งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 21 เคลื่อนไหวเพียงครั้ง (องค์หญิงเหว่ยหยาง)


ฟูอันหยวน (ชื่อเรือนพำนัก)

ท่านหมอหลินกำลังทาน้ำมันยาให้หลี่ฉางซี   ในขณะที่นางกำลังมองหมอด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง


ท่านหมอถอนหายใจแล้วพูดว่า   “คุณหนูห้า,  บาดแผลบนใบหน้าท่านไม่สามารถรักษาให้กลับมาดั่งเดิมได้”


สีหน้าของหลี่ฉางซีเปลี่ยนทันตา   นางขว้างถ้วยน้ำชาลงกับพื้นแล้วเริ่มตั้งต้นสะอื้น   สี่อี้เหนียง  (มารดาแท้ๆของหลี่ฉางซีและหลี่ฉางเซียว)  และหลี่ฉางเซียวรีบเข้ามาปลอบโยนพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา

สายตาของต้าฟูเหรินจับจ้องอยู่ที่สี่อี้เหนียงซึ่งเป็นสาวงามมาจากเจียงหนาน   สี่อี้เหนียงมีกิริยามารยาทนุ่มละมุนดุจสายน้ำ  คำพูดคำจางดงามสมกับเป็นสาวงามแดนใต้  จะขยับจับทำอะไรก็แลดูงดงามบอบบางระรื่นตา   นางยังมีความสามารถโคลงฉันท์   เย็บปักถักร้อย   นอกจากนั้นแล้ว,   ทรวดทรงองค์เอวของนางก็น่าดูน่าชมในสายตาชาย   แม้ว่านางจะเป็นมารดาของเด็กทั้งสองคือหลี่ฉางเซียวและหลี่ฉางซีแล้ว   นางก็ยังได้ความรักใคร่ไม่เสื่อมคลายจากหลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี)



หลี่ฉางเล่อ (บุตรีของต้าฟูเหริน) ขมวดคิ้วบางๆเมื่อมองเห็นท่าทีตรงหน้าของสามแม่ลูก   แค่สาวงามขมวดคิ้วน้อยๆก็ทำให้ลมหายใจของท่านหมอหลินถึงกับสะดุด   ผู้คนต่างกล่าวขวัญถึงความงดงามประดุจเทพธิดาของบุตรีคนโตของท่านเสนาบดี   คำร่ำลือนั้นมิได้เกินจริงแม้เพียงเสี้ยว

ต้าฟูเหรินกระแอมเบาๆ   ทำให้ท่านหมอหลินหายจากอาการเหม่อลอย

“ท่านหมอหลิน น้องห้ายังมิได้ออกเรือน   ใบหน้าของสตรีเป็นสิ่งสำคัญมาก   ได้โปรดหาทางรักษานางด้วย   นอกจากนั้นก็ขอร้องท่านอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป” หลี่ฉางเล่อพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

ท่านหมอหลินครุ่นคิดในใจ   ไม่เพียงคุณหนูใหญ่จะงดงามจนเป็นที่เลื่องลือแต่นางยังมีจิตใจที่อ่อนโยน   สองคุณสมบัติสำคัญมารวมกันอยู่ที่สตรีนางเดียว   นับว่านางเป็นกุลสตรีที่หาได้ยาก   เขาประสานมือเข้าหากันแล้วกล่าวว่า   “คุณหนูใหญ่ เรื่องแผลของคุณหนูห้านั้น,  ข้าจะพยายามหาทุกวิถีทางรักษานางให้ได้   และข้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ   ครั้งนี้ก็มิใช่ครั้งแรกที่ข้าทำงานให้สกุลหลี่   คุณหนูใหญ่,  โปรดได้วางใจ”


หลี่ฉางเล่อผงกศีรษะจากนั้นก็ออกคำสั่งให้สาวใช้ไปส่งท่านหมอ

ภายในห้อง   เสียงสะอื้นร่ำไห้ก็ยังดังให้ได้ยินอยู่

“พวกเจ้าจะร้องไห้เพื่ออะไร?   แค่นี้พวกเจ้ายังทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่พอหรือ?”   ต้าฟูเหรินถามเสียงแข็ง

หลี่ฉางซีถูกพูดกระตุ้นเช่นนั้น   นางแผดเสียงดังขึ้นจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน   สี่อี้เหนียงที่อยู่ข้างๆนางได้แต่มองด้วยสายตาเจ็บปวด   มีความทุกข์ระทมในดวงตาของนาง

“ฟูเหริน, ท่านต้องแก้แค้นให้ฉางซีนะ!

ต้าฟูเหรินกระแทกถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ   สีหน้าโกรธเกรี้ยว   “แก้แค้น  แก้แค้น!   อย่างเดียวในหัวพวกเจ้าก็คือแก้แค้น   นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าห้าทำตัวไม่ฉลาดจึงเสียเรื่องแล้วล่ะก็   เรื่องก็คงไม่เป็นอย่างนี้”

สี่อี้เหนียงตกตะลึง   น้ำตาเริ่มร่วงออกมาจากนัยน์ตา   ด้วยความทุกข์ระทมใจ

ต้าฟูเหรินเกลียดสีหน้าแบบนี้ของสี่อี้เหนียงมากที่สุด   เหตุผลเดียวที่นางยังทนต่อสามแม่ลูกนี้ก็เพราะว่านางยังจำเป็นต้องใช้พวกมันอยู่

“สี่อี้เหนียง,  ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งร้องห่มร้องไห้   ท่านแม่ไม่ได้กล่าวว่าจะทอดทิ้งพวกท่านสักหน่อย   อย่างไรก็ดี,  น้องสามพูดจาแก้ตัวเก่งนัก    ไม่พอ,  ท่านพ่อยังเชื่อในความบริสุทธิ์ของนางอีกด้วย   ต่อให้ท่านแม่อยากออกหน้าให้น้องห้า   ก็ไม่สามารถทำได้”   หลี่ฉางเล่อเอ่ยปลอบโยนแต่ทว่า...แต่ละคำของนางก็เจาะจงพุ่งเป้าไปยังหลี่เหว่ยหยาง

ดังคาด,  สีหน้าของสี่อี้เหนียงมีแต่ความเกลียดชัง

เห็นชัดๆว่าเป็นน้องห้าที่หาเรื่องพี่สามก่อน   นางถึงได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนเอง หลี่ฉางเซียวได้แต่เม้มปาก   นางไม่สามารถกล่าวตามความคิดตนออกมาได้

น้ำเสียงของต้าฟูเหรินกลับมาเห็นอกเห็นใจมากขึ้น   “เจ้าห้าเติบโตมากับตาข้า   มาเห็นว่านางได้รับบาดแผลเช่นนี้ติดตัว   ทำไมข้าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดบ้าง?   ข้าคาดไม่ถึงว่าเหว่ยหยางอายุเพียงแค่นี้จะใจดำอำมหิตขนาดนี้   ตอนนี้ถึงกับทำให้เจ้าห้าเสียโฉม    เฮ้อ, แต่ตอนนี้นางมีเหลาฟูเหริน (ท่านแม่ของเสนาบดี) หนุนหลัง    ท่านพี่ก็เชื่อถือนาง   ต่อให้ข้ามีเรื่องจะพูด,  ข้ายังพูดอะไรไม่ออก   พวกเจ้ากลับกันไปก่อน   ให้ข้าได้มีเวลาคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน”

สี่อี้เหนียงเก็บกลืนความเศร้าแล้วเข้าไปประคองหลี่ฉางซีให้ลุกขึ้น   หลี่ฉางเซียวขยับตัวและชำเลืองมองไปทางต้าฟูเหรินซึ่งยังคงนั่งอยู่ในห้อง   นางมีความรู้สึกว่าถึงแม้ใบหน้าของต้าฟูเหรินจะดูใจดีมีเมตตา   แต่ภายใต้สิ่งที่แสดงออกมานั้น,   ดูแล้วยังไงนางก็มีแต่ความเย็นชาอย่างมาก

หลี่ฉางเล่อมองจ้องร่างทั้งสามเคลื่อนกายออกจากห้องแล้ว    แววตาของนางก็กลับมาเย็นชา   “ท่านแม่ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้....”

ต้าฟูเหรินกัดฟันกรอดเค้นเสียงออกมาด้วยความโกรธว่า   “ข้าคิดไม่ถึงว่านังสามจะร้ายกาจขนาดนี้!

“หากท่านแม่อยากให้นางลำบาก   ยังมีวิธีอีกมากที่จะใช้   พวกเราแค่รอโอกาสตอนที่ท่านย่ากับท่านพ่อไม่อยู่   ตอนนั้นค่อยลงมือฆ่านางให้ตาย”   หลี่ฉางเล่อจิบชาด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน    น้ำเสียงของนางเหมือนกับว่านางแค่กำลังคิดจะขยี้มดตัวเล็กๆแค่นั้น   หากมีผู้เผอิญมาได้ยินตอนนี้   พวกเขาคงแทบไม่เชื่อหูว่าคำพูดโหดเหี้ยมนี้จะหลุดมาจากปากคุณหนูใหญ่ที่งดงามดั่งนางฟ้านางสวรรค์แห่งจวนเสนาบดี

“ตอนนี้ถึงแม้พ่อเจ้าจะยังไม่พูดอะไรออกมา   แต่ดูท่าทางเขาสงสัยข้าแล้ว   หากข้าลงมือทำอะไรตอนนี้เท่ากับข้าเปิดโอกาสให้ตัวเองมีจุดอ่อน   ข้าจะเสียมากกว่าได้   สู้ให้ผู้อื่นลงมือลุยโคลนแทนเราดีกว่า”

บุตรีย่อมเข้าใจมารดาตนเองดีที่สุด   หลี่ฉางเล่อเดาความคิดของต้าฟูเหรินล่วงหน้าได้อยู่แล้ว    นางจึงยิ้มแล้วกล่าวเสริมว่า   “สี่อี้เหนียงก็ร้ายไม่เบา   ใช้นางลงมือแทนเราก็น่าจะได้?”

ปกตินางคงไม่ทำการใดแต่ถ้าเป็นสถานการณ์ตอนนี้.....ต้าฟูเหรินใคร่ครวญแล้วยิ้ม
เกิดเหตุกับคุณหนูห้า,  คุณหนูใหญ่เป็นธุระห่วงใยมาเยี่ยมทุกวัน   ไม่เพียงแค่นั้น นางยังสั่งเตรียมอาหารให้คุณหนูห้า    นางแสดงท่าทีเสียใจที่ไม่ดูแลน้องห้าของตนให้ดี   นางถึงกับสละรังนกที่ต้าฟูเหรินผู้เป็นมารดาสั่งให้คนนำมามอบให้นางเพื่อตุ๋นให้หลี่ฉางซีแทน   ผู้คนต่างรับรู้กันทั่ว   ทำให้ต่างก็รู้สึกว่าคุณหนูใหญ่เป็นสตรีใจกว้างและเห็นอกเห็นใจคน

ระหว่างนี้, ไม่มีเหตุร้ายใดเกิดขึ้นแก่หลี่เหว่ยหยาง   นางกินได้นอนหลับเป็นปกติ   นางไม่กังวลถึงต้าฟูเหรินหรือสี่อี้เหนียงมาหาเรื่องนางเพราะนางเข้าใจถึงความคิดการแสดงออกของหลี่เสี่ยวหลาน (เสนาบดี)     หลังจากเกิดเรื่อง,  ท่านเสนาบดีผู้เป็นบิดาของนางคงพอจะรู้แล้วว่ามีใครบางคนในจวนคิดไม่ซื่อ    ถึงแม้ว่าภายนอก,  ตระกูลหลี่จะดูรักใคร่ปรองดอง   มีความเคารพกันดีอยู่   แต่ในตอนนี้ ถึงกับมีคนปองร้ายหมายเอาชีวิตกัน หากเขายังทำปิดหูปิดตาต่อไป   ชื่อเสียงและความนับถือที่มีรวมทั้งอาชีพการงานคงจะต้องมีผลกระทบ  ใครๆที่อยู่ในจวนหลี่ก็ไม่อาจหนีผลที่จะตามมาได้    ดังนั้นต้องทำให้ใครเห็นว่ามีแต่ความสุขสันติในตระกูลหลี่ถึงจะถูก

อย่างไรก็ดี,  ถึงคนพวกนั้นไม่มาหาเรื่องนาน   ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะทำเช่นเดียวกัน
ครึ่งเดือนต่อมา,  นางไปเยือนยัง ฉวงอวี้เกอ (เรือนจันทร์คู่เคียง)  เพื่อเยี่ยมอาการของหลี่ฉางซีเป็นครั้งแรก   ให้บังเอิญที่ได้พบหลี่ฉางเล่อที่กำลังกลับออกมาพอดี  ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง,  ใบหน้าของนางได้บรรจงแต่งหน้ามาเป็นอย่างดี   ทำให้นางที่งดงามอยู่แล้วยิ่งดูสวยงามโดดเด่นขึ้นอีกหลายส่วน   นางใส่เสื้อตัวนอกทอจากผ้าไหมอย่างดีมีลวดลายดอกไม้ปักประดับ    หากมองผาดๆ,  เสื้อคลุมยาวชั้นในชั้นนอกที่เต็มไปด้วยลายดอกไม้นั้นราวกับมวลดอกไม้จะร่วงลงมาตามรายทางที่นางเยื้องย่างผ่าน   เป็นภาพที่งดงามน่าชมมาก

หลี่เหว่ยหยางกระพริบตาถี่ๆ   ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มหวานละมัย   “พี่ใหญ่”

หลี่ฉางเล่อยิ้มกลับแล้วพยักหน้าให้นาง   ไม่มีท่าทีผิดแปลกตรงไหนตอนที่นางเอ่ยว่า   “น้องสาม,  เจ้ามาเยี่ยมน้องห้า?”

หลี่เหว่ยหยางผงกศีรษะ   “พี่ใหญ่ดูอารมณ์ดี   หรือว่ามีข่าวดีใด?”

หลี่ฉางเล่อกระพริบตาซึ่งนางทำได้อย่างสวยงาม   มีความรื่นรมย์ฝังลึกให้เห็นในดวงตาของนาง   “ตอนนี้ก็ใกล้จะสิ้นปี    อีกไม่นาน ต้าเกอ (พี่ใหญ่) กำลังจะกลับมา   เจ้ายังไม่รู้ข่าวหรือน้องสาม?”   พอนางพูดประโยคนี้จบ   สาวใช้ข้างกายนางก็กล่าวเตือนนางว่าต้าฟูเหรินผู้เป็นมารดาของนางกำลังรอพบพวกนางอยู่   หลี่ฉางเล่อยิ้มรับแล้วก็จากไป

หลี่เหว่ยหยางมองตามหลังนางที่เดินห่างไป    นางกำลังครุ่นคิดอยู่ตอนที่ จือยาน ที่ยืนอยู่ด้านหลังนาง   ถอนใจออกมาเบาๆ

“คุณหนูใหญ่งดงามเหลือเกิน”

คุณชายใหญ่ใกล้จะกลับมาแล้วหรือ?    ขณะเดียวกันไป่จือตั้งคำถามอีกแบบ

ความสนใจของสาวใช้สองนางต่างก็แตกต่างจากกันโดยสิ้นเชิง

หลี่เหว่ยหยางลอบชำเลืองไปทางไป่จือ   ริมฝีปากของนางยิ้มเย็นชาออกมาโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น    ถูกต้องแล้ว,  คุณชายใหญ่สกุลหลี่ บุตรชายในไส้ของต้าฟูเหริน   หลี่หมิงเฟิง กำลังจะกลับมา   ในชาติที่แล้ว,  เขาเป็นสหายสนิทที่ซื่อสัตย์ของทัวปาเจิน    นางจำได้ดีถึงหายนะของนางในชาติที่แล้ว   จำได้ว่านางคุกเข่าตรงหน้าขอร้องเขา   แต่เขากลับกระแทกประตูใส่หน้านาง   ปฎิเสธไม่ให้นางพบหน้าอีก

เขาเคยมอบประโยคหนึ่งให้แก่นาง: แค่บุตรีต่ำต้อยของอนุผู้หนึ่ง   อย่าได้ใฝ่ฝันคิดเกินฐานะตน!

'เกินฐานะตน' หลี่เหว่ยหยางเชิดหน้าขึ้นมองไปยังแสงอาทิตย์สดใสที่สาดส่องเบื้องนอก   แล้วจู่ๆนางก็หมุนตัวเดินตรงไปยัง ฉวงอวี้เกอ (เรือนพำนักของคุณหนูห้า)

ไป่จือรีบพูดขึ้นทันใด   “คุณหนู!  คุณหนูห้า...นาง..........”    หลี่ฉางซีคงต้องตวาดและกรี้ดร้องคลุ้มคลั่งแน่นอน


หลี่เหว่ยหยางไม่หมุนตัวกลับ   แต่กลับยิ้มแล้วเอ่ยว่า   “รู้ว่ามีเสือรออยู่บนเขา   นั่นแหละที่เราต้องไป   ไปกันเถอะ   ข้าย่อมต้องมีเหตุผลของข้า”


.....................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น