วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 18 ปกปิดให้กันและกัน (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

หลี่เสี่ยวหลาน ตำแหน่งเสนาบดี   เป็นบิดาของตัวเอก หลี่เหว่ยหยาง (หลี่เสี่ยวหลาน มีพี่น้องชายอีกสองคน เท่าที่อ่านถึงตรงนี้  ทั้งสองคนนั้นต่างก็มีครอบครัว
- พี่น้องอันดับสอง แต่งงานกับ Wen shi,  - ต่อไปจะเรียกรวมครอบครัวนี้ว่า เอ๋อฟาง (ท่านรอง)
- พี่น้องอันดับสาม ซึ่งตามท้องเรื่องเสียชีวิตไปแล้ว แต่งงานกับ Zhou shi, นางเป็นแม่บุญธรรมของ หลี่หมินเต๋อ (รับมาเลี้ยงเพราะตัวเองไม่มีบุตรสักคน) เรียกครอบครัวนี้ว่า ซานฟาง (ท่านสาม)
ดังนั้น หลี่หมิ่นเต๋อ เป็นลูกพี่ลูกน้อง กับหลี่เว่ยหยาง ไม่ใช่พี่น้อง แต่ไม่ใกล้ชิดเพราะไม่มีสายเลือดเดียวกัน ส่วนถ้าพูดกันถึงเรื่องอายุพระนางคู่นี้แล้วล่ะก็ เหว่ยหยาง 13 ในขณะที่หมิ่นเต๋อ  น่าจะดูราวๆ 10ปี แต่ผู้แปลไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะนั่นคือรูปลักษณ์ที่นางเอกตีคร่าวๆ แต่ในความเป็นจริงน่าจะอายุมากกว่านั้น



บทที่ 18 ปกปิดให้กันและกัน

เห็นกับตาเช่นนี้   ทำให้ไป๋ซีแตกตื่นจนเกือบเป็นลม

ไม่เหมือนที่นางคาดคิดเอาไว้   ไม่กี่มากน้อยก่อนหน้านี้,  หลี่เหว่ยหยางได้พลิกตัวหลี่หมิ่นเต๋อและลากตัวเขาขึ้นจากน้ำ   ถึงแม้ว่าหลี่หมิ่นเต๋อยังไม่โตเต็มที่   แต่ก็เป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจึงยากที่หลี่เหว่ยหยางจะลากเขาขึ้นจากน้ำ    หากนางคลายมือที่เกาะกุมเพียงเล็กน้อย   ก็มีหวังหลี่หมิ่นเต๋อต้องร่วงกลับลงไปในน้ำ ไป๋ซีรีบวิ่งเข้าไปช่วยดึง สตรีทั้งสองจึงค่อยสามารถลากเขากลับมาขึ้นฝั่งได้สำเร็จ

หลี่เหว่ยหยางแตะที่แผ่นอกของเด็กหนุ่ม  “ยังอุ่นอยู่”   จากนั้นนางก็เริ่มใช้วิธีช่วยชีวิตคนจมน้ำที่เคยเห็นมาจากหมู่บ้าน   ขั้นแรก, นางก็กดลงไปที่อกติดๆกันสองครั้ง   จากนั้นใช้หัวเข่าของนางกดไปที่ช่วงท้อง   ผ่านไปสักครู่,  หลี่หมิ่นเต๋อที่ยังหมดสติเพราะขาดอากาศ   ก็เริ่มหายใจอีกครั้ง   เขาไอโขลกติดกัน แล้วก็สำลักเอาน้ำออกมาจากปาก  จากนั้นก็เริ่มได้สติ
หลี่เหว่ยหยางถอนหายใจโล่งอก  ในที่สุดเขาก็หายใจอีกครั้ง

หลี่หมิ่นเต๋อมองไปรอบๆ   ดวงตาของเขาเป็นสีดำสนิทแต่กลับกระจ่างใสบริสุทธิ์แวววาวเหมือนกับดวงดาวกลางเดือนมืดบนท้องฟ้า   เขามีขนตาหนายาวที่ตอนนี้ยังมีหยดน้ำเกาะค้างไหลหยดลงมาเป็นระยะ  หลี่เหว่ยหยางมองเหม่อไปที่เด็กหนุ่ม  หน้าตาของเขาช่างดึงดูดสายตา   โดดเด่นยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างอยู่รอบๆ   พระโพธิสัตย์ทรงมีเมตตาด้วยเถิด, เด็กหนุ่มงดงามหล่อเหลาชนิดที่ไม่เคยพบเคยเห็น  นัยน์ตาของเขาเป็นประกายชวนให้ผู้ที่ชมดูแล้วหัวใจจะละลาย   แม้ว่าจะไม่ได้กำลังแย้มยิ้มอารมณ์ดี    ผิวพรรณของเขาเนียนละเอียดจนทำให้เขาดูคล้ายตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแทน   หากเขาเป็นหญิงแล้ว   เขาต้องเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งไม่แพ้หลี่ฉางเล่อแน่นอนและยังไม่นับว่าเขายังไม่เติบโตเต็มที่ด้วยซ้ำ  น่าจะแค่ประมาณสิบขวบ

ดวงตาใสราวกับน้ำพุนั้นแวววาว    เขาทำท่าจะพูดอะไรออกมา   แต่หลี่เหว่ยหยางขัดขวางเขาเสียก่อน   นางใช้มือปิดปากของเขา   “อย่าเอะอะไป!   ถ้าเจ้าร้อง,  ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่!

ไป๋ซีฟังแล้วก็อดขำไม่ได้   คุณหนูของนางพูดราวกับว่าตัวนางเองเป็นโจรป่ากำลังออกเที่ยวปล้นชิงสมบัติ

หลี่เหว่ยหยางสังเกตว่าหลี่หมิ่นเต๋อจ้องมองนางไม่วางตา   นางก็เอื้อมมือไปแตะที่ใบหน้าของเขาบ้าง   ช่างนุ่มขาวเนียนและหยุ่นมือ  เหมือนกับก้อนเต้าหู้ที่แช่อยู่ในน้ำ

“ข้าคือพี่สาวสาม  หลี่เหว่ยหยาง”  นางพูดไป...นางก็พยักเพยิดให้ไป๋ซีมาช่วยถอดเสื้อคลุมตัวนอกของนางที่แห้งอยู่ส่งให้หลี่หมิ่นเต๋อ   จากนั้นนางก็หันมาถอดเสื้อตัวนอกของหลี่หมิ่นเต๋อที่เปียกชุ่มออก    ขณะนั้นเอง,  หยกรูปจันทร์เสี้ยวที่ผูกติดไว้กับด้ายแดงที่เขาใช้สวมคออยู่ก็หลุดออกมา    ไม่ได้สำรวจจี้ห้อยคอของเขาให้ดี, หลี่เหว่ยหยางก็ใส่กลับคืนไปที่คอของเขา   แล้วนางก็เก็บรวบรวมผ้าเปียกของเขา

หลี่หมิ่นเต๋อนั่งนิ่งเฉย   มองจ้องนางเขม็งด้วยดวงตาเป็นประกาย

หลี่เหว่ยหยางมองกลับไปที่เขา   ยิ่งจ้องนานเท่าไร   ความหล่อเหลาของใบหน้านั้นก็ยิ่งเด่นชัด   อย่างไรก็ตาม,  นางจับปกเสื้อของเด็กหนุ่มไว้ในมือพลางพูดว่า   “กลับไปบอกแม่ของเจ้าว่าต้าฟูเหรินจะฆ่าเจ้า   แล้วก็ข้าพี่สาวสาม,  เป็นคนช่วยเจ้าไว้   เข้าใจมั้ย?”

ดูๆแล้วฉากเหตุการณ์นี้ไม่ต่างจากฉากคุกคามข่มขู่เลย   ไป๋ซีอ้าปากค้างจ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง

หลี่เหว่ยหยางมองตาสำทับอีกที  นางกำลังจะผละจากหลี่หมิ่นเต๋ออยู่แล้ว  แต่หลี่หมิ่นเต๋อผู้ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาคงจะกลัวที่เห็นนางกำลังจะทิ้งเขาไปในเวลานั้น   เขาเลยคว้ามือมาดึงชายเสื้อนางไว้แล้ววาดแขนกอดรอบตัวนางอย่างว่องไว   “พี่สาวสาม!

ความรู้สึกอบอุ่นโอบรอบตัวนาง   มาพร้อมกับน้ำเสียงต้องการให้ปกป้องของเด็กหนุ่ม   ทำให้นางทำอะไรไม่ถูก  จนผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง  นางก็ยกมือขึ้นโอบกอดหลี่หมิ่นเต๋อกลับ

หลี่หมิ่นเต๋อ, ท่าทางเป็นเด็กดีน่ารัก   จิตของนางนึกย้อนไปถึงยวีหลี่,  บุตรชายของนางในชาติที่แล้ว   เขาก็มักจะมาออดอ้อนนางเช่นนี้   ทุกครั้งที่บุตรชายของนางพบนาง   เขาจะรีบวิ่งรี่เข้ามากอดรัดนางเช่นนี้   ปวดร้าวขึ้นในอก...ไม่สามารถควบคุมอาการต่อไป,   นางเริ่มหยิกแก้มและลูบไล้ใบหน้าของหลี่หมิ่นเต๋อ   หลี่หมิ่นเต๋อยังอายุน้อยแต่กลับไม่ขัดข้อง   เขานั่งนิ่งปล่อยให้พี่สาวแปลกหน้าลูบไล้ใบหน้าของเขาจนหน้ายู่ไปมา

ไป่จือขมวดคิ้วมอง   นางคิดว่าคุณหนูคงลืมไปว่าคุณชายน้อยผู้นี้อายุปาเข้าไปสิบปีขึ้นแล้ว นั่นหมายความว่า   เขาผู้นี้อายุน้อยกวาคุณหนูเพียงสามปี   คิดถึงความไม่เหมาะสมแล้ว   ไป่จือก็กระแอมเสียงดัง   หลี่เหว่ยหยางจึงได้สติ   ปล่อยมือออกจากหลี่หมิ่นเต๋อ

นางกล่าวเพิ่มกับหลี่หมิ่นเต๋อว่า   “ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว   จำเอาไว้ให้ดี   ช่วงเวลาถัดจากนี้ไป,   เจ้าอย่าได้ปรากฏกายต่อหน้าผู้อื่นเป็นอันขาด   ให้พวกเขาคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว  เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้,  นอกจากมารดาของเจ้า,  เจ้าต้องไม่เล่าให้ใครฟังอีก!”   เล็บของนางจิกลงหัวไหล่ของเขา   แววตาของนางดั่งราวกับมีไฟสุมโหมอยู่ภายในชวนให้หวาดหวั่นยิ่งนัก   ภายใต้สายตาแบบนั้น,   หลี่หมิ่นเต๋อชะงักค้าง   ถึงไม่รู้อะไรเป็นอะไรแต่เขาก็พยักหน้ารับ

หลี่หมิ่นเต๋อระมัดระวังเมื่อเดินออกไป   เขาเดินลากร่างกายจากไปภายใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่กว่าตัวเขาที่รับมาจากไป่จือ   และเขายังฉลาดพอที่จะเลือกใช้เส้นทางที่ไม่ค่อยมีใครใช้   เห็นอย่างนี้แล้ว,  หลี่เหว่ยหยางพยักหน้าด้วยความพอใจ   แต่เดิมที่เกิดเรื่องขึ้น เด็กหนุ่มผู้นี้ก็แสร้งทำหมดสติเพื่อให้สองฆาตกรคิดว่าเขาตายเรียบร้อยแล้ว   นับว่าเขาเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดไม่เบา

ไป่จือถอยหลังกลับสองสามก้าวก่อนที่จะอุทานออกมา...

หลี่เหว่ยหยางก็สังเกตเห็นสิ่งนั้นด้วย   มีกระเรียนสีขาวนอนทอดร่างตายอยู่บนพื้นหญ้า  ในต้าหลี่ กระเรียนสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ   พวกมันมีค่าประเมินมิได้และหายากไม่น้อย   แม้แต่ที่จวนของเสนาบดียังไม่เคยมีนกกระเรียนขาวสักตัว   ตอนนี้มีตัวหนึ่งแต่กลับไร้ชีวิตซะแล้ว    รอยยิ้มของหลี่เหว่ยหยางเย็นชา   นางขุดหลุมฝังกระเรียนขาวตัวนั้นจนลึกแล้วกลบหลุมฝังมัน

พอทุกอย่างแล้วเสร็จ   ลมเริ่มพัดแรงจนไป่จือที่ยืนอยู่กับนางตัวสั่นสะท้าน   “คุณหนู, แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป?”

หลี่เหว่ยหยางคิดแล้วตอบออกไปว่า   “เจ้ากลับไปเอาเสื้อผ้ามาให้ข้าผลัดเปลี่ยน   ชุดธรรมดาที่ข้ามักจะใช้ประจำวัน   กลับไปเงียบๆ ระวังอย่าทำเสียงดังให้ผู้อื่นสังเกตเห็น”

ไป่จือพยักหน้ารับ

มองดูไป่จือจากไป   หลี่เหว่ยหยางก็หลบอยู่หลังภูเขาจำลอง

หย่อนเบ็ดแล้ว   พอได้เวลาก็ค่อยหมุนรอกขึ้นมา   นางรู้ดีว่าเดี๋ยวพวกมันก็ต้องมาไม่ช้าก็เร็ว

ตอนนี้ต้าฟูเหริน  หลี่เสี่ยวหลาน(เสนาบดี) พร้อมกับน้องห้า(หลี่ฉางซี)   กำลังพากันมุ่งหน้ามายังหนานหยวน

“ท่านพี่,  นกกระสาขาวอยู่ๆก็บินเข้ามาที่จวนของเรา   มุ่งหน้ามาทางทะเลสาบบิโบที่อยู่ด้านหลังหนานหยวนนี่แหละ  ท่านพี่ต้องมาดูกับตาตัวเองให้ได้นะ!”   ต้าฟูเหรินหัวเราะเบาๆ

หลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี) ผงกศีรษะ   นกกระสานำมาซึ่งโชคดี

หลี่ฉางซีใบหน้าเบ่งบานด้วยความสุข   แค่คิดว่านังหลี่เหว่ยหยางจะดวงซวยแค่ไหนก็ทำให้นางตื่นเต้นแล้ว

ระหว่างทาง,  ทั้งหมดก็พบฮวาเหมยที่กำลังเดินมาด้วยท่าทางรีบร้อน   หน้าตาแตกตื่น

“เจ้าเป็นสาวใช้ของพี่สาวสามมิใช่หรือ?   เจ้ามาทำอะไรแถวนี้?”   หลี่ฉางซีตะโกนเสียงดัง

ใบหน้าของฮวาเหมยมีทีท่าอึดอัดกระสับกระส่าย   นางอยากจะรายงานต้าฟูเหรินเหลือเกินว่านางหาตัวคุณหนูสามไม่พบ   ไม่รู้ว่าคุณหนูสามออกจากหนานหยวนไปก่อนที่นางจะมาหรือเปล่า   แต่นายท่านอยู่ตรงนี้ด้วยทำให้นางไม่กล้าพูด

หลี่ฉางซีทนรอคำตอบไม่ไหว   ถามนำขึ้นมาว่า  “พี่สาวสามอยู่ที่ไหน?   เจ้าน่าจะอยู่ข้างกายนางไม่ใช่เหรอ!

ตอนแรกฮวาเหมยวิ่งมารายงานต้าฟูเหรินแต่พอนางกลับมาอีกที   นางก็หาหลี่เหว่ยหยางไม่เจอ   นางวิตกจนหลุดออกมาว่า   “คุณหนูสามได้ยินข่าวว่าฉีอี้เหนียงล้มป่วยจึงอยากมาเยี่ยมนาง  นูปี้....นูปี้....”

หลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี) ใบหน้าเครียดขึ้นมาทันที   เขาหันมากล่าวกับต้าฟูเหรินว่า    “เด็กผู้นี้ไม่รู้กฎระเบียบ   ต่อให้นางอยากจะไปเยี่ยมคน,  นางก็น่าจะบอกกล่าวเจ้าก่อน”

ต้าฟูเหรินยิ้มเมตตาราวกับเจ้าแม่กวนอิม   “ไฮ้...เด็กก็ไปอยู่ที่อื่นตั้งนาน   นางอาจจะไม่รู้กฎเกณฑ์ไปบ้าง”

หลี่เสี่ยวหลาน(เสนาบดี) ทำเสียงฮึ   เขาไม่ค่อยชอบหลี่เหว่ยหยางเป็นทุนอยู่แล้ว   ไม่เพียงเกิดเดือนสองที่เป็นกาลกิณี  แต่นางยังไม่ระมัดระวังกิริยาอาการและการกระทำของนาง  ต่อให้นางอยากเยี่ยมมารดาตน,   อย่างน้อยนางต้องบอกกล่าวให้ต้าฟูเหรินทราบก่อน   เด็กหัวแข็งอย่างนางไม่น่าชื่นชมเท่าไร!

ตอนนี้พระจันทร์ขึ้นแล้ว   ส่องแสงสีเงินนุ่มนวลมายังทุกคน

เหตุการณ์ที่เกิดขัดขึ้นมาทำให้หลี่เสี่ยวหลานหมดอารมณ์จะไปดูนกกระสาขาว   เขาเดินไปยังทะเลสาบบิโบช้าลงแล้วหันเหสายตามองดูพระจันทร์ที่อยู่ในน้ำใส   มีเพียงต้นหญ้ารกชัฏขึ้นสูง ไม่มีวี่แววของนกกระสาขาว   สีหน้าของเขาก็ยิ่งย่ำแย่ลง

“เจ้าบอกไม่ใช่เหรอว่ามีนกกระสาขาว?”

แม้แต่ต้าฟูเหรินก็ยังแปลกใจ   นางสั่งให้คนเอาซากนกกระสาขาวมาทิ้งไว้ตรงนี้นี่นา   แต่ทำไมไม่มีล่ะ?   แต่ยังไงนางก็ยังรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ก่อน

“บางทีมันอาจจะมืดมาก   แล้วเจ้านกก็อาจจะไปแอบซ่อนในพงหญ้าสูงก็เป็นได้”

หลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี) อารมณ์ดิ่งจนถึงที่สุดแล้ว   เขาขมวดคิ้วแน่น   ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ   อยู่ๆก็มีมู่มู่ คนหนึ่ง วิ่งตรงมายังเขา   ตามหลังมาติดๆพร้อมกับผู้คนอีก 3-4 คน   แต่ละคนมีโคมไฟส่องนำทางพร้อมในมือ

“ซานเชาเย่ (หมายถึง หลี่หมิ่นเต๋อ)  ซานเชาเย่!   ท่านอยู่ไหน?!

คราวนี้สีหน้าของต้าฟูเหรินที่กำลังเกร็งก็ผ่อนคลายลงแต่นางพยายามเก็บความปิติไว้ภายใน “เจ้าเป็นแม่นมของหมิ่นเต๋อมิใช่หรือ?   ทำไมมาออกตามหาหมิ่นเต๋อล่ะ?”


ใครจะไปสนใจว่าจะเจอศพนกกระสาขาวหรือไม่   จุดสำคัญคือศพของหลี่หมิ่นเต๋อต่างหาก!



............................................
จบบท

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่แน่ใจว่าสาวใช้ ตกลงชื่อ ไป๋ซี หรือไป๋จือคะ เห็นมี 2 ชื่อ ตอนแรกก็งงนิดหน่อย ^^

    ตอบลบ