วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 18 ปัญหามา...ข้าก็ต้องแก้

หมู่เมฆเริ่มเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน    หยดน้ำค้างค่อยๆระเหย    ลำแสงสุริยาส่องผ่านหมู่มวลเมฆาลงมายังพื้นดิน

มู่หรงเสวี่ยในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน    กำลังนั่งจิบชาจากถ้วยชาลายชิงฮัวอยู่ใต้ร่มไม้    มีมวลหมู่กลีบใบสีชมพูของบุปผาร่วงลงมาเป็นฉากหลัง    เสริมส่งให้นางยิ่งดูงดงามหมดจดคล้ายเทพธิดามิใช่คนธรรมดาอีกต่อไป

“คุณหนู    องค์ชายจิงกลับเข้าเมืองหลวงมาแล้วเจ้าคะ”     สาวใช้หงชิวรีบเดินเข้ามารายงาน    เสียงนุ่มนวลของนางสาวใช้มีสำเนียงตื่นตกใจ

สายตาของมู่หรงเสวี่ยเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น    ท่วงท่าจิบชาล้วนเต็มไปด้วยอาการไตร่ตรอง    “กลับเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“เมื่อคืนวานสักยามซวี ( คือเวลา ทุ่มถึง ทุ่ม) เจ้าคะ”    หงชิวพูดเสียงค่อยในขณะที่กดสายตาลงต่ำจ้องลงไปที่พื้น    “ทหารหน้าประตูเมืองเล่าให้ฟังว่าเห็นองค์ชายจิงควบม้ากลับเข้าเมืองหลวงมาตามลำพัง    ท่าทีปกติยิ่งนัก    ราวกับว่าไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด”

เนตรงามของดรุณีน้อยหรี่แคบ    อึดยิ่งกว่าแมลงสาบฟาดเท่าไหร่ก็ไม่ตาย    ทั้งตกหน้าผา    สายน้ำไหลเชี่ยวลากไปตั้งไกล    หากเป็นคนธรรมดาต้องเจ็บสาหัสไม่อาจฟื้นสติกลับมาได้    แต่เย่วอี้เฉิน....แค่รอยขีดข่วนยังไม่มี    หากเป็นคนธรรมดายังไงก็เป็นไปไม่ได้    นี่แหละหนา...ที่เขาว่า    คนดีอายุสั้น    แต่คนจัญไรนั้นอายุยืนลากยาวเป็นร้อยเป็นพันปี

“คุณหนู,   องค์ชายจิงมีสถานะสูงส่งและยังมีอำนาจอยู่ในมือ    ท่านวางแผนปล่อยข่าวกะให้เขาต้องขายหน้าต่อเหล่าขุนนางทั้งหลายและราษฎร    เขาคงจะไม่ปล่อยท่านไปง่ายๆแน่”    แววตาของอันเซียงมีแววหวั่นวิตก

“ข้ารู้แล้ว!”    มู่หรงเสวี่ยพยักหน้า    คำแจ้งเหตุคลุมเครือของนาง    ไปกระตุ้นจินตนาการอันบันเจิดของใครหลายๆคนเข้า    นำไปเดาต่อกันว่าในปฎิบัติการขู่เข็ญใช้กำลังแต่งหญิงสาวไปเป็นเมียน้อยขององค์ชายจิงนั้น,    ภายใต้การต่อสู้ป้องกันนางชนิดเอาตัวเข้าแลกของเหล่าผู้คุ้มกันของจวนตระกูลมู่หรง    ก็สามารถถีบองค์ชายผู้เก่งกาจและควบฉายาเทพสงคราม    กลิ้งหลุนๆตกหน้าผาไปได้

เย่วอี้เฉินนั้นย่อมไม่ยอมเอ่ยออกมาให้เสียหน้าหรอกว่าเขาถูกโอวหยางเส่าเฉินเล่นงานจนพ่ายแพ้    เรื่องก็จะกลายเป็นว่า    ตัวเขาไม่สามารถใช้กำลังบังคับนางขึ้นเกี้ยวได้สำเร็จ    ทีนี้เสียงนินทาก็จะดังแว่วเข้าหูเขาทุกวันๆ    ยามใดที่เขาระลึกถึงนาง,    ก็จะหวนนึกถึงความปราชัยที่เขาได้รับไปด้วย    ไม่เกลียดนางเข้าไส้ตอนนี้แล้วจะไปเกลียดตอนไหน   แต่ที่แน่ๆเขาคงไม่ใช้วิธีบังคับซึ่งๆหน้านางให้เป็นอนุของเขาอีกต่อไป

คิดถึงจุดๆนี้แล้ว    นางลองเดาความคิดของเย่วอี้เฉินดู    ถ้าเปรียบเทียบกำลังของผู้คุ้มกันของจวนมู่หรง    พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีวรยุทธ์ทั่วไป    ส่วนทหารของวังจิงนั้นผ่านศึกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่    แตกต่างกันมิอาจเทียบเคียง   ต่อให้นางมีกลอุบายล้ำยุคในสมัยของนางมาประยุกต์ใช้แค่ไหน    ก็คงยังห่างไกลจากฝ่ายเย่วอี้เฉินที่เชี่ยวทั้งกลศึก,    พลังฝีมือและพลังภายใน

ใช้กำลังฉุดคร่าซึ่งๆหน้าไม่ได้ผล    เห็นทีคราวหน้าทางวังจิงคงจะใช้การลอบเข้าจู่โจมคิดบัญชีกับจวนมู่หรงเป็นแน่   หากใช้วิธีลักลอบเช่นนี้  ก็เข้าทางนาง   ถึงยังไม่เรียกว่าชนะแน่นอนแต่นางก็ไม่มีวันยอมแพ้ให้เย่วอี้เฉินแน่!

สายตาของคุณหนูเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ    หงชิวเห็นแล้วค่อยหายหนักใจ    แต่ก็ยังคงกล่าวเพิ่มเติมว่า    “คุณหนู,   เราอยู่ที่แจ้ง    เขาอยู่ที่ลับ    หากเป็นเช่นนั้น….เรายิ่งต้องเพิ่มความระวัง”

“อันนั้น...ข้าก็รู้แล้ว”    มู่หรงเสวี่ยผงกศีรษะ    ริมฝีปากยกยิ้มเป็นยิ้มบางเบา คราวนี้เย่วอี้เฉินมีชีวิตรอดกลับมาได้ก็เพราะว่าโอวหยางเส่าเฉินมิได้รุกไล่เขาจนตกหน้าผา   เขาทั้งไม่ได้รับบาดเจ็บ    รวมทั้งมีพลังชีวิตและพลังปราณที่แข็งแกร่ง    เขาก็เลยสามารถทำสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้...คือรอดชีวิตกลับมา”

หากเขากล้าพูดจาใส่ร้ายนางอีกล่ะก็    นางก็จะเจาะรูบนร่างของเขาให้เลือดทะลักออกมาจริงๆไม่ใช่แค่เจาะรูบนเสื้อ     เอาให้...ไม่ให้ตายในทันทีแต่จะให้เลือดไหลหมดตัวจนตาย

“เสวี่ยเอ๋อ เสวี่ยเอ๋อ.....”    เสียงเรียกชื่อนางตามมาด้วยมู่หรงเยว่ที่ก้าวยาวๆเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้น    ชายเสื้อคลุมสีน้ำเงินสะบัดพึ่บพั่บตามจังหวะย่างเท้า    เขาทำท่าอึกอักอยากจะขยับปากพูดอะไรสักอย่าง

มู่หรงเสวี่ยมองดูเขา    “มีอะไรหรือ?”

“เสวี่ย-เอ๋อ,    น้องรัก...เจ้าให้ข้ายืมเป๋ยเป๋ยสักวัน,    ได้หรือไม่”      มู่หรงเยว่ส่งยิ้มหวานตามมากับคำขอ    ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความคาดหวังทั้งยังลุ้นกับคำตอบที่จะได้รับ

ใบหน้างามเล็กเท่าฝ่ามือของหญิงสาวพลิกคว่ำ    เป๋ยเป๋ยทิเบตัน  มาสทิฟฟ์เป็นสุนัขของนาง    ไม่ต้องบอกให้รู้...นางก็พอจะรู้ว่าเพราะสาเหตุใดมู่หรงเยว่จึงอยากจะยืมตัวมัน     “เป๋ยเป๋ยเป็นสัตว์เลี้ยงของข้า    ข้าไม่ให้มันลงแข่งที่สนามกัดหมาหรอก    พี่เลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย”

พอมู่หรงเยว่ได้ยิน    เขากลับไม่แสดงท่าทางผิดหวังหรือเสียใจ    แต่กลับหัวเราะจนกุมแก้มแล้วพูดต่อว่า    “งั้นเจ้าก็ให้เงินพี่สักหมื่นตำลึงเป็นไง,   พี่จะเอาไปซื้อสุนัข”

มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น    ปกติเวลาพี่เงินหมด    พี่ไปเบิกเงินจากไหน?”    จากความทรงจำดั้งเดิมของเจ้าของร่างนี้    ต่อให้มู่หรงเยว่ใช้เงินมือเติบแค่ไหน    ก็ไม่เคยขอเอาจากนาง

“ข้าก็ไปเบิกเพิ่มจากลุงหุย   และข้าก็ไปมาแล้ว    แต่ลุงหุยบอกว่า    ค่าใช้จ่ายรายเดือนของข้าที่ท่านพ่อเคยระบุไว้มันเกินงบแล้ว    ต้องรอถึงเดือนต่อไปถึงเบิกได้    ข้าอยากจะไปสนามกัดหมา    จึงแบกหน้ามาขอจากเจ้า”    มู่หรงเยว่พูดเสียงอ่อย

มู่หรงเสวี่ย,   เมื่อได้ฟังก็หรี่ตาครุ่นคิด    ลุงหุยผู้นี้ชื่อเต็มๆคือ   เกอหุย   แต่เดิมทำหน้าที่เป็นดั่งมือขวาของมู่หรงเยวี่ย    แต่ต่อมาตัวเกอหุยได้รับบาดเจ็บสาหัสในสนามรบทำให้ต้องปลดประจำการ    แล้วมารับหน้าที่พ่อบ้านของจวนมู่หรง   รับผิดชอบจัดการธุระส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายเรือนชั้นในของสตรี

เมื่อสองสามีภรรยามู่หรงตายไป    ลุงหุยก็ได้เข้ามาจัดการดูแลเรื่องราวทั่วไปของจวน ทั้งยังเป็นผู้ดูแลฝาแฝดมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ย    กล่าวได้ว่าที่ตู้ฮูหยินยังมิอาจยึดอำนาจเบ็ดเสร็จของทั้งจวนมาไว้ในมือ    ก็เพราะอาหุยผู้นี้    มิฉะนั้นหากปล่อยให้ฮูหยินเฒ่าเป็นใหญ่โดยไม่มีเขาคานอำนาจไว้    ชะตากรรมของสองพี่น้องคงต้องลำเค็ญเป็นแน่

เกอหุยเป็นคนเก่าคนแก่ที่มู่หรงเยวี่ยฝากฝังให้ดูแลเด็กทั้งสอง    ประหนึ่งผู้อุปถัมภ์ของสองพี่น้อง    แต่ยังไงมู่หรงเยว่ก็ได้ชื่อว่าเขาเป็นนาย    ส่วนลุงหุยก็เป็นเพียงบ่าว    มู่หรงเยว่ใช้เงินมือเติบหมดไปกับการแข่งหมา    ลุงหุยก็ได้แต่พยายามจำกัดการใช้จ่ายของเขาลง    ให้ทรัพย์สินที่หามาได้เข้ามามากกว่าเงินพนันที่ไหลโจ้กออกไป     เพื่อไม่ให้จวนมู่หรงที่ยิ่งใหญ่ต้องมาล้มละลายในมือ....นายท่านมู่หรงเยว่

“พี่ก็รู้ว่าข้าได้เบี้ยวัตรแค่เดือนละครั้งเช่นกัน    ต่อให้ข้าเก็บเงินของข้ามาตลอดสิบปีก็ยังไม่ถึงหมื่นตำลึงด้วยซ้ำ”   เกอหุยไม่อยากให้มู่หรงเยว่ไปพนันกัดหมาฉันใด    ตัวมู่หรงเสวี่ยก็ไม่แตกต่างฉันนั้น   ในมือนางมีเงินอยู่บ้างนิดหน่อย,   หากมู่หรงเยว่นำไปใช้ในทางที่มีประโยชน์    นางก็ไม่ลังเลที่จะหยิบให้เขา    แต่นี่เขาจะนำไปใช้พนันแข่งหมา ฮึ่ม!....เช่นนี้นางเก็บเงินไว้ใช้เองดีกว่า

มู่หรงเยว่ไม่คล้อยตามนาง    เขายิ้มพลางพูดว่า    “เสวี่ยเอ๋อ,   กุญแจห้องเก็บสินเดิมของท่านแม่ยังอยู่ที่เจ้านี่....”

มู่หรงเสวี่ยจ้องหน้าของเขา   ดวงตาหวานเริ่มเขียวขึ้นมาทันที    “พี่อยากจะขายสินเดิมของท่านแม่เพื่อเอาเงินไปใช้พนันแข่งหมางั้นเหรอ    พี่ไม่กลัวท่านแม่ที่เสียไปแล้ว ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าเรอะ!

ได้ยินน้องสาวเอ็ดเสียงเขียว    ใบหน้าของมู่หรงเยว่แดงซ่าน    อธิบายตะกุกตะกักว่า “ไม่นะ    ไม่ใช่สินเดิมท่านแม่..แต่...แต่ว่าในสินเดิมมีเงินตำลึงอยู่ด้วย    ข้าก็แค่อยากจะได้เงินตรงนั้น    ของอย่างอื่น...ข้าไม่เอา    ข้าไม่คิดจะแตะต้องของอย่างอื่นทั้งสิ้น!

เขาเองก็ตระหนักดีว่า    พวกเขาผู้ซึ่งเป็นลูกหลานต้องให้ความเคารพกับบรรพบุรุษ ของตกทอดประจำตระกูลที่สืบต่อมาก็ต้องพยายามเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี    ไม่เอาออกมาขายกิน    ต่อให้เขาทำชื่อเสียงตระกูลมัวหมองไปบ้าง    แต่เขาก็ไม่ถึงขั้นขายเครื่องประดับของมารดากิน

“แล้วพี่รู้มาจากไหนว่าในรายการสินเดิมของมารดามีเงินตำลึงรวมอยู่ด้วย?”    มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมองมู่หรงเยว่

พอข้อมูลที่ว่า    “ในสินเดิมมารดามีเงินตำลึงรวมอยู่ด้วย”    หลุดออกมา    มู่หรงเสวี่ยก็นึกขึ้นได้ว่า    ในการทำรายการสินเดิมของหญิงสาวที่ออกเรือนนั้น    มักจะลงรายละเอียดยิบเกี่ยวกับข้าวของที่ใช้    รวมถึงจำนวนเงินตำลึงในสินเดิมไว้ด้วย    แต่หลังจากแต่งเข้ามาแล้ว     ส่วนใหญ่จะนับให้รู้จำนวนหรือไม่ก็ไม่นับเลย    เพราะตัวเงินมักจะไม่ตรงกับบัญชีแต่เดิมที่แสดงไว้เนื่องจากเงินนั้นจะถูกใช้จ่ายหมุนเวียนไปมา    ไม่คงที่

บัญชีทรัพย์สินของท่านแม่เขียนจำนวนเงินตำลึงไว้ด้วย    แต่ตัวเงินกับตัวเลขในบัญชีไม่ตรงกัน    โดยตัวเงินนั้นร่อยหรอลงไปจนเหลือไม่มาก    ตรงส่วนนั้นมู่หรงเสวี่ยได้แต่ทำใจเพราะตัวมารดาของนางตายจากไปตั้งสิบปีแล้ว    ถึงนางจะออกปากถามตู้ฮูหยิน แต่ฮูหยินเฒ่าก็มีข้ออ้างตั้งสารพัดที่จะใช้แก้ตัว

เห็นเสวี่ยเอ๋ออารมณ์เย็นลง    มู่หรงเยว่ลอบถอนใจ    เฮ้อออ...ดีจริง!   น้องสาวไม่โกรธพี่ชายแล้ว

เห็นสีหน้าครุ่นคิดของน้องสาว    ริมฝีปากของมู่หรงเยว่ก็ขยับคายข้อเท็จจริงออกมาเพิ่มเติมด้วยประกายตาวับวาวบ่งบอกถึงความภูมิใจเล็กๆว่า    “ตอนที่ข้ากลับออกมาจากพบลุงหุย    ข้าได้ยินเสียงหงเชียวกระซิบกระซาบกันกับสาวใช้อีกนาง    พูดถึงสินเดิมของท่านแม่    ทำให้ข้ารู้เรื่องที่ในสินเดิมมีเงินตำลึงรวมอยู่ด้วย”

มู่หรงเสวี่ยหัวเราะ    หงเชียวเป็นสาวใช้อันดับสองรับใช้ข้างกายฮูหยินเฒ่า    ตู้ฮูหยินไว้วางใจนางมาก    เรื่องที่มู่หรงเยว่กำลังเงินขาดมือ    แล้วประจวบเหมาะกับการที่นางมาปูดเรื่องสินเดิมกับเงินตำลึงในนั้นพอดี    ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่เหตุบังเอิญ    คาดว่าน่าจะเป็นลูกไม้สกปรกของผู้เฒ่าแน่ๆ

กุญแจห้องเก็บสินเดิมอยู่ในมือมู่หรงเสวี่ย    หลุดพ้นจากเงื้อมมือของตู้ฮูหยิน    หญิงชราฉวยโอกาสที่ได้ยินข่าวมู่หรงเยว่เงินขาดมือจะนำไปใช้เดิมพันแข่งหมา    จึงปล่อยข่าวให้เขา    หมายชักนำให้เขานำเครื่องประดับล้ำค่าของมารดามาจำนำเอาเงินไปเล่น    หรืออาจจะเล่นสกปรกกว่านั้น    ถือโอกาสกดราคาซื้อของดีในราคาถูกแสนถูกเลยก็เป็นได้!

ตู้ฮูหยินยังเล่นไม่เลิก    สงสัยบทเรียนที่นางให้ไปครั้งที่แล้วจะยังไม่เพียงพอกระมัง? คงจะต้องสอนบทเรียนเพิ่มให้นางอีกสักบท    ให้นางได้รู้ว่า    ไม่เพียงไม่ได้ไก่    แต่นางยังจะเสียข้าวสารอีกด้วย

.............................
จบบท

1 ความคิดเห็น: