งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 17 การโต้ตอบขององค์ชายจิง

อาทิตย์อัศดง   ท้องฟ้าเป็นสีแดงอมส้ม   แสงตกกระทบผิวน้ำแล้วจางหาย

ริมต้นไม้ข้างฝั่งแม่น้ำ     ช่างให้ทัศนียภาพที่สวยงามเสียนี่กระไร     มีจุดสีแดงสลัดแต้มกลางผืนหญ้าเขียวริมฝั่ง     ประดุจดวงตาของเทพมังกรที่นอนจำศีลนิ่งสงบแล้วปล่อยให้มวลบุปผชาติขึ้นเกาะอยู่รอบๆ

แต่มองดีๆ   มันไม่ใช่พฤกษาสีแดงหรอก     แต่เป็นสีแดงเพลิงของอาภรณ์...ผู้เป็นเจ้าของสวมใส่กำลังนอนทอดร่างเหยียดยาวอยู่     รูปร่างสูงใหญ่มองปุ้บก็รู้ปั้บว่าเจ้าของร่างนั้นเป็นชายหนุ่ม     ผมเผ้าสีดำยาวดั่งหมึกหลุดลุ่ยระอยู่บนใบหน้า     จนแทบมองไม่เห็นหน้าตา

ทันใดนั้นเอง,    ขนตาของเขาก็ขยับ     ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ    มองไปยังสิ่งรอบกายโดยรอบ     ดวงตาที่ยังมึนงงในคราแรกก็พลันเกิดระลอกคลื่นของความเฉียบคม ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่ง     ปัดผมที่ระหน้าตาไปไว้ข้างหลังทำให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย     ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือเย่วอี้เฉินนั่นเอง!

เงียบสงัดไร้ซึ่งผู้คนในละแวก     ชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดเปียกแนบกับผิวหนัง     เย่วอี้เฉินขับดันพลังปราณไล่ความเปียกชื้นที่อาภรณ์จนแห้งสนิท     เสื้อของเขากลับมาเรียบและแห้งสนิทดุจเดิม      ไม่มีที่ให้ตำหนิสักนิด

เย่วอี้เฉินค่อยๆยืนขึ้น     ประสานพลังปราณกับท่วงท่าเพื่อฟื้นคืนกล้ามเนื้อไปพร้อมๆกัน     เขาแอบโล่งใจ-ตัวเขานั้นว่ายน้ำไม่เป็น     ตกลงมาก็ฟาดเข้ากับหินใต้น้ำจนหมดสติ     ถูกสายน้ำพัดมาไกลจากที่เก่าเสียหลายลี้     แต่ไม่มีบาดแผลสาหัสเลยสักนิด     ช่างโชคดีซะจริงๆ

คิดย้อนกลับถึงคนที่เป็นสาเหตุให้เขาตกหน้าผา     ต้องทนทุกข์ทรมาน     แล้วก็โกรธจนแทบอยากจะฆ่าเจ้าคนแส่หาเรื่อง     ดวงตาของเย่วอี้เฉินหม่นมัวด้วยความแค้น “โอวหยางเส่าเฉิน!

“องค์ชาย!”     เสียงเรียกแว่วเข้ามา     เย่วอี้เฉินมองไปก็พบเข้ากับซูเทียนโย่วที่กระหืดกระหอบเข้ามาหา     มาถึงก็สำรวจมองกวาดไปทั่วตัวของเขา     ดวงตาเปล่งประกายแห่งความดีใจ      “องค์ชาย,   ท่านบาดเจ็บหรือไม่?”

“ข้าไม่บาดเจ็บ”     เย่วอี้เฉินส่ายศีรษะ     ปรายตามองไปยังองครักษ์ทั้งสิบที่เหลือ ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆว่า      “แล้วมู่หรงเสวี่ย?”

ใบหน้ายิ้มแย้มของซูเทียนโย่วหยุดชะงักค้าง

เย่วอี้เฉินหรี่ตาอย่างดุดัน     มองมาที่ลูกน้องอย่างเอาเรื่อง     “เจ้าได้จับนางมัดขึ้นเกี้ยวสีชมพูส่งตัวไปยังตำหนักจิงหรือยัง?”

ซูเทียนโย่วกระพริบตากล่าวอึกๆอักๆ      “องค์ชาย,   ท่านตกหน้าผา     ผู้น้อยห่วงใยท่านจึง............”

“ดังนั้นเจ้าจึงเกณฑ์กำลังคนทุ่มเทมาตามหาข้าแล้วปล่อยให้มู่หรงเสวี่ยรอดกลับไปยังจวนมู่หรง”       เสียงของเย่วอี้เฉินกล่าวคาดเดาสถานการณ์ออกมา     ตาของเขายิ่งมายิ่งดุดัน     ซูเทียนโย่วติดตามข้างกายเขามาหลายปี     รู้ใจเขาเป็นอย่างดี     เหตุไฉนคราวนี้จึงไม่ระมัดระวังใส่ใจทั้งๆที่มันเป็นเรื่องใหญ่สำคัญขนาดนี้

“องค์ชาย,    อย่าได้ทรงกริ้ว     ภายในไม่เกิน 2ชั่วยาม,   ข้าจะนำคนไปยังจวนมู่หรง จับตัวมู่หรงเสวี่ยยัดใส่เกี้ยวชมพูแล้วนำผ่านประตูข้างวังมาให้จงได้”

ภาพลักษณ์ของเจ้านายภายในใจของซูเทียนโย่วนั้น     คือองค์ชายผู้เกรียงไกรที่ได้รับการขนานนามว่า   เทพแห่งสงคราม   ไม่มีใครจะเลิศล้ำเกินหน้าและยิ่งมิอาจทำอันตรายเย่วอี้เฉินได้     จู่ๆก็มารับรู้ว่าองค์ชายจิงพลาดท่าสะดุดตกหน้าผา     เขาก็รู้สึกตื่นตระหนกจนทำให้เขาห่วงแต่จะควานหาตัวองค์ชายจิง     หลงลืมเป้าหมายที่แท้จริงที่พวกเขายกกำลังมาในครั้งนี้

โชคยังดีที่ว่า   การแต่งอนุเข้าวังมีขั้นตอนที่เรียบง่าย     ไร้พิธีรีตองมากนักและไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดในฤกษ์ผานาที     ขอเพียงนำมู่หรงเสวี่ยผูกกับเกี้ยวสีชมพูแบกเข้าประตูข้างวังก่อนเที่ยงคืนก็เป็นอันเสร็จพิธี

เย่วอี้เฉินส่งเสียงอืมอยู่ในลำคอแล้วเอ่ยอย่างเข้มงวดว่า     “ต่อไปเมื่อเจ้าต้องปฎิบัติภารกิจใด    เจ้าก็ต้องแน่วแน่ทุ่มเทจดจ่อแต่ภารกิจนั้น    ต่อให้มีเหตุการณ์พลิกผัน พอแก้ปัญหาไปแล้ว    เจ้าก็ต้องกลับมาตั้งเข็มมุ่งไปยังภารกิจเดิมที่ได้รับคำสั่ง    จงจำไว้ว่าอย่าโดนหลอกล่อจนหลงลืมความตั้งใจเดิม”

“พะยะคะ!”    ซูเทียนโย่วผงกศีรษะรับอย่างแข็งขัน    เขากำลังจะหันกายกลับไปสั่งงานและเตรียมพร้อมจะเดินทางเร่งกลับไปยังเมืองหลวง    จังหวะนั่นเองที่มีเสียงไม่คุ้นหูของบุรุษหนึ่งดังแว่วมา      “องค์ชายจิง!

ซูเทียนโย่วหันไปตามเสียง     เห็นชายวัยกลางคนในชุดขุนนางควบอาชาสีดำมุ่งหน้ามายังพวกเขาด้วยความเร็วสูง     ด้านหลังเขายังติดตามมาด้วยเหล่าชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบทหารพกอาวุธครบมือประมาณร้อยกว่าคน    ควบม้ามาพร้อมกันจนฝุ่นตลบ  

นั่น...นั่นคือผู้บังคับบัญชาของห้ากองพลรักษาเมืองหลวงนี่      ทำไมเขาถึงได้มาอยู่ที่นี่?

ตอนที่กำลังนึกฉงน,    ชายผู้นั้นก็จวนจะถึงตัวพวกเขาอยู่แล้ว      เขากระโดดลงจากหลังม้าและคุกเข่าทำความเคารพเย่วอี้เฉิน    “ข้าผู้น้อย,  หยางไท่,  คารวะองค์ชาย!

“ไม่ต้องมากพิธี!”     เย่วอี้เฉินมองหยางไท่แล้วเอ่ยเสียงนิ่งว่า     “ขุนนางหยางปกติประจำการรักษาเมืองหลวง     ทำไมท่านถึงได้นำกำลังพลมาแถวนี้?”

หยางไท่ลุกขึ้นแล้วกล่าวตอบด้วยท่าทางนอบน้อมว่า     “ตอบองค์ชาย ข้าได้รับการร้องขอจากท่านผู้พิพากษาศาลหลินให้มาช่วยเหลือ     นำคนออกตามหาตัวองค์ชาย”

ดวงตาของเย่วอี้เฉินมีประกายวาบ     สีหน้าเริ่มบึ้งตึง     “เกิดขึ้นได้อย่างไร?”

“สักยามเที่ยง,    คุณหนูมู่หรงมาพร้อมกับผู้คุ้มกันจำนวนยี่สิบคนของจวนสกุลมู่หรง เดินทางผ่านประตูเมืองเข้ามาแล้วมุ่งหน้ามายังศาลชุนเทียน มาแจ้งว่า....”

หยางไท่มีสีหน้าซีดอึกอัก    สายตาก็ลอบชำเลืองสังเกตุสภาพของเย่วอี้เฉินไปด้วย    ดูเหมือนว่าองค์ชายจิงจะได้รับบาดเจ็บอยู่    เสื้อคลุมเจ้าบ่าวสีแดงที่พระองค์สวมก็มีร่องรอยฉีกขาดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่    แม้แต่ที่แขนเสื้อก็ถึงกับขาดหายไปข้างหนึ่ง     ริมฝีปากของหยางไท่ยกขึ้นเล็กน้อย - แม้ว่าตัวคุณหนูมู่หรงจะเอาแต่ย้ำแล้วย้ำอีกว่า  เหล่าผู้คุ้มกันของนางเดินไม่ระวังไปสะดุดตอเอง    แต่นี่สะดุุดตอพร้อมๆกันถึงยี่สิบคน ต่างได้รับรอยช้ำสะบักสะบอมกันทั่วหน้า   คงจะมีแต่ผู้มีปัญญาโง่เขลาเท่านั้นที่จะเชื่อเรื่องที่นางเล่า ตอนนี้ได้มาเห็นความเสียหายทางฝั่งองค์ชายจิงบ้าง    ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดาเรื่องปะติดปะต่อกันว่าทั้งสองฝ่ายเกิดการทะเลาะวางมวยกันแถมมูลเหตุจูงใจก็ฉาวโฉ่ดังไปทั่วเมืองซะขนาดนั้น

เป็นผู้ชมนั่งอยู่ชิดติดสนาม    แต่อย่างไรก็เป็นแค่ผู้ชม    พวกเขามิอาจหาญกล้าเข้าไปยุ่งกับศึกช้างชนช้างระหว่างวังจิงกับจวนมู่หรงได้    จำต้องก้มหน้าปฎิบัติไปตามหน้าที่...ก็เพียงพอแล้ว     “คุณหนูมู่หรงแจ้งว่าองค์ชายเกิดอุบัติเหตุลื่นตกหน้าผา    ขอให้ที่ว่าการศาลชุนเทียนส่งคนออกมาให้ความช่วยเหลือ    ทางศาลมีกำลังคนไม่เพียงพอ,   ใต้เท้าหลินจึงขอให้ทางข้าช่วย.....”

ผู้บังคับบัญชาห้ากองพลรักษาเมืองหลวงมีหน้าที่ดูแลปกป้องเมืองหลวง    ดูแลเหตุเพลิงไหม้ในตัวเมือง    เป็นหน่วยงานที่มีกำลังคนมากที่สุด    เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วที่ร้องขอกำลังคนจากพวกเขา

ตอนนี้สีหน้าและแววตาของเย่วอี้เฉินกลายเป็นแท่นหมึกไปซะแล้ว    ใครๆในเมืองหลวงต่างก็รู้กันหมดแล้วว่าเขานำทหารของตำหนักจิงมาทำอะไรที่สุสานตระกูลมู่หรง แค่ใช้หัวแม่เท้าพิจารณาตรองดู,   ไม่ต้องถึงกับใช้สมอง    พวกมันก็ต้องรู้กันหมดแล้วว่าผู้คุ้มกันของจวนมู่หรงสะบักสะบอมเพราะฝีมือทหารอารักขาของวังจิง

มู่หรงเสวี่ยจงใจป่าวประกาศความเสียหายบาดเจ็บของคนของนางต่อหน้าธารกำนัล ถึงแม้ไม่พูด...คนก็เดากันได้    ตอนนี้เหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลายก็คงมีอันรับรู้กันหมดด้วย    แม้แต่ราษฎรทั่วไปก็คงเดาออกแล้วนำไปร่ำลือได้ไม่ยากว่า    เขาจะบีบบังคับเอามู่หรงเสวี่ยเป็นอนุแต่ทำไปทำมากลับพลาดท่ากลิ้งตกหน้าผาซะเอง

องค์ชายจิงผู้ห้าวหาญกลับทำให้วังจิงเสื่อมเสียชื่อเสียง    ต้องตกเป็นขี้ปากของผู้คน

มู่หรงเสวี่ย...เจ้า-แน่-มาก

พลันแรงกดดันรอบกายของเย่วอี้เฉินก็ถูกกระตุ้นจนหนาหนักอึ้ง    ดวงตาของเย่วอี้เฉินทั้งเย็นทั้งดุ    ทำเอาซูเทียนโย่วขนลุกซู่คิดไปว่า    หากมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ตรงหน้า, องค์ชายจิงคงจะฉีกนางออกเป็นชิ้นๆโดยไม่ลังเล     “องค์ชาย,   อย่าได้กังวลพระทัย บารมีของตำหนักจิงระบือไกล      เหล่าขุนนางและราษฎรมิกล้าเอ่ยเหลวไหลแน่ๆ!

พวกมันไม่กล้านินทาต่อหน้าหรอก    แต่จะนินทาเขาลับหลังน่ะซิไม่ว่า    เอาเขาและตำหนักจิงไปล้อเลียนเล่นเป็นที่สนุกสนาน!

เย่วอี้เฉินกำหมัดแน่น    แค่สตรีขี้โรคเอาแต่นอนรอความตายอยู่บนเตียง    นางกล้าทำลายชื่อเสียงของเขาที่สร้างสมมานานหลายปี    สามหาวนัก!    ในเมื่อนางส่งของกำนัลเยี่ยงนี้มาให้แก่เขา    เขาก็จะส่งสิ่งตอบแทนไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันให้แก่นาง    ให้นางได้ลิ้มรสชาติ    การอยู่ไม่สู้ตาย!

.....................................
จบบท

2 ความคิดเห็น:

  1. นั่งขำ พร้อมๆกันกังวลแทน นางเอก จะโดนเอาคืนขนาดไหนเนี่ย
    หวังว่าจะเตรียมรับมือไว้แล้วนะคะ

    ตอบลบ