งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 16 ไร้ปราณี ไร้จิตใจ (องค์หญิงเหว่ยหยาง)


พอตัดสินใจได้ดังนี้,   หลี่เหว่ยหยางก็แสดงสีหน้าลังเลและวิตกกังวล   นางแสร้งทำตะกุกตะกัก   “ฉี้อี้เหนียง....ฉีอี้เหนียง...เป็นอย่างไร?”

ฮวาเหมยจับความสนใจของเหว่ยหยางได้จึงรีบตอบว่า   “คุณหนูสาม,  อาการป่วยของฉีอี้เหนียงแย่ลงกว่าเดิมตั้งแต่ฤดูหนาวเข้ามา   เกรงว่านางจะไม่รอดปีนี้...”   นางพูดไป   นางก็สังเกตสีหน้าหลี่เหว่ยหยางไปด้วย   ไม่ยอมให้พลาดแม้แต่นิดเดียว


รอยยิ้มก่อนหน้าของหลี่เหว่ยหยางจางหายไปแล้ว   แทนที่ด้วยสีหน้าหม่นหมอง   “ฉีอี้เหนียงเป็นมารดาแท้ๆของข้าแต่ข้าได้แต่มองดูนางป่วยเฉยๆ....”

ฮวาเหมยกล่าวขึ้นมาว่า   “คุณหนูสาม ตอนนี้ท่านสามารถทำได้มากกว่านี้นี่   ท่านน่าจะช่วยฉีอี้เหนียง?   อย่างน้อย,  ท่านก็น่าจะไปเยี่ยมนาง”

หลี่เหว่ยหยางกระพริบตาเหมือนเพิ่งจะนึกออก   “แต่ว่าฉีอี้เหนียงป่วยหนักครั้งนี้   ข้าได้ยินมาว่า   ท่านพ่อมีคำสั่งห้ามมิให้ใครเข้าเยี่ยมเพราะเกรงว่าจะเป็นโรคติดต่อ”

ฮวาเหมยยิ้มแล้วพูดว่า   “คุณหนูสาม ท่านก็ลอบออกไปตอนกลางคืนเยี่ยมนางก็ได้   ข้าจะช่วยดูต้นทางเฝ้าว่ามีใครมา    ถ้ามีใครมา ข้าจะรีบรายงานท่าน   เท่านี้ก็ไม่มีใครรู้แล้ว,  ใช่หรือไม่?”

หลี่เหว่ยหยางยังมีท่าทางไม่แน่ใจ   “หากท่านพ่อรู้ว่าข้าทำผิดกฎ   ท่านต้องโกรธมากแน่ๆ”

ข้าเองก็ไม่มีสิทธิ์จะเกลี้ยกล่อมท่าน   แต่คุณหนูสาม,  ท่านไตร่ตรองให้ดีเถิด   ฉีอี้เหนียงเป็นมารดาแท้ๆของท่านนะ!   ต่อให้นายท่านทราบ   นายท่านก็คงจะไม่ต่อว่าอะไรมากหรอก”    ฮวาเหมยกล่าวต่อ

ฮวาเหมยต้องการชักจูงนางให้ไปเยี่ยมมารดาเพื่อให้นางทำให้ท่านพ่อโกรธเคืองงั้นเรอะ? ไม่มีทาง,   ต้องไม่ใช่แผนธรรมดาแบบนั้นแน่

เหว่ยหยางหัวเราะออกมา   ทำท่าว่านางเข้าใจ   “ฮวาเหมย เจ้าฉลาดมาก!   เดี๋ยวข้าจะลองดูเวลาว่าจะเป็นเมื่อไร   แล้วข้าค่อยบอกเจ้าทีหลัง”    มองฮวาเหมยกลับออกไป   สีหน้าแววตาของหลี่เหว่ยหยางเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง

หลังผ้าม่าน,  ไป่จือค่อยๆปรากฏตัวออกมา   “คุณหนูสาม,  ท่านอย่าได้ตกหลุมพลางนาง!

หลี่เหว่ยหยางมองไปยังไป่จือแล้วถามว่า   “ทำไมหรือ?”

ไป่จือนิ่งไปครู่   แต่นางไม่เห็นท่าทางยุ่งยากใจของคุณหนูแต่อย่างใด   นางจึงกล่าวต่อว่า “คุณหนู อย่าได้โกรธข้าที่ข้ากล่าวออกไปเช่นนั้น   แต่ทุกอย่างที่ฮวาเหมยพูดฟังดูน่าสงสัย”

ดูเหมือนว่าไป่จือผู้นี้ไม่ใช่คนมองอะไรตื้นๆและโง่เขลา   หลี่เหว่ยหยางอมยิ้มแล้วพูดว่า “ความโลภไม่มีขอบเขต   มีคนทนไม่ได้ที่จะเห็นข้าอยู่สุขสบาย”   พูดจบนางก็ขยับเท้าสลัดรองเท้าปักนั่นจนหลุดไปข้างๆ

ไป่จือตะลึง   “คุณหนูสาม ท่านเองก็รู้ตัว    ถ้างั้น,  ท่านยิ่งต้องไม่ไป!

หลี่เหว่ยหยางเคาะนิ้วเป็นจังหวะกับโต๊ะ   นางยิ้มกว้างขวาง   “ผิดแล้ว,  เรายิ่งต้องไปต่างหาก!

บ่ายวันนั้น,  หลี่เหว่ยหยางบอกกับฮวาเหมยว่า   พวกนางจะแอบหลบไปเยี่ยมฉีอี้เนียงสักยามซวี (ทุ่ม-3ทุ่ม)   แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า  พอพระอาทิตย์เริ่มตกดินเมื่อยามโหย่ว (5โมงเย็น-ทุ่มตรง),  หลี่เหว่ยหยางก็นำหน้าไป่จือออกเดินทางอย่างเงียบๆมาทางประตูหลัง

“คุณหนูสาม, ท่านบอกฮวาเหมยว่าเราจะมายามซวีมิใช่หรือ?   ทำไมพวกเราถึง....”

หลี่เหว่ยหยางอมยิ้ม   ดวงตาของนางวาววับ   “หากเรารอจนถึงเวลานั้น,  พวกเราก็เท่ากับก้าวเข้ากับดัก!”   การไปเยี่ยมมารดาแท้ๆของตนนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้   แต่ช่วงเวลาที่ไปหาฉีอี้เหนียงต้องกำหนดให้ดี   ต้าฟูเหรินจะได้ไม่ทันลงมืออะไร   หรือหากเกิดอะไรที่คาดไม่ถึง, นางก็จะยังพอมีเวลาแก้ไขได้ทัน

หลี่เหว่ยหยางและไป่จือเดินไปทางหนานหยวนอย่างเงียบๆและระวังตัว   มิให้ไปเจอเข้ากับผู้ใดระหว่างทาง   หนานหยวนนั้นค่อนข้างห่างไกลและเงียบสงบ   มีแต่พงหญ้าข้างทางสูงราวกับกำแพง   ห้องหับก็มีเพียงแค่สามห้อง   และแทบจะไม่มีสาวใช้ประจำที่หนานหยวน
มีกลิ่นยาสมุนไพรคละคลุ้งหนาทึบบริเวณประตู   หลี่เหว่ยหยางที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเครื่องแบบของสาวใช้ก่อนที่จะลอบออกมารีบก้มหัวต่ำ    เดินตามหลังไป่จือเข้าไป   พอไป่จือเข้ามาในส่วนลานหน้าเรือนพำนัก   นางก็เห็นสาวใช้ผู้หนึ่งออกมาต้อนรับพวกเขา   สาวใช้ผู้นี้สวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีซีดจางมีรอยเปื้อนสกปรกตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง

พอเห็นหน้าไป่จือ,  ดวงตาของสาวใช้ก็เบิกกว้างด้วยความตกใจว่า   “เจ้าคือ....”

ไป่จือยิ้มแล้วหยิบตะกร้าในอ้อมแขนให้สาวใช้ดูข้างใน   “ข้าได้รับคำสั่งจากคุณหนูสามให้นำซุปไก่นี้มามอบให้อี้เหนียง”

สีหน้าของสาวใช้ยิ่งตกใจ    มีผู้หนึ่งมาแล้ว...ไยต้องส่งอีกผู้หนึ่งตามมา?   สาวใช้รีบตอบกลับมาว่า   “พี่สาวทั้งสองท่าน สาวใช้แซ่จ้าวก็บอกว่าคุณหนูสามใช้นางให้มาเยี่ยมอี้เหนียง   ตอนนี้นางกำลังนั่งคุยอยู่ข้างใน!

สาวใช้แซ่จ้าว?   มีสาวใช้นี่ทำงานรับใช้นางด้วยเหรอ?   ลมหายใจของหลี่เหว่ยหยางสะดุดกึก   นางรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างรุนแรง   นางรีบออกวิ่งนำหน้าทั้งสองสาวใช้    เลิกผ้าม่านแล้วก้าวพรวดเข้าไป   ภายในห้อง,  มีเตียงตั้งอยู่เพียงหลังเดียว  และโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลัก กับโต๊ะตัวหนึ่ง   ที่บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้เก่าคร่ำตั้งอยู่ใบหนึ่ง   หน้าต่างถูกงับปิดสนิททำให้บรรยากาศดูมัวซัว

พอนางปรับสายตา ภาพที่นางเห็นตรงหน้าคือ  ภาพที่กระชากหัวใจให้นางหยุดนิ่ง   สาวใช้แซ่จ้าวที่ว่ากำลังป้อนซุปให้กับฟูเหรินผู้หนึ่งที่นอนอยู่บนเตียง   แทบไม่ต้องคิด,  หลี่เหว่ยหยางรีบเข้าไปกระชากถ้วยซุปออกจากมือของสาวใช้แซ่จ้าวผู้นั้น

ซุปหกนองที่พื้น   สาวใช้จ้าวที่ถูกขัดขวางตวาดว่า   “ใครกันบังอาจ....?”

หลี่เหว่ยหยางสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก   “สาวใช้จ้าว,  ตาเจ้าบอดไปแล้วหรือ...จึงจำข้าไม่ได้?”

พอมองออกว่าคนตรงหน้าเป็นใคร,  สาวใช้จ้าวก็ตกใจ   ฮวาเหมยบอกว่าคุณหนูสามจะมาในยามถัดจากนี้มิใช่หรือ?   ทำไมนางถึงมาอยู่นี่เวลานี้ล่ะ?

“ใครใช้ให้เจ้าป้อนซุปให้ฉีอี้เหนียง?”    เสียงของหลี่เหว่ยหยางแข็งกระด้างและราบเรียบ   ฟังไม่เหมือนน้ำเสียงของคุณหนูวัยเพียงสิบสามที่ยังไม่ได้ปักปิ่น

สาวใช้จ้าวถูกทำให้ตะลึงงันกับกิริยาแสดงออกของคุณหนูถึงกับอ้ำอึ้งติดขัดว่า   “คือว่า....คือว่า.....”

“เหว่ยหยาง?   เจ้าใช่เหว่ยหยางจริงๆ?”   ฟูเหรินที่นอนตัวแข็งอยู่บนเตียงก่อนหน้า   เมื่อหายจากอาการตกตะลึงแล้วก็เอื้อมมือมายังมือของเหว่ยหยาง

ฉีอี้เหนียงเป็นสตรีบอบบางโดยแท้   แม้ว่าตอนนี้นางยังค่อนข้างสาว   แต่ใบหน้าของนางแลดูทั้งป่วยและมีอายุ    นางไม่ใช่คนมีเนื้อสักเท่าไร   เท่าที่เห็นก็ผอมจนกำไลหยกที่อยู่บนข้อมือหลวมโพลกใกล้จะหลุดไม่จังหวะใดก็จังหวะหนึ่ง

เป็นครั้งแรกที่หลี่เหว่ยหยางพบหน้ามารดาบังเกิดเกล้า   ดวงตาของนางพลันแดงก่ำขึ้นมาเอง   โดยไม่ตอบคำถามของฉีอี้เหนียง นางก็รีบกระพริบตาเพื่อไล่น้ำตาสองสามที   ก่อนที่จะชี้นิ้วไปที่พื้นพูดต่อว่า   “สาวใช้จ้าว,  ใครบงการให้เจ้าเอาของอย่างนี้มาฆาตกรรมแม่ข้า?”

สาวใช้จ้าวกำลังจะเอ่ยคำโกหกแต่ทันเห็นเสียก่อนว่ามีมดหลายตัวนอนตายเกลื่อนที่พื้นตรงบริเวณที่ซุปหกไปโดน   แน่แท้แล้วว่า,  การตายของพวกมันเกี่ยวข้องกับซุป    ไม่มีประโยชน์ที่นางจะปฎิเสธ   นางจึงหมุนตัวคิดจะวิ่งหนีไปที่ประตู

ด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างที่ตวาดออกไป,   หลี่เหว่ยหยางออกคำสั่งลั่น   “เจ้าสองคน...ช่วยกันจับนางไว้!

ไป่จือและสาวใช้อีกนางสบตากันแล้วโผเข้าตะครุบฉุดลากสาวใช้จ้าวผู้นั้นทันที   คนหนึ่งจับขวา   คนหนึ่งจับซ้าย   สาวใช้แซ่จ้าวดิ้นรนไม่ยินยอม   ตอนนั้นเอง,  หลี่เหว่ยหยางก็สืบเท้าเข้าใกล้แล้วตวัดมือตบหน้านางอย่างแรงดัง เพี้ยะ ดังไปทั้งห้อง

“นี่สำหรับที่คิดฆาตกรรมฉีอี้เหนียง!

สาวใช้แซ่จ้าวนั้นทั้งโกรธและเจ็บ   นางร้องโวยวายลั่น   “คุณหนูสาม,  ข้าถูกต้าฟูเหรินส่งมา! ท่านจะมาตบข้าไม่ได้นะ!

ข้าไม่เพียงจะตบเจ้า!   ข้าจะเอาชีวิตเจ้าด้วย!   พริบตาเดียว หลี่เหว่ยหยางก็ตัดสินใจคว้าแจกันที่ตั้งอยู่บนโต๊ะยกขึ้นสูงเหนือศีรษะของสาวใช้จ้าว   สาวใช้จ้าวผู้นั้นจ้องที่แจกันตาเหลือกลาน    แม้ว่าแขนของเหว่ยหยางขณะนี้ยกขึ้นสูงเหนือหัวของนางสาวใช้แล้ว   แต่เมื่อนางสบตาที่กลัวลานเช่นนั้น   นางก็มิอาจตัดใจฟาดลงไปเพื่อเอาชีวิตได้   ตามตรรกะการเอาตัวรอดนั้นบอกให้นางทำแต่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก,  นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลงมือสังหารใครสักคนด้วยสองมือของตัวเอง

“คุณหนูสาม,  หากท่านแตะต้องข้า,  ท่านรับผิดชอบไม่ไหวแน่”   สาวใช้จ้าวพูดขู่ออกมาเมื่อเห็นเหว่ยหยางลังเล

แต่เพราะประโยคนี้ของนางนั่นเองที่ช่วยให้เหว่ยหยางตัดสินใจกระทำการไร้หัวใจได้
นางฟาดแจกันลงไปบนหัวของสาวใช้แซ่จ้าวสุดแรงของนางทั้งหมดที่มี    ทันทีที่เลือดจากศีรษะของนางสาวใช้ไหลออกมา,   ดวงตาของสาวใช้แซ่จ้าวก็เบิกกว้าง   ร่างกายอ่อนระทวย สาวใช้ที่ขนาบข้างอยู่ทั้งสองตกใจปล่อยร่างของสาวใช้จ้าวที่กลายเป็นศพลงไปกองกับพื้น

“มีอะไรต้องเกรงกลัวอีกกันเล่า?   นางผู้นี้มาที่นี่เพื่อจะฆาตกรรมฉีอี้เหนียง   นี่ไงคือจุดจบที่นางท้าทายเมื่อครู่!”    สีหน้าของหลี่เหว่ยหยางซีดไม่ต่างจากศพเมื่อตอนที่นางวางแจกันลง แต่หลังจากที่นางกลับคืนสติแล้วเหลียวมองดูอีกสามคนในห้อง   พวกเขายังคงตัวแข็งด้วยความสยองขวัญ

ไป่จือได้สติแล้ว   นางก้มตัวลงไปตรวจดูชีพจนของสาวใช้แซ่จ้าว   “ดูเหมือนว่า....ดูเหมือนว่า,   นางจะหยุดหายใจแล้ว!”   นางประกาศเสียงสั่น

หลี่เหว่ยหยางจ้องไปยังร่างของสาวใช้แซ่จ้าวด้วยสายตาดุดัน   นังสาวใช้ผู้นี้รับคำสั่งจากต้าฟูเหรินให้มาสังหากฉีอี้เหนียง   หากนางมาตามเวลาที่บอกกับฮวาเหมยไว้   มารดาแท้ๆของนางก็คงจะตายไปก่อนที่นางจะมาถึง   หากนางเมตตาปล่อยให้สาวใช้จ้าวรอดชีวิต   สาวใช้จ้าวก็คงจะรีบวิ่งกลับไปรายงานว่าความแตกให้ต้าฟูเหรินรู้   หากเป็นเช่นนั้น,  ต้าฟูเหรินก็ต้องฆ่าทั้งสาวใช้จ้าวและฮวาเหมยเพื่อปิดปากอยู่แล้ว    ต้าฟูเหรินจะได้พ้นผิด

“คุณหนู,  พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดี?”    เหงื่อของไป่จือเกาะเต็มหน้าผาก   หยดย้อยลงมาที่ขนตาของนาง   คุณหนูสามช่างแข็งแกร่งไม่ธรรมดาผิดกับผู้อื่นนัก   นางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะอยู่รับใช้ติดตามคุณหนูผู้นี้   นางจะไม่มีวันทำอันใดทรยศต่อคุณหนูของนางเด็ดขาด


หลี่เหว่ยหยางกำลังจะเอ่ยปากพูด   ตอนที่ฉีอี้เหนียงที่มองดูทุกอย่างมาจากบนเตียง   รีบหันไปสั่งการกับสาวใช้ของนางว่า   “กุ้ยเอ๋อ เจ้าไปหากระสอบมาใส่ศพ   มัดปากกระสอบแล้วหาหินถ่วงทิ้งไปที่สระข้างหลังหน้าต่าง   เจ้าต้องรอบคอบและต้องเร่งมือด้วย   เข้าใจหรือไม่?”


.........................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น