วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 17 แผนฆาตกรรม (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

อาการของฉีอี้เหนียงนับว่าหนักหนา   เพราะเพียงแค่นางพูดไม่กี่คำก็เริ่มไอหนักจนตัวโยน

หลี่เหว่ยหยางเดินเข้ามาใกล้ๆแล้วก็จับมือของมารดาแน่น   “ท่านแม่”

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตนี้และเป็นครั้งแรกจริงๆที่นางได้มีโอกาสเรียกขานมารดา   มันทำให้เหว่ยหยางรู้สึกหวาดหวั่นและอดกังวลไม่ได้   ก่อนนี้นางเย็นใจเกินไป   หากต้าฟูเหรินตัดสินใจจะลงมือก่อนหน้านี้สักชั่วยาม   นางคงไม่มีโอกาสได้พบหน้ามารดาผู้ให้กำเนิดอีกครั้งเป็นแน่


สาวใช้นามว่า กุ้ยเอ๋อ แม้ว่าจะตกอกตกใจอยู่แต่นางก็มีไหวพริบพอใช้   มองทะลุปรุโปร่งถึงสถานการณ์ตรงหน้า,  นางจึงรีบออกไปหาถุงกระสอบมา   จากนั้น,  นางกับไป่จือก็ช่วยกันเอาศพของสาวใช้แซ่จ้าวยัดลงกระสอบแล้วถ่วงหินหนักๆหลายก้อน    โชคไม่ดีตรงที่ว่าสาวใช้แซ่จ้าวนี่ตัวใหญ่เกินไป   พอมารวมกันเข้ากับน้ำหนักหินหลายก้อน   สองสาวใช้ก็ไม่สามารถแบกกระสอบออกไปได้   ต้องใช้พลังงานกันจนถึงขั้นเหนื่อยหอบของทั้งสามนาง สองสาวใช้กับหนึ่งคุณหนูช่วยกันผลักลากกระสอบใบใหญ่นั้นไปยังริมสระที่อยู่ด้านหลังหน้าต่าง   พอสิ้นเสียงดังจ่อมของกระสอบใบนั้น   ทั้งสามก็สบตากันแล้วก็ถอนหายใจเฮือกด้วยความโล่งอก

“รีบเก็บกวาดรอยเลือดในห้อง   แม้แต่ถ้วยซุปก็เอาไปทิ้งให้หมด   เจ้าต้องทำงานให้ไวและอย่าให้เสียเรื่อง   อย่าให้คนอื่นเห็นด้วยล่ะ”   หลี่เหว่ยหยางสั่งงานเป็นขั้นๆ

นั่งเฉยอยู่ข้างๆคอยมองดูฉีอี้เหนียงตัวสั่นสะท้าน    นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเหว่ยหยางจะเข้ามาช่วยนางในภาวะคับขันเช่นนี้   อย่าว่าแต่นางยังมีความสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

พอเรื่องราวที่ต้องจัดการหมดสิ้นแล้วเสร็จแล้ว   ฉีอี้เหนียงจับมือของเหว่ยหยางไว้แน่น   “ลูกแม่ รีบกลับไปยังเรือนของเจ้าซะ   อย่าอยู่ที่นี่อีกต่อไป   ไม่งั้นเจ้าจะต้องโดนลากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเป็นแน่”

หลี่เหว่ยหยางมองหน้าผู้เป็นมารดาแล้วก็สั่นหน้าอย่างดื้อรั้นไปด้วยว่า   “ไม่,  เหว่ยหยางไม่ไป   เหว่ยหยางอยากจะอยู่กับท่านแม่”

“สาวใช้แซ่จ้าวนั่นเป็นคนของต้าฟูเหริน.....”    ฉีอี้เหนียงไอออกมาอีกครั้ง

เหว่ยหยางขยับเข้าไปใกล้แล้วลูบหลังให้แก่มารดาอย่างอ่อนโยน   นางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า   “ท่านแม่,  ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องต้าฟูเหรินว่านางจะมาหาเรื่องข้า  ข้ามีวิธีรับมือกับนางเอง”

ฉีอี้เหนียงสั่นศีรษะ   “ไม่ได้,  ต้าฟูเหรินไม่ใช่คนที่เจ้าจะตอบโต้ได้ง่ายๆ”

หลี่เหว่ยหยางพยักหน้าแล้วแตะที่ใบหน้าของมารดา   นางสังเกตว่าหน้าผากของมารดาร้อน นางจึงหันไปทางกุ้ยเอ๋อว่า   “แม่ข้าป่วยเป็นอะไร?”

นัยน์ตาของกุ้ยเอ๋อเอ่อคลอ   แต่ฉีอี้เหนียงมองมาทางนางด้วยสายตาที่ไม่ยอมให้นางพูด สุดท้าย กุ้ยเอ๋อก็ไม่สามารถฝืนทนต่อไปได้    “คุณหนูสาม ความเป็นอยู่ของฉีอี้เหนียงลำบากเหลือเกิน    แรกๆเป็นเพียงไข้ธรรมดาแต่ไม่มีผู้ใดยอมเรียกหมอมาให้รักษา   แถมส่วนแบ่งอาหารก็ถูกลดลงครึ่งหนึ่ง   ปราศจากข้าวของจำเป็น   สุขภาพของอี้เหนียงก็ยิ่งย่ำแย่ลง”

หลี่เหว่ยหยางหยิบเงินห้าตำลึงออกมาแล้วยัดไว้ใต้หมอนของฉีอี้เหนียง   “ท่านแม่,   ท่านเก็บนี่ไว้   ให้กุ้ยเอ๋อไปแตกเป็นเงินย่อยแล้วใช้มันออกไปหาซื้อยามารักษา”

ฉีอี้เหนียงไม่ทันใคร่ครวญก็รีบปฎิเสธออกมาทันที   “ไม่ได้,  ต้องเป็นแม่ที่ต้องดูแลเจ้าจึงจะถูก   จะให้ข้ารับเงินของเจ้ามาได้อย่างไร?”    พอพูดจบ,  นางก็ถอดกำไลหยกที่ข้อมือมอบให้กับเหว่ยหยาง

ต่อให้ใจคนแกร่งดั่งเหล็ก   แต่ก็ยังรับรู้ได้ว่าใครที่จริงใจต่อเขา   ในดวงตาของฉีอี้เหนียงมีแต่ความรักความห่วงใยที่มอบมาให้จากก้นบึ้งหัวใจนาง

ดวงตาของเหว่ยหยางร้อนผะผ่าว   นางส่ายหน้าไปมา   “ท่านแม่,  เหลาฟูเหริน (ท่านย่า)โปรดปรานข้ามาก   เงินทองทั้งหมดก็เป็นนางที่ให้ข้าไว้ใช้   ความเป็นอยู่ข้าสุขสบายดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”

ฉีอี้เหนียงพยักหน้าไปด้วยตอนที่นางสวมกอดบุตรีแล้วร้องไห้   ทั้งที่ไม่ได้ทันซับน้ำตานางก็พูดว่า   “เหว่ยหยาง,  ทั้งหมดเป็นเพราะมารดาใช้ไม่ได้เอง”

“ท่านแม่,  คนที่ทำให้ท่านต้องอยู่แบบนี้...สักวัน,  ข้าจะให้นางเป็นฝ่ายได้ชิมยาของนางเอง!” น้ำเสียงของเหว่ยหยางทั้งเยือกเย็นและดุดัน   เป็นน้ำเสียงที่ไม่น่าใช่ของเด็กหญิงอายุเพียงสิบสามเช่นนางเลย

ฉีอี้เหนียงตกใจรีบเอามือปิดปากของเหว่ยหยาง  ถึงกุ้ยเอ๋อเป็นสาวใช้ที่นางไว้ใจ   ไป่จือก็เชื่อใจได้   แต่กระนั้น......

“เจ้าอย่าเอ่ยวาจาเหลวไหล   แม่แค่อยากให้เจ้าเติบโต   ได้แต่งงานออกเรือนกับบุรุษที่ดีและมีชีวิตที่สงบสุข   มันเป็นพรที่ดีที่สุดของมารดาแล้ว  เรื่องการแก้แค้นอะไร   อย่าได้คิดเช่นนั้นอีก สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนคือได้ใช้ชีวิตทีสงบ มีครอบครัวกับคนที่ดี”

คำพูดพวกนี้มีแต่มารดาผู้ให้กำเนิดที่จะกล่าวกับบุตรีของนางเอง    เหว่ยหยางรู้สึกถึงอารมณ์พลุ่งพล่านภายในจนนางไม่สามารถเอ่ยวาจาได้

ฉีอี้เหนียงทำท่าจะกล่าวอะไรอีกแต่ก็ถูกขัดจังหวะจากเสียงประหลาดที่ดังขึ้นมา

ตูม!

เสียงนั้นทำให้ฉีอี้เหนียงหน้าซีดเผือดด้วยความกลัวถึงแม้ว่านางแทบจะไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินก็ตาม   นางกอดเหว่ยหยางแน่น   “เหว่ยหยาง,  เจ้าได้ยินเสียงนั่นไหม?”

“หรือว่าสาวใช้แซ่จ้าวนั่นจะฟื้นคืนชีพ?”   กุ้ยเอ๋อเอ่ยเสียงสั่นด้วยความตกใจ

หลี่เหว่ยหยางลุกขึ้นจากเตียง   “เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง”   นางรีบเดินตรงไปยังหน้าต่างแล้วมองไปยังสระน้ำ   นางสังเกตเห็นว่าหลังกองหินมีเงาตะคุ่มๆของคน    หินก้อนเล็กถูกชนจนตกลงไปในสระ   ทำให้มีเสียงตูมเล็กๆตามมา   หันกลับมายังภายในห้อง,  นางยิ้มให้กับฉีอี้เหนียง   “ท่านแม่อย่ากลัวไปเลย   แค่หินหล่นลงสระน่ะ   หินก้อนเล็กร่วงลงน้ำทำให้มีเสียงแค่นั้นเอง”

ดูอยู่อีกสักพัก,   หลี่เหว่ยหยางจึงแน่ใจว่ามีคนอยู่หลังก้อนหิน   แล้วเป็นใครล่ะ?  หรือว่าคนผู้นี้จะแอบเห็นตอนที่พวกเขาผลักร่างของสาวใช้แซ่จ้าวลงสระ

พอคิดมาถึงตรงนี้,  เหว่ยหยางจับมือฉีอี้เหนียงแล้วพูดว่า   “ได้เวลาข้าต้องไปแล้ว   แล้วข้าจะกลับมาเยี่ยมท่านใหม่วันหลัง”

รู้ว่าบุตรีอยู่นานไม่ได้   ถึงแม้ว่าฉีอี้เหนียงไม่อยากจะจากลูกสาวแต่ก็ได้แต่กล่าวเตือนว่า “เจ้าต้องระวังตัว”

หลี่เหว่ยหยางรู้ว่าต้าฟูเหรินต้องพาหลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี)มาที่นี่ ด้วยเหตุนี้,   นางต้องรีบไปเตรียมการณ์ขั้นต่อไปแต่นางไม่อยากบอกอะไรกับฉีอี้เหนียงให้รับทราบ

เพื่อออกจากหนานหยวน เหว่ยหยางบอกให้กุ้ยเอ๋อบอกทางให้    แล้วนางกับไป่จือก็เดินตัดผ่านสระมุ่งหน้าไปยังกองหินที่ว่า   ดูลักษณะหินเป็นหินที่นำขึ้นมาจากทะเลสาปไท่หู    จากตรงจุดนี้,  มองไปยังหนานหยวน   ก็จะเห็นแต่ทุ่งหญ้าทุ่งวัชพืชที่ขึ้นสูงจนถึงเอวผู้ใหญ่   เห็นทิวทัศน์แค่ลางๆ   จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครที่อยู่ตรงนี้จะเห็นพวกนางทิ้งกระสอบศพลงในน้ำ   นางถอนหายใจด้วยความโล่งใจเมื่อแน่ใจว่าความลับยังเป็นความลับ

พอจะเดินกลับ,  อยู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงครางแผ่วๆ

หันหาเสียงไปยังอีกด้านหนึ่ง   ตรงนั้นพวกเขาพบร่างของเด็กชายผู้หนึ่ง   อายุน่าจะประมาณ 8-9 ปี  ถูกคนแปลกหน้าสองคนจับไว้   หนึ่งในสองคนร้ายกำลังออกแรงบีบคอหอยเด็กชายอย่างรุนแรง  ผิวเนียนละเอียดของเหยื่อพลันซีดขาว   ดวงตาดำสนิทเหลือกลาน   ทั้งแขนและขาเตะดิ้นรนอยู่กลางอากาศ

หลี่เหว่ยหยางถูกดึง   ไป่จือเข้ามากระซิบที่ข้างหูนาง   “คุณหนู,  คนนั้นคือ ซานเซาเย่ (หลี่หมิ่นเต๋อ)”

พอนางได้ยินก็ตกใจ    ซานเซาเย่, หลี่หมิ่นเต๋อเป็นเด็กชายที่ถูกท่านอาสะใภ้สามรับมาอุปการะ   เจ็ดปีก่อน,  ท่านอาสาม (หลี่เสี่ยวเหอ) ได้เสียชีวิตลงด้วยปัญหาสุขภาพ   สองสามีภรรยาไม่มีบุตรธิดาสืบสกุลสักคน   ดังนั้นท่านอาสะใภ้จึงต้องการรับอุปการะเด็กสักคนให้เป็นผู้สืบทอด   ตอนนั้น,  ต้าฟูเหรินคิดจะส่งเด็กสักคนที่มีสายเลือดตระกูลหลี่ไปเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดสอดแนมท่านอาสะใภ้สาม   แผนส่งเด็กไปนี้เพื่อรับสืบทอดทรัพย์สินมรดกที่มีจำนวนมหาศาลจากสินเดิมของท่านอาสะใภ้เองรวมทั้งท่านอาหลี่เสี่ยวเหอที่ร่ำรวยกว่าใคร  ท่านอาสะใภ้รอง  Wen shi ก็มีแผนเดียวกันอยู่ในใจ   ผลออกมาก็คือ ต้าฟูเหรินและท่านอาสะใภ้รองต้องสู้รบปรบมือกันอยู่ระยะหนึ่ง    แต่อย่างไรก็ตาม, ถึงแม้ว่าท่านอาสะใภ้สามจะเป็นสตรีใจอ่อนโยนและเมตตาเพียงใด   นางก็ไม่ใช่สตรีที่จะข่มเอาง่ายๆ   ภายใต้การแนะนำจากเหลาฟูเหริน (ท่านย่าของเหว่ยหยาง)   นางก็นำโจวหมิ่นเต๋อ เด็กที่ซึ่งได้รับการบอกเล่าว่าเป็นลูกของญาติห่างๆ เข้ามาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม   จากเหตุการณ์นี้,  นางทำให้ต้าฟูเหรินและท่านอาสะใภ้ที่สองโมโห    พูดง่ายๆก็คือ หลี่หมิ่นเต๋อเกิดมาเป็นหอกข้างแคร่ในสายตาของต้าฟูเหรินจริงๆ

มีแววหวาดผวาในแววตาของไป่จือ   หลี่เหว่ยหยางลังเล   นางจะช่วยเขาได้อย่างไร?   มีสองคนร้าย นางยังไม่โง่พอที่จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าจะคว่ำพวกมันลงได้ด้วยตนเองหรอก

ผ่านไปสักครู่ เด็กชายไม่ดิ้นรนแล้ว   ศีรษะของเขาพับไปข้างหนึ่ง   มองคล้ายกับนกที่คอหักพับ

หนึ่งในคนร้ายหัวเราะเสียงเย็น   “โยนมันลงไปในสระ   พวกเราจะบอกว่ามันเสียหลัก   ตกลงไปจมน้ำเอง”

เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง,  หลี่เหว่ยหยางก็คาดเดาเรื่องได้หมดถึงสาเหตุการตายของเด็กชายผู้นี้ในครั้งอดีตชาติของนาง   ครั้งนั้นเมื่อนางกลับมาอยู่ที่จวนเสนาบดีแล้ว   ท่านอาสะใภ้สามได้กลายเป็นคนเก็บตัวไม่พบปะผู้คน  นางคงต้องหัวใจสลายกับเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแน่

ร่างแน่นิ่งของเด็กชายถูกจับโยนลงไปในน้ำ   เสื้อคลุมสีแดงที่สวมอยู่บนร่างของเขาลอยกระเพื่อมอยู่บนผิวน้ำแล้วค่อยๆจมลง   สองคนร้ายเฝ้ามองอีกครู่จนกระทั่งร่างจมลงไปทั้งหมด   หนึ่งในสองก็มองดูรอบๆให้แน่ใจว่าไม่มีใครมารู้เห็นเหตุการณ์ครั้งนี้   แล้วพวกมันก็จากไปหลังจากที่มันแน่ใจว่า   ได้ฆ่าคนได้อย่างหมดจดลุล่วงไร้หลักฐานแล้ว

เมื่อมันสองคนจากไปแล้ว   ไป่จือก็จับมือเหว่ยหยางด้วยความแตกตื่น   “คุณหนู เราจะทำอย่างไงกันดี?”

ฉีอี้เหนียง,  หลี่หมิ่นเต๋อ  ทั้งสองคนต่างก็ถูกฆาตกรรม   เหมือนกับว่าทั้งสองเหตุการณ์มีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับนาง!   หลี่เหว่ยหยางลุกพรวดพราดขึ้นไม่พูดไม่จา   รีบถอดรองเท้าของตนแล้วกระโดดลงน้ำที่หนาวเย็นนั้นทันที


ไป่จือยืนตกตะลึง   คิดจะห้ามเหว่ยหยางก็ไม่ทันซะแล้ว   เท่าที่นางทำก็คือยืนจ้องคอยมองเส้นผมสีดำยาวที่ค่อยๆดำดิ่งหายไปใต้น้ำจนกระทั่งไร้ร่อยรอย.....


...............................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น