งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 20 กระตุกหงอกท่านย่ารอง

ย็นยะเยือกขนลุกชันตั้งแต่เส้นขนจนเจาะทะลุเข้าไปในหัวใจ,   เนื้อตัวแต่ละคนสั่นเทิ้มพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย,   เหล่าหลงจู๊พากันตื่นตระหนก     “คุณหนู,   บัญชีมีปัญหาอะไรหรือไม่?”

ตู้ฮูหยินตรวจทานสมุดบัญชีอยู่ทุกๆเดือน   หากพบสิ่งใดผิดพลาด   นางก็คงจะตำหนิพวกเขาไปแล้วหรือหากแย่กว่านั้นก็อาจจะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง    ยังผลให้หลายปีที่ผ่านมา....พวกเขาไม่มีใครกล้าทำบัญชีโดยไม่รัดกุมรอบคอบเด็ดขาด

“บัญชีไม่ผิด...เพียงแต่ว่าตัวเลขค้างจ่ายมีจำนวนสูงมากซ้ำยังทิ้งระยะเก็บบัญชีเป็นเวลานาน!”     มือบอบบางของมู่หรงเสวี่ยโบกครั้งหนึ่ง   สมุดบัญชีที่อยู่ในมือก็ปลิวหวือไปตกอยู่บนตักของหลงจู๊

“เปิดประตูร้านทำการค้า,   ยอมให้ลูกค้าติดบัญชีไม่ใช่เรื่องแปลก    แต่ทว่า...ยังไงก็ต้องมีขอบเขต    หากชำระแล้วเสร็จภายในสามเดือนห้าเดือนก็ยังพอไหว    หากทอดยาวเป็นหนึ่งหรือสองปีก็ต้องทำการเร่งรัดให้ชำระ   แต่นี่กลับยาวนานถึงสิบปี....ไม่มีชำระเลยแม้แต่อีแปะเดียว    มิหนำซ้ำพวกท่านยังกล้าให้ลูกค้าขี้โกงผู้นี้เชื่อของชิ้นใหม่ออกไปอีก    ขอถามท่านหลงจู๊ทั้งหลายหน่อย...ท่านคิดจะให้ร้านล้มละลายหรืออย่างไร?”

ที่แท้ไอ้ลูกค้าขี้โกงนั่นนะเอง?     ทำไมหลงจู๊ผู้คร่ำหวอดการค้าเช่นพวกเขาจะจำไม่ได้!

บรรดาหลงจู๊ต่างก้มหน้ามองไปยังสมุดบัญชี    มองไปยังช่องรายการบัญชียาวเหยียดเป็นหางว่าวนั้น    แต่ละคนมีสีหน้าขมขื่น      “เรียนคุณหนู, ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากเก็บบัญชี    แต่ตัวเลขรายการของที่นำออกไปจากร้านในแต่ละร้านล้วนมาจากที่เดียวกันทั้งหมดคือ  จวนขุนนางหวู่อัน...”

“จวนหวู่อันแล้วเป็นอะไร?     ต่อให้ท่านน้าหลัวมาด้วยตนเอง,   นอกจากพวกท่านจะคอยบริการแนะนำนางด้วยตนเองเป็นอย่างดีแล้ว....ก็แค่นั้น    ใครใช้ให้ปล่อยทางนั้นเอาสินค้าไปโดยไม่ชำระค่าสินค้า?”     มู่หรงเสวี่ยประกายตานิ่งแข็ง    ตั้งคำถามต่อเหล่าหลงจู๊ด้วยสำเนียงเฉียบขาด

สบตามองกันไปมาตาปริบๆระหว่างหลงจู๊แต่ละร้าน    ก่อนที่จะมีหน่วยกล้าตายหลุดเสียงเบาราวกับเสียงแมลงหวี่ออกมาว่า    “..ปะ..เป็น...คำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ...”

มู่หรงเสวี่ยแสยะริมฝีปากด้วยอาการเยาะหยันเล็กน้อย    นางคิดไว้อยู่แล้วเชียว

บัญชีสูงท่วมหัวของสิบปี    นางไม่จำเป็นต้องดูทั้งหมด    แค่สุ่มหยิบเลือกขึ้นมาดูเพียงสองสามปีบัญชีที่ผ่านมาเล่ม    กับอีกห้าปีที่ผ่านมาเล่ม    จากนั้นก็ดูสองสามเดือนหลังสุดอีกเล่ม    ก็พอสรุปได้ว่าสิบปีที่ผ่านมา   ก่อนจะเปลี่ยนฤดู,   จวนหวู่อันจะสั่งตัดเสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่จากร้านผ้าไหมของมารดานาง    พวกเขาจะเหมาผ้าพับใหม่จำนวนครั้งละสิบถึงยี่สิบพับ    เนื้อผ้ามีตั้งแต่  หยาบสำหรับบ่าวไพร่   ปานกลางสำหรับสาวใช้  พ่อบ้าน    จนถึงไหมชั้นดีราคาแพงสำหรับบรรดาเจ้านาย   เรียกว่า  ตัดเสื้อผ้ากันใหม่ตั้งแต่ระดับสาวใช้ยกกระโถนจนถึงฮูหยินเฒ่ามารดาของขุนนางจวนหวู่อัน...กันเลยทีเดียว!

ปฎิบัติเนิ่นนานต่อเนื่องมาเป็นสิบปี - มีแต่ตัวเลขแต่ไม่เคยชำระเงินแม้แต่อีแปะเดียว

สถานการณ์ร้านเครื่องประดับก็ไม่มีอะไรแตกต่าง    จวนหวู่อันมาเยี่ยมเยือนที่ร้านถี่ยิบ ทุกฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน,   พวกเขาจะมากวาดเอาเครื่องประดับยกชุดสำหรับนายหญิงผู้เฒ่า,   ฮูหยิน   และคุณหนูสาวรุ่นที่จวน

ทุกสองหรือสามเดือนครั้ง   คนของจวนหวู่อันก็จะไปด้อมๆมองๆที่ร้านค้าศิลปะ   แล้วก็จะยกหยกหรือไม้แกะสลักบ้าง   ภาพเขียนของจิตรกรดังกลับไปบ้าง   โดยมิต้องควักแม้แต่แดงเดียว

มิน่า...ฮูหยินเฒ่าถึงกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่านางไม่ได้เบียดบังเงินกำไรของบรรดาร้านค้าของมารดา    เพราะว่าเงินทุนของทางร้านต้องหมดไปกับการอุดช่องโหว่ตรงรายการหนี้ค้างชำระของจวนหวู่อันนั่นเอง    ทำให้เหลือเงินหมุนเวียนในร้านไม่มาก   ถึงนางไม่ลงมือขโมย...ร้านก็แทบจะเจ๊งจนไม่มีอะไรจะเหลืออยู่แล้ว

“นี่หรือ...คือวิธีการที่ท่านย่ารองบริหารร้านค้าของมารดาข้า?”    มู่หรงเสวี่ยเลิกมู่ลี่ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นใน    พร้อมกับกล่าวเหน็บแนมฮูหยินเฒ่า

ตู้ฮูหยินต่อตากับนางแล้วตอบกลับน้ำเสียงไม่ยี่หระว่า     “น้าของเจ้าช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านผ้ากับร้านเครื่องประดับของเจ้าอย่างไรล่ะ....”

“เอาของไปแล้วจ่ายเงินค่าของเรียกว่าช่วยเหลือ   เชิดของไปไม่จ่ายสักแดง...ทั้งยังลอยหน้ากลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสิบปีเขาเรียกว่า - หน้าหนาปานชุดเกราะ!” มู่หรงเสวี่ยพูดขัดหญิงชรา   นางเน้นเสียงคำพูดชัดเจนคำต่อคำ    “จวนขุนนางหวู่อันอันเกริกเกียรติกลับกระทำตัวมิต่างขอทานข้างถนน    ทำเรื่องน่าละอายสูบเลือดสูบเนื้อเยี่ยงเห็บหมัดเกาะสุนัขข้างถนน   ต่อให้พวกเขาไม่นึกละอาย...ข้ายังนึกละอายใจแทน”

“เจ้า...เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร    หลัวเอ๋อมีศักดิ์เป็นน้าของเจ้าน่ะ?”     ตู้ฮูหยินตะคอกเสียง    ดวงตาที่มองมู่หรงเสวี่ยดุดัน

ในฐานะฮูหยินของจวนขุนนางหวู่อัน    มู่หรงหลัวมีหน้าที่จัดการเรื่องราวน้อยใหญ่ภายในบ้าน    การจัดหาอาภรณ์เครื่องนุ่มห่มและการจัดหาเครื่องประดับ    ก็เป็นหนึ่งในงานเหล่านั้น    หากมู่หรงเสวี่ยเหยียดหยามว่าจวนหวู่อันหน้าด้านหน้าทน    นั่นก็หมายถึงด่ากราดไปถึงมู่หรงหลัวด้วย

มู่หรงเสวี่ยจุ๊ปากด้วยความไม่พอใจ    “แม่ของข้ามีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของนางโดยตรง นางทำเรื่องหน้าไม่อายมาเอาสินค้าจากร้านพี่สะใภ้ตนเองโดยไม่ยอมจ่ายค่าสินค้า ท่านยังคิดจะห้ามข้าไม่ให้กล่าวต่อว่านางสักคำเลยเหรอ?”

“เจ้า....”

มู่หรงเสวี่ยโบกมือตัดประโยคของฮูหยินเฒ่า    พุ่งสายตาจ้องไปที่นางแล้วเอ่ยว่า   “ขอท่านย่ารองอย่าได้แก้ตัวซ้ำซากว่า    นางเป็นน้าของข้า    ข้าควรจะมอบเสื้อผ้าสักสองสามตัว...เครื่องประดับสักสองสามชิ้นเพื่อแสดงความมีน้ำใจต่อผู้ใหญ่    แต่ไฉนในฐานะที่ข้าเป็นหลานสาวนาง    ซ้ำยังกำพร้าบิดามารดา    ทำไม..นางถึงไม่เป็นฝ่ายดูแลมอบน้ำใจให้ข้า   สั่งตัดเสื้อผ้าและมอบเครื่องประดับสองสามชิ้นทุกๆเดือนที่ร้านค้าของตนเองบ้าง?”

“เจ้า....”    ตู้ฮูหยินชี้หน้ามู่หรงเสวี่ยด้วยนิ้วมือที่สั่นระริก    นางโกรธซะจนจุกพูดอะไรไม่ออก    นังมารน้อย - มิใช่ว่าเป็นเด็กสาวสงบเสงี่ยมคำหรอกหรือ?    นางปากคอเราะร้ายขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

มู่หรงเสวี่ยปรายตามองหญิงชรา   น้ำเสียงยังคงเยียบเย็นกระแนะกระแหนต่อว่า  “ร้านค้าของมารดาข้าถูกท่านย่ารองบริหารซะยุ่งเหยิงเละเทะ   หากข้ายังคงให้ท่านดูแลตามแบบฉบับของท่านอยู่อย่างนี้    ไม่ช้าไม่นานทั้งหกร้านคงต้องปิดตัวลง    ข้าคงต้องรบกวนให้ท่านย่ารองส่งคืนร้านทั้งหกให้กลับมาอยู่ในการดูแลของข้า    ข้าจะดูแลบริหารทั้งหกร้านด้วยตัวข้าเอง    จะออกมาดีหรือเลว,   จะได้ไม่ต้องมาเอ่ยปากเอากับท่านย่ารองอีกต่อไป!

สีหน้าของตู้ฮูหยินยิ่งดำคล้ำด้วยความเสียดาย    นางหลุบเปลือกตาลงปกปิดความคิดข้างในใจ    หลังจากการตายของนางเฉิน,   นางก็ได้ร้านทั้งหกมาไว้ในกำมือ    รู้ดีว่าถ้าเจ้าเด็กแฝดสองคนนี้โตขึ้นเมื่อไหร่    ก็ต้องส่งคืนร้านให้พวกมัน    ดังนั้นหากยึดร้านซึ่งๆหน้าไม่ได้ก็ต้องปอกออกเป็นชิ้นๆแล้วกินเข้าปากทีละคำ

เกอหุยเองก็ฉลาดคมกริบไม่อาจดูแคลน    หากบัญชีของร้านมีความผิดปกติแม้แต่นิดเดียว,    เจ้านั่นก็คงรีบตรวจสอบจนพบสาเหตุ    นางจึงคิดวิธีสูบเลือดช้าๆ - โดยค่อยๆไปเอาโน่นเอานี่จากทางร้าน    ค่อยๆเคลื่อนย้ายตัวทรัพย์สินถ่ายเทมายังฝ่ายของนางทีละนิด

ผ่านไปสิบปี...ทรัพย์สินมีค่าของทางร้านก็ถ่ายเทมาไว้ในฝ่ายของนางเกือบทั้งหมด  อีกแค่สองสามปี,    ร้านทั้งหกก็จะเหลือแต่เปลือก    ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าอยู่ๆมู่หรงเสวี่ยก็เข้ามาตรวจพบเรื่องนี้

หากนางส่งคืนร้านให้มู่หรงเสวี่ย    พวกเขาก็ไม่สามารถไปเอาอะไรจากที่ร้านได้อีก  ในร้านทั้งหกยังคงมีของมีค่าคู่ควรกับการฉกฉวยอีกจำนวนหนึ่ง    มันช่างน่าเจ็บใจหากจะยอมละทิ้งโอกาสไปง่ายๆ!

เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนกลับไปกลับมาของหญิงชรา,   มู่หรงเสวี่ยก็รู้ทันเรื่องที่นางคิด  หญิงสาวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม    “ท่านย่ารอง,   หากท่านอยากจะตามอกตามใจบุตรสาวแล้วล่ะก็...ข้าก็ไม่อยากเข้าไปขัดขวางหรอกน่ะ   แต่ได้โปรดอย่าเอาข้าวของในร้านของแม่ข้าไปใช้ในการนี้โดยไม่จ่ายเงิน   ร้านพวกนี้เป็นมรดกของมารดาเหลือไว้ให้ข้าและพี่ชายของข้า   ไม่ใช่ของท่านเองสักหน่อย!    หากท่านยังยืนกรานจะควบคุมดูแลต่อ   ข้าอาจจะแน่นอกคันปากทนไม่ไหวต้องไปป่าวร้องให้ประชาชนทั่วไปรับทราบกันโดยทั่ว......ถึงวิธีการที่ท่าน   บริหารร้าน  มาตลอดสิบปีเต็ม....”

ตู้ฮูหยินหันขวับมาจ้องหน้ามู่หรงเสวี่ย    ถลึงตาจ้องอย่างตั้งใจจะข่มขวัญ - นังชั่ว...นังเด็กนี่กล้าขู่นางเชียวเรอะ!    ก็ได้...จะเอาเช่นนั้นก็ได้!

“ก็แค่ร้านสับปะรังเค    ข้าหาได้คิดเสียดายไม่    ถ้าเจ้าอยากได้นักล่ะก็    ข้าก็จะคืนให้เจ้า!”     ฮูหยินชราหันไปเปิดกล่องไม้เก่าคร่ำกล่องหนึ่งแล้วเปิดมันออก    หยิบหนังสือทะเบียนร้านขึ้นมาสองสามฉบับแล้วจงใจปาลงพื้นให้มู่หรงเสวี่ยเก็บ    “ไสหัวออกไปจากเรือนอวี้ถาง    ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า    อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก!

มู่หรงเสวี่ยก้มเก็บทะเบียนร้านเหล่านั้นแล้วอ่านตรวจสอบให้เรียบร้อย    หลังจากแน่ใจว่าถูกต้องเป็นของจริงแล้ว    นางก็พยักหน้า  สีหน้าพึงพอใจ     “ไม่รบกวนท่านย่ารองต้องออกปาก    ข้าเองก็ขยะแขยงเรือนเพาะปลิงอวี้ถางจะแย่    ตอนนี้ข้าได้ทะเบียนร้านค้ากลับคืนมาแล้ว    พวกเราก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดกันอีกต่อไป   ต่อให้ท่านเชื้อเชิญขอร้องข้าให้มาอีก    ข้าก็คงไม่มาเหมือนกัน!

“เจ้า...”    ตู้ฮูหยินถึงกับสำลักลมหายใจ    นางจับคว้าได้ถ้วยน้ำชาใกล้มือก็เขวี้ยงออกไปเต็มแรง    “หวืด!

มู่หรงเสวี่ยจุ๊ปาก    กระชากมู่ลี่แล้วสะบัดออกไปรับถ้วยชาเสียงดังสนั่น   เพล้ง!   ถ้วยชากระแทกเข้ากับมู่ลี่    น้ำชาสาดกระเซ็นหกรดไปทั่ว    ตัวถ้วยชานั้นแตกออกเป็นชิ้นๆ...

หลงจู๊ทั้งหลายยืนเบียดกันอยู่ที่มุมห้อง   ก้มหน้ามองพื้น   ไม่เหลือบสายตาซ่อกแซ่กอยากรู้อยากเห็นสักนิด   พวกเขาทำราวกับว่าไม่รู้ไม่เห็นวัตถุบินได้สวนไปมาระหว่างมู่หรงเสวี่ยกับฮูหยินเฒ่า    เรื่องภายในจวนก็เป็นเรื่องภายในจวน   ตัวพวกเขาเหล่าหลงจู๊ตัวน้อยๆ ก็มีหน้าที่ดูแลร้านค้าก็ทำกันไป    อย่าได้สอดแทรกธุระที่มิใช่กิจของตน

ตู้ฮูหยินพยายามชักใยมู่หรงเยว่ให้มู่หรงเสวี่ยต้องอับจนหนทางนำสินเดิมของมารดามาจำนำ    แต่พอมู่หรงเสวี่ยมาถึงกลับกวาดใบทะเบียนร้านค้าทั้งหกรวดเดียวติดมือกลับไปด้วย    ไม่เพียงทำให้แผนการฮุบร้านของนางตู้ฮูหยินและมู่หรงหลัวต้องหยุดชะงักกลับพลอยทำให้เสียแผนการจะรวบเอาสินเดิมเป็นหีบๆนั้นด้วย    เห็นตู้ฮูหยินแทบจะเต้นเร่าๆด้วยความเจ็บใจ    มู่หรงเสวี่ยอารมณ์ดียิ่ง!

มู่หรงเสวี่ยยิ้มบางๆ    ก้าวออกมายังเบื้องหน้าหลงจู๊ทั้งหลาย    ออกคำสั่งเสียงมั่นคงว่า     “พวกเราจะไม่ปล่อยให้จวนหวู่อันติดค้างชำระเงินจำนวนสิบปีกับพวกเราอีกต่อไป    พวกท่านทั้งหกจงรีบเร่งกลับไปยังร้านแล้วส่งคนไปเก็บเงินที่จวนหวู่อัน....อย่าได้รอช้า!


..........................................
จบบท

2 ความคิดเห็น:

  1. 5555555 โอยยยย ทำไมเก่งแบบนี้ นางเอกเรา ทั้งเก่ง ทั้งเก๋าเลย ท่านย่าจอมลวงโลก กระอักเลือดแน่คราวนี้

    ตอบลบ