถึงฆาตเช่นนั้นเหรอ?”

“เย่วอี้เฉินจะเป็นหรือตายไม่เกี่ยวกับข้า     ข้าก็แค่เปรยให้เจ้าฟังว่า     หน้าผามันทั้งลึกและน้ำก็ไหลเชี่ยวแค่ไหน     ยากที่คนผู้หนึ่งจะมีชีวิตรอด     หวังดีให้เจ้าทำใจซะแต่เนิ่นๆ     พอเจ้าเจอซาก...เอ้ย ร่างของเขา    เจ้าจะได้ไม่โศกาอาดูรมากเช่นไรกันเล่า”  มู่หรงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

คำพูดฟังมาคล้ายรอบคอบและใส่ใจแต่สำหรับหูของซูเทียนโย่วแล้วเหมือนนางจงใจสาปแช่งองค์ชายซะมากกว่า     ใบหน้าของเขาดำคล้ำด้วยแรงอารมณ์     จ้องนางด้วยสายตาดุร้ายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเน้นก้องออกมาทีละคำ     “ไม่จำเป็นต้องให้คุณหนูมู่หรงมาห่วงใย     องค์ชายของข้าต้องรอดแน่นอน!

มู่หรงเสวี่ยทำสีหน้าไร้เดียงสา     “ความเป็นความตาย     ยากดีมีจนล้วนต้องแล้วแต่เทพยดาให้เป็นไป     เจ้าและข้าล้วนมิใช่ท่านพญายม    ใครจะไปแน่ใจในชะตากรรมของเย่วอี้เฉินได้ว่าจะเป็นหรือจะสิ้นอายุขัยไปแล้วกันแน่!

เจ้า!”     ซูเทียนโย่วสำลักด้วยความโกรธ      เขามองทะลุเห็นความเบิกบานของนางหากองค์ชายต้องสิ้นชื่อที่หน้าผา      ทุกประโยคที่เอ่ยออกมาแฝงนัยยะเน้นๆ ให้องค์ชายจิงตาย     หากนางยังพูดต่อไป    เขาคงต้องกระอักเลือดตายก่อนใครแน่ๆ!

ขอตัว!”      ซูเทียนโย่วสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินเร่งรุดไปที่หน้าผาโดยไม่เสียเวลามองย้อนกลับ     เหล่าองครักษ์ของวังติดตามมาอย่างใกล้ชิด

“ข้าไม่ส่งล่ะนะ!”      มู่หรงเสวี่ยตอบด้วยท่าทีเรื่อยเฉื่อย

พอเห็นพวกเขาเดินห่างออกไปไกลแล้ว     มู่หรงเย่วก็หันมาทางมู่หรงเสวี่ย      ดวงตาของเขามีแววแตกตื่นที่ปิดบังเอาไว้ไม่อยู่      “เสวี่ยเอ๋อ, บอกพี่มา...เย่วอี้เฉินใช่ถูกเจ้าผลักตกหน้าผาไปแล้ว?”

“ย่อมมิใช่!”     มู่หรงเสวี่ยปฎิเสธแข็งขัน     ถ้านางทำจริง,    นางก็กล้ารับ     แต่นี่นางไม่ได้ทำ,   ไหนเลยต้องออกปากรับด้วย

มู่หรงเย่วคลายความกังวลใจลงแต่หัวคิ้วของเขาก็ยังขมวดแน่นมากขึ้นกว่าเดิม     “ถ้าเย่วอี้เฉินตายขึ้นมาล่ะก็......”

“ถ้าเขาตายก็คือเขาตาย     ไม่เห็นต้องทุกข์ร้อนเรื่องใดด้วย?”     มู่หรงเสวี่ยมิได้คิดกังวลมากสักเท่าไหร่      เรียกว่ากรรมตามสนองเขาแล้ว     หากเขาไม่ได้ไล่ตื้อนาง, ลงมือรุนแรงกับนาง     จนไปเหยียบเท้าโอวหยางเส่าเฉินเข้า     เขาก็ไม่ต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าก้นเหวแบบนั้น      ก็นับว่าสาสมดีแล้ว

มู่หรงเย่วถอนหายใจเฮือก      “เจ้าและเย่วอี้เฉินยังคงพันธะหมั้นหมายกันอยู่     หากเย่วอี้เฉินตายไป     คนจะนินทาเอาได้ว่าเจ้าเป็นสตรีดวงกินสามี”

มู่หรงเสวี่ยกลอกตาขึ้นสูง     “ก็ข้าประกาศออกไปแล้วนี่ว่า     ข้าจะถอนหมั้นกับเย่วอี้เฉิน     พระชายาเอกของเขาก็คือองค์หญิงโม่เป่ยโน่น     หากเย่วอี้เฉินตาย     ก็ต้องเป็นดวงของฉินอี้หย่วนต่างหากที่รับประทานเขา”

มู่หรงเย่วส่ายหัว     สายตาของเขาราวกับจะพูดออกมาแต่ปากเขาก็ทำหน้าที่แทน “การถอนหมั้นระหว่างเจ้ากับเย่วอี้เฉินยังไม่ได้ป่าวประกาศอย่างเป็นทางการออกไป การอภิเษกสมรสระหว่างเขากับฉินอี้หย่วนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง     ตอนนี้ถ้าเย่วอี้เฉินตาย คนที่จะถูกตราหน้าว่ามีดวงกินสามีก็คือเจ้าแล้ว...เสวี่ยเอ๋อ”

“กลิ้งตกหน้าผาก็กลิ้งตกไปแล้ว     จะเป็นหรือตาย,   เราก็เข้าไปทำอะไรไม่ได้แล้ว     อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก     กลับจวนกันดีกว่า...นี่ก็เย็นมากแล้ว”

มู่หรงเสวี่ยริมฝีปากยกยิ้ม     แต่เงาดำในดวงตาทวีความดำเข้ม - นางไม่มานั่งห่วงว่าดวงนางกินองค์ชายเถื่อนนั้นหรือไม่     สำคัญที่ตอนนี้,   นางต้องรีบกลับเข้ายังเมืองหลวงอย่างสง่าผ่าเผยซะก่อน     แล้วไม่ว่าเย่วอี้เฉินจะเป็นหรือตาย,   นางมีของขวัญสุดพิเศษที่เขาคาดไม่ถึง...รอมอบให้เขาเชียวล่ะ!

..................................
จบบท

2 ความคิดเห็น:

  1. 5555555 ทำไมยิ่งอ่าน เรายิ่งชอบใจนางเอกนะ รอดูความแสบทรวงของนางที่จะเอาคืน อดีตคู่หมั้น อยู่

    ตอบลบ