งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 19 หยิบยืมเงิน

มู่หรงเสวี่ยยืนขึ้นด้วยท่าทางเชื่องช้า    นางค่อยๆเดินย่างกรายออกไป กระโปรงตัวงามเคลื่อนไหวระไปตามพื้นก่อให้เกิดร่องรอยจางๆ

“เสวี่ยเอ๋อ,   เจ้าจะไปไหน?”     มู่หรงเยว่เพิ่งได้สติ    หันมามองนางลุกขึ้นออกเดินด้วยสายตาฉงน

“ไปเรือนอวี้ถาง   เข้าเยี่ยมท่านย่ารองสักหน่อย!”     มู่หรงเสวี่ยหยุดนิดนึงเพื่อตอบโดยที่ไม่ได้หันกลับมามอง

ความสัมพันธ์ของน้องสาวกับย่ารองมิได้แน่นแฟ้นสักเท่าไร    อยู่ๆทำไมนางถึงจะไปยังเรือนอวี้ถาง?

มู่หรงเยว่กล่าวแทรกขึ้นมาว่า     “เสวี่ยเอ๋อ,   ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

“ไม่ต้อง,   พี่กลับไปก่อนแล้วค่อยกลับมาหาข้าใหม่อีกที”      มู่หรงเสวี่ยคิดจะไปมอบบทเรียนให้ตู้ฮูหยินสักหน่อย     แต่จะให้มู่หรงเยว่เห็นตัวตนใหม่ของนางคง...ไม่ค่อยสะ-ดวก! 

ความปรารถนาดีถูกบอกปัด    มู่หรงเยว่ขมวดคิ้ว    เดินจากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ปากก็พูดออกมา    “ก็ได้!”    ฟังจากน้ำเสียงของน้องสาว    นางคงจะมีเรื่องต้องปรึกษาหารือตามประสาสตรีกับท่านย่ารอง    เขาอยู่ด้วยคงจะไม่สะดวกใจ    เขาไม่ไปก็ได้    ส่งบ่าวให้ไปคอยสอดแนมหน้าเรือนอวี้ถางก็พอ    หากทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่พูดจาไม่เข้าหูกันขึ้นมา    เขาค่อยออกตัวมายุ่งเกี่ยวก็ยังไม่สาย

เรือนอวี้ถางของตู้ฮูหยินมีผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง    มองไปทางไหนก็เห็นสาวใช้และบ่าวไพร่กันหน้าสลอน    พวกนั้นพอเห็นมู่หรงเสวี่ยมุ่งหน้ามาตั้งแต่ไกลก็รีบเข้าไปในเรือนพำนักเพื่อรายงานฮูหยินเฒ่า

ยามเมื่อมู่หรงเสวี่ยเหยียบถึงตัวเรือน    สาวใช้ลำดับสามของฮูหยินชรากำลังก้มหน้าก้มตากวาดใบไม้ที่ลานอย่างขมีขมัน    สาวใช้ลำดับสองก็ออกมาเชื้อเชิญนางอย่างสุภาพ     “ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง   เชิญคุณหนู”

มู่หรงเสวี่ยยิ้มบาง    เดินอย่างไม่รีบร้อนเข้าไป    สาวใช้ยกม่านมู่ลี่หรูหราที่กั้นห้องภายในขึ้น    มองเห็นตู้ฮูหยินทอดกายนอนเล่นที่เก้าอี้ยาวข้างหน้าต่าง    อิงหมอนใบใหญ่ท่าทางสบาย    กำลังค่อยๆละเลียดชิมนมร้อนตุ๋น    แสงอาทิตย์อุ่นสบายเล่นกับอัญมณีสีน้ำเงินที่คาดประดับอยู่บนหน้าผากของนาง    สะท้อนให้มีประกายระยิบระยับจับตา

ตู้ฮูหยินมองมาที่มู่หรงเสวี่ยด้วยกิริยาไม่แยแส   เอ่ยออกมาว่าห้วนๆว่า  “มีเรื่องอะไร?”

มู่หรงเสวี่ยยิ้มตอบเยือกเย็น   ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า    “ไม่ใช่เรื่องใดใหญ่โต เพียงแต่เป็นเรื่องของพี่ชายข้าต้องการจะเล่นพนันกัดหมา    แต่ไม่มีเงิน   ข้าจึงจะมาหยิบยืมเงินกับท่านย่ารองก่อน”

ตู้ฮูหยินตักนมตุ๋นทานไปก็คิดในใจไปด้วย    มารดาของเด็กทั้งสอง (อาเฉิน) มีเงินตำลึงรวมอยู่ในบรรดาสินเดิมของนางด้วย    ซึ่งเงินเหล่านั้นก็ถูกตู้ฮูหยินถลุงใช้อย่างชาญฉลาด    นางสั่งให้หงเชี่ยวไปปล่อยข่าวให้ได้ยินถึงหูมู่หรงเยว่    เพื่อให้มู่หรงเยว่เอ่ยปากขอเงินจากมู่หรงเสวี่ย    มู่หรงเสวี่ยไม่หลงเหลือเงินตำลึงมากนัก    ก็ต้องนำสินเดิมมาขอจำนำฝากไว้ที่นางซิ?    ทำไมกลับเปลี่ยนเป็นพูดจาขอยืมเงินนางแทน?

คุณหนูของสกุลมู่หรงมีเกียรติและศักดิ์ศรี    หากจะใช้เงินทั้งที    ไม่มีทางออกปากขอยืมเงินใครให้เป็นขี้ปากชาวบ้านหรอก    นี่มู่หรงเสวี่ยไม่กลัวจะถูกหัวเราะเยาะเลยหรอกหรือ?

อย่างไรก็ดี    เดี๋ยวนางค่อยบอกให้นางนำสินเดิมของมารดามาวางประกันก็ได้    “เท่าไหร่?”

“หนึ่งแสนตำลึง”    มู่หรงเสวี่ยพูดเสียงอ่อนๆ    ทั้งยังแสร้งถอนหายใจเพิ่มอีกด้วย   “พี่ชายใช้เงินว่องไวยิ่งนัก    ด้วยจำนวนนี้คงพอใช้ได้แค่สิบวันเป็นอย่างมาก....”

ก้นบึ้งของแววตาตู้ฮูหยินมีแต่ความกระหยิ่มยิ้มย่อง    ไอ้เด็กไม่เอาถ่าน    มู่หรงเยว่ นางรู้จักเด็กหนุ่มดีกว่าใคร    ยิ่งโอ๋มันมาก    ก็ยิ่งหยิ่งจองหอง    นั้นก็ยิ่งทำให้นางสะใจ    แกล้งทำทีให้ความช่วยเหลือ  แต่ในความช่วยเหลือก็มิได้เสียโอกาสได้ดอกเบี้ยแต่อย่างใด  

“เงินจำนวนนั้นไม่ใช่น้อยๆ    ใส่เกวียนขนเงินยังต้องใช้เกวียนตั้งหลายคันรถ    ทั้งเราก็ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดด้วยแล้ว    ข้าให้เจ้ายืมเฉยๆ   คงไม่ดี”

มู่หรงเสวี่ยยิ้มหวาน    “ข้าจะเขียนใบกู้ให้ท่านย่ารองไว้    พอพี่ชายชนะเงินรางวัลมาก็รีบส่งคืนท่านพร้อมดอกเบี้ย”

ตู้ฮูหยินเลิกคิ้วสูงมองนาง    “พนันสิบแพ้ซะเก้า   หากมู่หรงเยว่ไม่ชนะล่ะ?    พวกเจ้าก็คงไม่มีปัญญาจ่ายเงินคืนหรอก”

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตา    “ไม่ทราบท่านย่ารองคิดเห็นว่าควรทำเช่นไร?”

ตู้ฮูหยินแสร้งทำท่าครุ่นคิดแล้วค่อยเอ่ยออกมาว่า    “ใช้สินเดิมแม่เจ้าหนึ่งหีบมาวางค้ำประกันไว้    หากเจ้าชนะได้เงินมาแล้วค่อยมาไถ่คืน”

มู่หรงเสวี่ยหัวเราะเสียงเย็น    ตู้ฮูหยินจ้องจะเอาสินเดิมของมารดาให้ได้จริงๆด้วย   สินเดิมหีบหนึ่งมีค่าระหว่างสองแสนถึงสามแสนตำลึง    ตู้ฮูหยินตั้งใจจะกดราคาให้เหลือแค่แสนตำลึง    หน้าเลือดเกินไปแล้ว!

“ข้ายังจดจำได้อีกอย่างว่าในรายการสินเดิมของแม่ข้ายังมีกิจการร้านค้าอยู่ด้วยหลายแห่ง    ซึ่งตอนนี้ท่านย่ารองเป็นผู้ดูแลอยู่,   ถูกต้องหรือไม่?”

ตู้ฮูหยินถูกเปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหันได้แต่ตั้งสติ    มู่หรงเสวี่ยนี่อะไรกัน    คุยกันเรื่องเงิน    ต่อด้วยเรื่องสินเดิมและจู่ๆก็มาโผล่เรื่องร้านค้า    เด็กสาวเปลี่ยนหัวเรื่องว่องไวราวกับลิงลม

ว่ากันถึงความหลัง,   ครั้งนั้นนางเฉินมีร้านรวงติดมากับรายการสินเดิมอยู่จำนวนหนึ่ง ชื่อเสียงของร้านค้า    รวมทั้งรายละเอียดถนนที่ตั้งล้วนเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในสมุดบัญชี    จะให้ปฎิเสธไม่รู้เรื่องก็พูดไม่ออก    ได้แต่ถามเสียงแข็งออกไปว่า    “แล้วทำไม?”

“ร้านค้าเหล่านั้นล้วนตั้งอยู่ในทำเลการค้าอันโด่งดัง    ผลกำไรตลอดสิบปีมานี้คงไม่มากไม่น้อยไปกว่า 2-3แสนตำลึง,   ถ้าเช่นนั้น....มิสู้...”      มู่หรงเสวี่ยทอดหางเสียงแต่ไม่พูดจนจบประโยค    ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม    สิบปีที่ผ่านมา,   เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงยังไม่มีโอกาสเห็นแม้แต่เงินเบี้ยสักเหรียญเดียวจากกำไรร้านเลย    ทุกอีแปะถูกฮูหยินเฒ่าโกงเข้าพกเข้าห่อไปจนหมด

“ร้านหกร้านพวกนั้นขายไม่ดีสักเท่าไหร่    ลูกค้าก็แทบจะไม่มี    กำไรมีก็แค่ขี้ฟัน แต่ละร้านทำกำไรอย่างมากก็แค่พันตำลึงต่อปี    แทบจะไม่พอจ่ายค่าใช้จ่ายในจวนด้วยซ้ำ....”      ตู้ฮูหยินพูดโกหกโดยไม่ติดขัด

“อย่างงั้นหรอกเรอะเจ้าคะ?”    มู่หรงเสวี่ยมองตู้ฮูหยินพร้อมกับกล่าวด้วยท่าทีเรื่อยๆว่า  “ถ้าอย่างนั้น...ข้าก็คงต้องขอให้ท่านย่ารองนำสมุดบัญชีออกมาให้ข้าตรวจดูสักหน่อย”

“นี่ไม่ใช่ช่วงต้นเดือนปลายเดือน    สมุดบัญชีย่อมอยู่ในมือของหลงจู๊แต่ละร้าน    ข้าจะมีอยู่กับตัวได้อย่างไร?”      ตู้ฮูหยินเอ่ยเสียงไม่ดัง    ปากของนางยกขึ้นด้วยท่าทีบันเทิงใจ    นางผู้เฒ่าไม่เคยชอบหน้าหลานสาวนอกไส้ผู้นี้แม้แต่น้อย    เห็นเด็กสาวพยายามที่จะตีตื้นขึ้นมาแต่ก็โดนนางย้อนกลับไปได้    ล้วนทำให้นางรู้สึกสบายใจ    สาแก่ใจอย่างบอกไม่ถูก!

“เด็กๆ    ใครก็ได้ไปตามหลงจู๊ทั้งหกร้านของมารดาข้า   ให้มาที่นี่ทั้งหมด  บอกพวกเขาให้หอบสมุดบัญชีย้อนหลังสิบปีติดตัวมาด้วย!”    มู่หรงเสวี่ยออกคำสั่งเสียงเย็น สายตาของนางเข้มขึงขัง     ฮูหยินเฒ่ากล่าวเองใช่หรือไม่ว่ากำไรแค่ขี้ฟัน?    งั้นนางก็จะซักฟอกหกหลงจู๊ต่อหน้าต่อตานาง    เอาให้หมดเปลือกดูว่าพวกเขาทำกำไรให้ร้านค้าได้เท่านี้จริงๆหรือว่ามีคนเล่นตลกปลอมแปลงบัญชี

“เจ้าคะ...คุณหนู”      หงชิวที่ยืนอยู่เบื้องหลังมู่หรงเสวี่ย    ย่อกายแล้วหันหลังกลับออกไป

สีสันบนใบหน้าของตู้ฮูหยินเดือดดาลจนหน้าหมองคล้ำเป็นน้ำหมึก    นังเด็กบ้า    กล้าขัดขืนไม่เชื่อฟังทั้งจะตรวจสอบข้าเรอะ - เจ้าเด็กอกตัญญู!     เรียกหลงจู๊หอบสมุดบัญชีมาให้ตรวจเท่ากับไม่เชื่อฟังคำของนางผู้มีศักดิ์เป็นย่า    เอาซิ....นางก็จะคอยดูว่าเด็กโง่อยู่แต่ในห้องหอจะสามารถค้นเจออะไรได้

ครึ่งชั่วยามต่อมา    เหล่าหลงจู๊ก็ทยอยมาถึงและยืนรออยู่นอกเรือนด้านหน้า

มู่หรงเสวี่ยเลิกผ้าม่านที่กั้นชั้นนอกและชั้นในของเรือนแล้วก้าวเดินออกมา    “ทำให้พวกท่านต้องรอนานแล้ว!

หลงจู๊ทั้งหลายหันศีรษะกลับมาอย่างพอเพียง    เพื่อที่จะเห็นดรุณีเยาว์วัยเดินออกมา ใบหน้าผุดผ่องขนาดเล็กเท่าฝ่ามือล้อมกรอบด้วยเส้นผมที่นุ่มละเอียด    ทำให้นางดูน่ารักน่าเอ็นดู    ทั้งยังจับสายตาเป็นที่โดดเด่น    ใบหน้านั้นประดับรอยยิ้มบางๆ    ดูไม่มากไม่น้อย    สดชื่นดูเป็นธรรมชาติ    แต่สายตาของเด็กสาวกลับเข้มลึกมองปราดเดียวก็สัมผัสได้ถึงความเฉลียวฉลาดกลิ้งกลอก    ทำเอาผู้คนถึงกับตะลึงงันแทบลืมหายใจ

เมื่อบรรดาหลงจู๊หายจากอาการตกตะลึงแล้วก็รีบโค้งกายลงคำนับ      “คารวะคุณหนู!

มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับการคารวะ     “ท่านหลงจู๊ทั้งหลายไม่ต้องมากพิธี    เชิญนั่งลงจิบชารอก่อน    ข้าแค่อยากจะตรวจดูบัญชีสักหน่อย    หากมีอะไรที่ข้าสงสัย    ข้าค่อยถามเอาจากพวกท่าน!

หลงจู๊วัยดึกผู้หนึ่งซึ่งมีหนวดติดที่ใต้จมูก    แย้มยิ้มนุ่มนวลแล้วตอบกลับมาว่า    “คุณหนูเกรงใจเกินไป    หากมีสิ่งใดที่ท่านดูแล้วสงสัยก็โปรดถาม    ข้าจะอธิบายท่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ารู้”

“ใช่ๆๆๆ    ได้โปรดถามพวกเราได้เลย...คุณหนู!”       ผู้ที่เหลืออีกทั้งห้าก็ตอบรับเสียงหนักแน่นกลับมาพร้อมด้วยรอยยิ้ม

มู่หรงเสวี่ยยิ้มอ่อนหวานแล้วทรุดตัวนั่งลงหน้าโต๊ะกลมที่กองสูงด้วยตั้งบัญชี    จากนั้นก็หยิบบัญชีเล่มที่อยู่บนสุด    พลิกอ่านอย่างตั้งใจ

หลงจู๊ทั้งหลายก็นั่งที่โต๊ะอีกชุดที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกล      ค่อยๆจิบชาพักผ่อนรอให้มู่หรงเสวี่ยตรวจบัญชี    บรรยากาศทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบสงบ

ตะวันค่อยๆไต่ขอบฟ้าสูงขึ้น....สูงขึ้นเรื่อยๆ     มู่หรงเสวี่ยนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อนกายไปไหน    พลิกผ่านหน้าสมุดหน้าแล้วหน้าเล่า    ยิ่งอ่านดูมากเท่าไร    คิ้วของนางก็ยิ่งขมวดมุ่น

เหล่าหลงจู๊เริ่มซบหัวกับท่อนแขน     ดวงตาหรี่ปรือ.....สัปหงก

“ปัง!   โครม!”     เสียงดังสนั่นจนทำให้หลงจู๊บางท่านเกือบลื่นตกเก้าอี้    พวกเขารีบหันเลิ่กลั่กไปยังที่มาของเสียงเพียงเพื่อที่จะสบตากับสายตาเกรี้ยวกราดของมู่หรงเสวี่ยที่มองจ้องกลับมายังพวกเขา....


..........................................
จบบท

หลงจู๊ = ผู้จัดการ

1 ความคิดเห็น: