งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 22 ท่านอามู่หรงหลัว

“เป็นถึงขุนนางข้าราชบริพารแห่งองค์ฮ่องเต้   แต่กลับขัดสนเงินทอง.....”

“ไม่แน่นะอาจจะไม่ใช่ไม่มีเงินจ่าย   แต่เหนียวหนี้คิดจะชักดาบมากกว่า...”

“โอ้โฮ!  อย่างนี้ใครจะกล้าขายของให้.....”

“ใครก็ช่าง......”

เสียงงึมงำที่มีแต่ว่าร้ายให้กับนางผ่านทะลุทะลวงมาเข้าหู   ใบหน้าดวงเล็กผุดผ่องของซ่งชิงหยางแดงแจ๊ดแจ๋   นางจะเอาเครื่องประดับหยกก็ดี...ไข่มุกก็ดีหรือจะเครื่องเพชร  แล้วจะทำไม?   ในเมื่อเป็นร้านค้าของป้าสะใภ้ของนาง   นางก็มีสิทธิ์จะหยิบมากแค่ไหนก็ได้   แล้วมันกงการอะไรของชาวบ้านเหล่านี้ที่ทำท่าจะยื่นจมูกเข้ามายุ่งด้วย?

ดวงตาเขียวปั้ดด้วยความไม่พอใจ   นางกำลังคิดจะลงมือสั่งสอนชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่ให้แตกกระเจิง   แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงของชายกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาก่อนว่า   “ยังมีร้านผ้าไหม  จิ้งซิว’  อีกแห่ง   จวนหวู่อันสั่งซื้อและตัดเสื้อผ้าจากร้านของเรามาเป็นเวลาสิบปี ไม่เคยจ่ายเงินสักอีแปะ   พอถึงเวลาเก็บบัญชี   ก็เอาแต่อ้างเหตุผลนั่นนี่   ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าร้านเครื่องประดับก็จะโดนเช่นเดียวกัน ,    อั้ยย่ะ,  ข้าเองก็มีหลักฐานบัญชีพกติดตัวมาด้วยเหมือนกัน.....”


“วัน xx  เดือน xx ปี xx,   ฮูหยินจวนหวู่อันซื้อผ้าไหมปักลายฉู่สองพับจากเฉิงตู   ผ้าไหมหนานจิงปักลายแบบยวินอีกสองพับ,   ผ้าไหมงานปักของซูโจวอีกสองพับ   ยอดรวมทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นตำลึง  วันที่ xx เดือน xx ปี xx   คุณหนูซ่งได้มาสั่งตัด.....”


ตัวอย่างงานปักผ้า Su Brocade 

***รูปแบบการปักผ้าชั้นสูงสี่แบบของจีนโบราณ คือ แบบ Yun (ยวิน) พลิ้วไหวเหมือนปุยเมฆ เรียกอีกชื่อว่า  Cloud Brocade   ลายนี้มาจากเมืองนานกิง,  แบบ Song (ซ่ง), แบบ  Su (งานฝีมือปักดิ้นแบบซูโจว มักใช้ผ้าไหมและดิ้นทอง)  และ แบบ Shu (ฉู่)***

“ข้าด้วย,  ข้าด้วย    ข้าเป็นตัวแทนมาจากร้านขายงานศิลป์   ฮูหยินจวนหวู่อัน...สิบปีมานี้ก็มาเอาของไปจากร้านของข้า   แต่ก็ไม่ได้ชำระเงินเลยแม้แต่รายการเดียว   พอข้ามาทวงถาม....พวกเขาก็พูดจาบ่ายเบี่ยง   นี่ไงๆๆ  ข้าก็นำรายการบัญชีติดตัวมาด้วยเหมือนกัน”

ทั้งหมดหกร่าง..ตัวแทนจากหกร้าน   ยืนเรียงหน้ากระดานหน้าประตูจวนหวู่อัน  ในมือแต่ละคนล้วนมีม้วนบัญชีพกติดตัวมาอ่านเป็นหางว่าว   ประกาศรายการสินค้าเงินเชื่อที่ยังไม่ได้รับชำระเลยแม้สักรายการเดียว   ด้วยน้ำเสียงดังชัดเจน   ยิ่งฟังจำนวนเงินที่สูงขึ้นสูงขึ้นก็ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในหมู่ฝูงชน

“จวนหวู่อันมือเติบเอาเรื่อง   ซื้อแต่ละรายการเหยียบหมื่นตำลึงขึ้นไปทั้งนั้น....”

“ไม่เคยจ่ายมีแต่ลงบัญชี   ไม่ว่าจะเสื้อผ้า  เครื่องประดับ  ของกำนัลล้ำค่า   ถ้าหากข้าไม่ต้องจ่าย,  ข้าก็ซื้อไม่อั้นเหมือนกัน....”

“ไม่มีเงินซื้อเขาแต่ยังอวดร่ำอวดรวยอยากจะได้   เอาของเขาไปแล้วไม่จ่าย   ยังงี้ก็ไม่ต่างกับ....อั้ยย่ะ จวนขุนนางแต่ปฏิบัติตัวมิแตกต่างจากโจรมุมตึก....”

“หากใครมาติดหนี้ข้าขนาดนี้แล้วล่ะก็   ยังหน้าด้านย้อนมาเอาของมีค่าชิ้นแล้วชิ้นเล่าไปอีก   ข้าจะจับตัวมันส่งให้ทางการ....”

ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งดูถูก  จิกกัดและกล่าวหาในทางร้ายดังมาจากทั่วทุกสารทิศจากกลุ่มผู้คนที่ออกันเกาะติดสถานการณ์ทำให้สีหน้าของซ่งชิงหยางที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้นแดงก่ำ  น้ำเสียงแข็งกระด้างยากจะควบคุมของนางออกคำสั่งไปว่า  “เหมยเอ๋อ, เจ้าเข้าไปรายงานมารดาที....”    เรื่องราวตอนนี้ลุกลามยากจะจัดการ   นางคนเดียวในตอนนี้ควบคุมไม่อยู่

“เจ้าค่ะ...คุณหนู!”   สาวใช้คนสนิทของนางย่อกายรับคำสั่ง   แล้วหันตัวเตรียมตัวที่จะกลับเข้าจวน   แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหันไปพบกับฮูหยินจวนหวู่อัน   มู่หรงหลัวพร้อมกับขบวนสาวใช้กำลังรีบร้อนเดินออกมา

มู่หรงหลัว,  เกล้าเก็บผมยกเป็นมวยสูง   เปิดให้เห็นดวงหน้าหมดจดเปล่งประกายที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี   ปลายกระโปรงชุดอันหรูหราของนางส่ายสะบัดตามจังหวะก้าวเดินแต่ยังขับเน้นให้อารมณ์นุ่มนวลจากลวดลายผ้าปัก   ริมฝีปากของนางแต้มสีชาดแดงสด...แต่ในขณะนี้กำลังเม้มแน่น   ดวงตาวางอำนาจมองกวาดไล่ไปที่ผู้เก็บบัญชีทั้งหกคนจากหกร้านที่เข้าแถวเรียงหน้ากระดานอยู่   คิ้วโก่งขมวดแน่น    “นี่มัน...เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

หกผู้เก็บบัญชีสบตากันแล้วผู้เก็บบัญชีจากร้านจูอี้ก็เป็นตัวแทนก้าวออกมาข้างหน้าแล้วก้มคารวะมู่หรงหลัว   “ฮูหยินขุนนางซ่ง   พวกข้าน้อยมาเก็บบัญชี!

“แค่มาเก็บบัญชี...แล้วทำไมต้องมาทำเรื่องเอะอะหน้าจวนอย่างนี้?”   มู่หรงหลัวตำหนิเสียงเข้ม   มายืนเรียงแถว,  อ่านรายการหนี้ค้างชำระดังลั่นถนนทำให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงรับรู้กันทั่วว่าหนี้ตั้งต้นตั้งแต่วันที่ใดเดือนใดปีใด   ราวกับตั้งใจจะทำให้จวนหวู่อันชื่อเสียงล่มจม   มองหน้าผู้ใดไม่ติด

“ฮูหยินขุนนางซ่ง พอพวกเรานำบัญชีมาเรียกเก็บเมื่อใด   ทางพ่อบ้านของจวนหวู่อันมักจะบ่ายเบี่ยง   อ้างโน้นนี่จนล่วงเลยมาถึงสิบปี   ผู้น้อยไร้หนทางออกใด   จึงต้องตัดใจดำเนินการเช่นนี้”    หนึ่งในผู้เก็บบัญชีอธิบายด้วยสีหน้าซื่อๆ

“ใช่แล้วๆๆๆ   ฮูหยิน...พวกเราไม่ไหวแล้วจริงๆน้า   หมุนเงินต่อไปไม่ไหว   ร้านของพวกเราก็คงต้องปิดตัวแน่   ขอร้องท่าน...ช่วยชำระหนี้มาให้หมดเถอะ”   ผู้เก็บบัญชีตัวใหญ่เสียงดังจากร้านจิ้งซิวผ้าไหมพูดขอร้องเสียงดังสนั่น

“ถูกต้องแล้ว   ฮูหยินขุนนางซ่ง  ได้โปรดเห็นใจชายชราคนนี้ด้วยเถิด  บ้านข้ามีเมียสามลูกสี่หลานอีกสิบสองต้องเลี้ยงดู   หากร้านต้องปิดตัวลง   ก็ไม่รู้จะเอาอะไรกินแล้ว....”

ชายต่างวัยต่างร้านทั้งหกแต่มาด้วยหน้าที่เดียวกันคือเก็บบัญชี   สลับกันพูดอ้อนวอนน้ำตาคลอ   มองดูช่างน่าสลดใจไปกับความขมขื่นของคนทำมาหากินตาดำๆ

ผู้คนที่มามุงล้วนสั่นศีรษะ  ทอดถอนใจรำพึงว่า   “เหลือจะกล่าว,  ไม่ใช่โบราณว่าไว้หรือว่า    เจ้าหนี้เปรียบเหมือนนายหนี้   ส่วนลูกหนี้ก็เปรียบดั่งสุนัขต้องเลียแข้งเลียขาเอาอกเอาใจมิใช่หรือ   เหตุไฉน...จึงกลับกันเช่นนี้   ตอนนี้เจ้าหนี้เปรียบเหมือนสุนัข  แต่ลูกหนี้กลับถูกยกขึ้นหิ้งซะ”

“จวนหวู่อันเป็นลูกหนี้ของพวกเขา?   คนธรรมดามีเรื่องกับข้าราชการ   ถึงสู้ความไปก็ไม่มีทางชนะ....”

“แต่ข้าเคยได้ยินว่าที่...ใต้เท้าหลิน ณ ที่ว่าการศาลชุนเทียนแห่งที่ว่าการศาลเป็นผู้ทรงคุณธรรมหน่า...  หากไปร้องทุกข์กับท่าน   พวกเขาอาจจะได้รับความยุติธรรมก็ได้”

“ข้าว่า...ตำแหน่งใต้เท้าหลินยังใหญ่สู้จวนหวู่อันไม่ได้เลย   มีเรื่องกับระดับจวนหวู่อัน ถึงเรื่องเข้าไปในศาลแล้ว   ผลก็อาจจะพลิกผัน...”

“ก็นั้นนะซิ   หากจวนหวู่อันเล่นสกปรกบีบคั้นใต้เท้าหลิน   เห็นทีจะชนะยาก เฮ้อออ....”

เสียงกระหึ่มส่อไปทางลบหลู่จวนหวู่อันทำให้มู่หรงหลัวรู้สึกโมโห   แววตาของนางแข็งกระด้างกวาดตามองชายทั้งหกช้าๆ    ริมฝีปากของนางยกแย้มเป็นรอยยิ้มแข็งๆอย่างไม่ค่อยเต็มใจ   พยายามสะกดอารมณ์โกรธเกรี้ยวไว้ภายใน    “เรื่องชำระค่าสินค้า, ทางจวนหวู่อันมีพ่อบ้านที่จัดการเรื่องนี้   ข้าไม่รู้รายละเอียดอะไร....”

กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้   ชื่อเสียงของจวนหวู่กระทบกระเทือนยังนี้คาดว่าแม่สามีของนางคงโกรธจนเต้นแน่ๆ   นางต้องรีบจัดการให้เรื่องนี้เงียบโดยเร็วที่สุด   ควบคุมไม่ให้เสียหายไปกว่านี้

ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ทำสีหน้าไม่เชื่อ  มู่หรงหลัว ฮูหยินของจวนหวู่อันมีหน้าที่ดูแลเรื่องราวภายในบ้าน   มีหรือจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้   แต่ละเดือน, รายละเอียดบัญชีใช้จ่ายภายในจวนก็ต้องผ่านมือนาง   หนำซ้ำยังเป็นตัวนางเองที่ไปเลือกเอาสินค้าจากร้านค้าที่เสียหายทั้งหก  แล้วลงบัญชีไว้   มีหรือ...นางจะไม่รู้?

สมมติว่าที่นางกล่าวมาเป็นความจริง   หนึ่งเดือนไม่เห็น   อาจจะพอทำใจเชื่อได้   สองเดือนไม่เห็นพอให้อภัย   แต่นี่คือมหากาพย์บัญชี สิบ-ปี สมุดลงรายการก็ปาเข้าไป 120 เล่ม   ใครไม่เห็นก็ปัญญาอ่อนโง่เขลาบัดซบแล้วล่ะ....

ผู้เก็บบัญชีจากร้านงานศิลป์ก้าวขึ้นมาข้างหน้า   พูดเสียงเบาว่า    “ฮูหยิน...เรื่องบกพร่องภายในจวนหวู่อันของท่าน   พวกข้าน้อยมิได้ให้ความสนใจ   สิ่งที่พวกข้าต้องการคือ   เก็บชำระบัญชีที่ติดค้างไว้เท่านั้น”

//ชื่อเสียงจวนหวู่อันจะเสียหายรึ,  ใครละเลยหน้าที่ตัวเองรึ,  ใครจะโดนลงโทษรึ หาเกี่ยวกับพวกข้าไม่    พวกเราเหล่าหมาล่าบัญชีมาในวันนี้เพื่อเก็บหนี้ที่ค้างไว้เฟ้ย!//

เพลิงแทบประทุออกมาจากดวงตาของมู่หรงหลัวแต่แล้วนางก็เก็บกลับคืนไปในทันควัน สีหน้ากลับมาเป็นปกติ   ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า    “ท่านทั้งหกมิต้องกังวล   จวนหวู่อันมีชื่อเสียงที่ดีงามต้องรักษา   หนี้สินทั้งหมดที่ทางจวนหวู่อันติดค้างกับร้านค้าของพวกท่าน  ข้าจะชำระให้หมดไม่ให้ขาดไปแม้แต่อีแปะเดียวในวันนี้”   จากสีหน้าเดียดฉันท์ดูถูกของผู้คนตอนนี้,  หากนางไม่พูดรับรองแก้สถานการณ์อะไรออกมา   นางคงต้องถูกผู้คนรุมตำหนิไม่หยุดหย่อนเป็นแน่

สีหน้าของผู้เก็บบัญชีทั้งหกสว่างไสวขึ้นทันตา   พวกเขามองไปยังมู่หรงหลัวเป็นจุดเดียวแล้วเอ่ยถามประโยคสำคัญขึ้นว่า    “ไม่ทราบว่า... ฮูหยินขุนนางซ่งต้องการชำระเป็นตั๋วเงินหรือเป็นเงินตำลึงดีขอรับ?”

“ตอนนี้ถ้าจะสะดวกเบิกจ่ายน่าจะเป็นเงินตำลึงมากกว่า   แต่บัญชีสิบปีที่เรียกเก็บน่าจะต้องใช้รถม้าขนเงินหลายสิบคัน    พวกท่านล้วนร่างกายผอมบาง   ข้าเกรงว่าจะไม่สะดวกเคลื่อนย้ายวันนี้...”    มู่หรงหลัวยิ้มบาง   นัยน์ตาเปล่งประกายวาบ   นางพูดรับปากจะจ่ายบัญชีต่อหน้าคนมากมายที่ออกันอยู่   รอจนพวกชาวบ้านสลายตัวเลิกสนใจแล้ว   นางจะจับหมาล่าเนื้อหกตัวนี้เฆี่ยนให้ยับจนต้องโอดโอยสมกับที่พวกมันกล้าบังอาจฉีกหน้าจวนหวู่อัน

............................................

จบบท  


ข้างล่างของบทไฮไลต์จะเป็นบทที่ยังไม่ผ่านการปรับแก้

“เป็นถึงขุนนางข้าราชบริพารแห่งองค์ฮ่องเต้  แต่กลับขัดสนเงินทอง.....”

“ไม่แน่นะอาจจะไม่ใช่ไม่มีเงินจ่าย   แต่เหนียวหนี้คิดจะชักดาบมากกว่า...”

“โอ้โฮ!   อย่างนี้ใครจะกล้าขายของให้.....”

“ใครก็ช่าง......”

เสียงงึมงำที่มีแต่ว่าร้ายให้กับนางผ่านทะลุทะลวงมาเข้าหู   ใบหน้าดวงเล็กผุดผ่องของซ่งชิงหยางแดงแจ๊ดแจ๋  จะหยกก็ดี...จะเครื่องเพชรก็ดี   แล้วจะทำไม?   ในเมื่อเป็นร้านค้าของป้าสะใภ้ของนาง   นางก็มีสิทธิ์จะหยิบมากแค่ไหนก็ได้   แล้วมันกงการอะไรของชาวบ้านเหล่านี้ที่ต้องทำท่ายื่นจมูกเข้ามายุ่งด้วย?

ดวงตาเขียวปั้ดด้วยความไม่พอใจ  ใจหมายจะลงมือสั่งสอนชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่ให้แตกกระเจิง   แต่แล้วดันมีเสียงของชายกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้นมาว่า “ยังมีร้านผ้าไหมอีกแห่ง   จวนหวู่อันสั่งซื้อและตัดเสื้อผ้าจากร้านของเรามาเป็นเวลาสิบปี   ไม่เคยจ่ายเงินสักอีแปะ   พอถึงเวลาเก็บบัญชี   ก็เอาแต่อ้างเหตุผลนั่นนี่   ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าร้านเครื่องประดับก็จะโดนเช่นเดียวกัน,   อั้ยย่ะ,   ข้าเองก็มีหลักฐานบัญชีพกติดตัวมาด้วยเหมือนกัน.....”

“วัน xx  เดือน xx ปี xx,   ฮูหยินจวนหวู่อันซื้อผ้าไหมทอลายสองพับ  ผ้าไหมเจียงหนานปักลายเมฆาและลายโบตั๋นอีกอย่างละพับ   ผ้าเนื้อหนาอย่างดีอีกสองพับ  ยอดรวมทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นสองพัน     วันที่xx เดือน xx ปีxx คุณหนูซ่งได้มาสั่งตัด.....”

“ข้าด้วยข้าด้วย   ข้าเป็นตัวแทนมาจากร้านขายงานศิลป์   ฮูหยินจวนหวู่อัน...สิบปีมานี้ก็มาเอาของไปจากร้านของข้า   แต่ก็ไม่ได้ชำระเงินเลยแม้แต่รายการเดียว   พอข้ามาทวงถาม....พวกเขาก็พูดจาบ่ายเบี่ยง   นี่ไงๆๆ ข้าก็นำรายการบัญชีติดตัวมาด้วยเหมือนกัน”

ทั้งหมดหกร่าง  ตัวแทนจากหกร้าน  ยืนเรียงหน้ากระดานหน้าประตูจวนหวู่อัน   ในมือแต่ละคนล้วนมีม้วนบัญชีพกติดตัวมาอ่านเป็นหางว่าว   ประกาศรายการสินค้าเงินเชื่อที่ยังไม่ได้รับชำระเลยแม้สักรายการเดียว   ด้วยน้ำเสียงดังชัดเจน   ยิ่งฟังจำนวนเงินที่สูงขึ้นสูงขึ้นก็ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในหมู่ฝูงชน

“จวนหวู่อันมือเติบเอาเรื่อง   ซื้อแต่ละรายการเหยียบหมื่นตำลึงขึ้นไปทั้งนั้น....”

“ไม่เคยจ่ายมีแต่ลงบัญชี   ไม่ว่าจะเสื้อผ้า   เครื่องประดับ  ของกำนัลล้ำค่า ถ้าข้าไม่ต้องจ่าย,   ข้าก็ซื้อไม่อั้นเหมือนกัน....”

“ไม่มีเงินซื้อเขาแต่ยังอวดร่ำอวดรวยอยากจะได้   เอาของเขาไปแล้วไม่จ่าย ยังงี้ก็ไม่ต่างกับ....อั้ยย่ะ!   จวนขุนนางแต่ปฏิบัติไม่แตกต่างจากโจรมุมตึก   เหมื้อนเหมือน....”

“หากใครมาติดหนี้ข้าขนาดนี้แล้วล่ะก็   ยังหน้าด้านย้อนมาเอาของมีค่าชิ้นแล้วชิ้นเล่าไปอีก   ข้าจะจับตัวมันส่งให้ทางการ....”

ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์  ทั้งดูถูก  จิกกัดและกล่าวหาในทางร้ายดังมาจากทั่วทุกองศาทิศจากกลุ่มผู้คนที่ออกันเกาะติดสถานการณ์ทำให้สีหน้าของซ่งชิงหยางที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้นแดงก่ำ   น้ำเสียงแข็งกระด้างยากจะควบคุมของนางออกคำสั่งไปว่า   “เสี่ยวเหมย  เจ้าเข้าไปรายงานมารดาที....”   เรื่องราวตอนนี้ลุกลามยากควบคุมสถานการณ์   นางคนเดียวในตอนนี้ควบคุมไม่อยู่

“เจ้าคะ...คุณหนู!”   สาวใช้คนสนิทของนางย่อกายรับคำสั่ง    แล้วหันตัวเตรียมตัวที่จะกลับเข้าจวน   แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหันไปพบกับฮูหยินจวนหวู่อัน   มู่หรงหลัวพร้อมกับขบวนสาวใช้กำลังรีบร้อนเดินออกมา

มู่หรงหลัว,   เกล้าเก็บผมยกเป็นมวยสูง   เปิดให้เห็นดวงหน้าหมดจดเปล่งประกาย   เส้นผมสีดำเป็นวงล้อมกรอบใบหน้าให้โดดเด่น  ผิวพรรณเนื้อตัวได้รับการดูแลเป็นอย่างดี  ทำให้นางคงความอ่อนเยาว์  มีความโดดเด่นสง่างามสมกับฐานะฮูหยินจวนขุนนางทุกประการ   ริมฝีปากของนางแต้มสีชาดแดงสดซึ่งขณะนี้กำลังเม้มกันแน่น  ดวงตาวางอำนาจกวาดไล่ไปที่ผู้เก็บบัญชีทั้งหกคนจากหกร้านที่เข้าแถวเรียงหน้ากระดานอยู่   คิ้วโก่งขมวดแน่น    “นี่มัน...เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

หกผู้เก็บบัญชีสบตากันแล้วหันมาคารวะมู่หรงหลัวโดยพร้อมเพรียง   “ฮูหยินขุนนางซ่ง   พวกข้าน้อยมาเก็บบัญชี!

“แค่มาเก็บบัญชี...แล้วทำไมต้องมาทำเรื่องเอะอะหน้าจวนอย่างนี้?”    มู่หรงหลัวตำหนิเสียงเข้ม   มายืนเรียงแถว,  อ่านรายการหนี้ค้างชำระดังลั่นถนนทำให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงรับรู้กันทั่วว่าหนี้ตั้งต้นตั้งแต่วันที่ใดเดือนใดปีใด ราวกับตั้งใจจะทำให้จวนหวู่อันชื่อเสียงล่มจม   มองหน้าผู้ใดไม่ติด

“ฮูหยินขุนนางซ่ง,   พอพวกเรานำบัญชีมาเรียกเก็บเมื่อใด   ทางพ่อบ้านของจวนหวู่อันมักจะบ่ายเบี่ยง   อ้างโน้นนี่จนล่วงเลยมาถึงสิบปี   ผู้น้อยไร้หนทางออกใด   จึงต้องตัดใจดำเนินการเช่นนี้”   หนึ่งในผู้เก็บบัญชีอธิบายด้วยสีหน้าซื่อๆ

“ใช่แล้วๆๆๆ ฮูหยิน...พวกเราไม่ไหวแล้วจริงๆน้า  หมุนเงินต่อไปไม่ไหว   ร้านของพวกเราก็คงต้องปิดตัวแน่   ขอร้องท่าน...ช่วยชำระหนี้มาให้หมดเถอะ”  ผู้เก็บบัญชีตัวใหญ่เสียงดังจากร้านผ้าไหมพูดขอร้องเสียงดังสนั่น

“ถูกต้องแล้ว   ฮูหยินขุนนางซ่ง    ได้โปรดเห็นใจชายชราคนนี้ด้วยเถิด   บ้านข้ามีเมียสามลูกสี่หลานอีกสิบสองต้องเลี้ยงดู   หากร้านต้องปิดตัวลง   ก็ไม่รู้จะเอาอะไรกินแล้ว....”

ชายต่างวัยต่างร้านทั้งหกแต่มาด้วยหน้าที่เดียวกันคือเก็บบัญชี   สลับกันพูดอ้อนวอนน้ำตาคลอ   มองดูช่างน่าสลดใจไปกับน้ำตาคนทำมาหากินตาดำๆ
ผู้คนที่มามุงล้วนสั่นศีรษะ ทอดถอนใจรำพึงว่า “เหลือจะกล่าว, .................”

“จวนหวู่อันเป็นลูกหนี้ของพวกเขา?   คนธรรมดามีเรื่องกับข้าราชการ   ถึงสู้ความไปก็ไม่มีทางชนะ....”

“แต่ข้าเคยได้ยินว่าใต้เท้าหลินชุนเทียนแห่งที่ว่าการศาลเป็นผู้ทรงความยุติธรรมน่า  ไปร้องทุกข์กับท่าน   พวกเขาอาจจะได้รับความยุติธรรมก็ได้”

“ข้าว่า   มีเรื่องกับระดับจวนหวู่อัน   ถึงเรื่องเข้าไปในศาลแล้ว   ผลก็อาจจะพลิกผัน...”

“ไม่งั้นน่ะซิ!   เข้าร้องทุกข์กับขุนนางใหญ่สักคนสู้กันให้รู้เรื่องไปเลย   หากเป็นข้านะ   ข้าจะดิ้นรนให้ถึงที่สุดเลยแม้ว่าจวนหวู่อันจะใหญ่แค่ไหนก็เถอะ....”

เสียงกระหึ่มส่อไปทางลบหลู่จวนหวู่อันทำให้มู่หรงหลัวรู้สึกโมโห   แววตาของนางแข็งกระด้างกวาดตามองชายทั้งหกช้าๆ    ริมฝีปากของนางยกแย้มเป็นรอยยิ้มแข็งๆอย่างไม่ค่อยเต็มใจ   พยายามสะกดอารมณ์โกรธเกรี้ยวไว้ภายใน     “เรื่องชำระค่าสินค้า,   ทางจวนหวู่อันมีพ่อบ้านที่จัดการเรื่องนี้   ข้าไม่รู้รายละเอียดอะไร....”

กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้   ชื่อเสียงของจวนหวู่กระทบกระเทือนยังนี้คาดว่าแม่สามีของนางคงไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่   นางต้องรีบจัดการให้เรื่องนี้เงียบโดยเร็วที่สุด   ควบคุมไม่ให้เสียหายไปกว่านี้

ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ทำสีหน้าไม่เชื่อ    มู่หรงหลัว,   ฮูหยินของจวนหวู่อันมีหน้าที่ดูแลเรื่องราวภายในบ้าน   มีหรือจะไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้   แต่ละเดือน, รายละเอียดบัญชีใช้จ่ายภายในจวนก็ต้องผ่านมือนาง  หนำซ้ำยังเป็นตัวนางเองที่ไปเลือกเอาสินค้าจากร้านค้าที่เสียหายทั้งหก   แล้วลงบัญชีไว้    มีหรือ...นางจะไม่รู้?

สมมติว่าที่นางกล่าวมาเป็นความจริง   หนึ่งเดือนไม่เห็น   อาจจะพอทำใจเชื่อได้, สองเดือนไม่เห็นพอให้อภัย    แต่นี่คือมหากาพย์บัญชี สิบ-ปี สมุดลงรายการก็ปาเข้าไป 120 เล่ม    ใครไม่เห็นก็ปัญญาอ่อนโง่เขลาบัดซบแล้วล่ะ....

ผู้เก็บบัญชีจากร้านงานศิลป์ก้าวขึ้นมาข้างหน้า   พูดเสียงเบาว่า   “ฮูหยิน...เรื่องบกพร่องภายในจวนหวู่อันของท่าน   พวกข้าน้อยมิได้ให้ความสนใจ   สิ่งที่พวกข้าต้องการคือ   เก็บชำระบัญชีที่ติดค้างไว้   เรื่องนอกจากนี้ก็เป็นธุระของท่านมิใช่เรื่องของพวกเรา!

//ชื่อเสียงจวนหวู่อันจะเสียหายรึ,  ใครละเลยหน้าที่ตัวเองรึ,   ใครจะโดนลงโทษรึ,   หาเกี่ยวกับพวกข้าไม่    พวกเราเหล่าหมาล่าบัญชีมาในวันนี้เพื่อเก็บหนี้ที่ค้างไว้เฟ้ย!//

เพลิงแทบประทุออกมาจากดวงตาของมู่หรงหลัวแต่แล้วนางก็เก็บกลับคืนไปในทันควัน   สีหน้ากลับมาเป็นปกติ   ฉีกยิ้มแล้วพูดว่า   “ท่านทั้งหกมิต้องกังวล   หนี้สินทั้งหมดที่ทางจวนหวู่อันติดค้างกับร้านค้าของพวกท่านทั้งหมด ข้าจะชำระให้หมดในวันนี้”   จากสีหน้าเดียดฉันท์ดูถูกของผู้คนตอนนี้,   หากนางไม่พูดรับรองแก้สถานการณ์อะไรออกมา   นางคงต้องถูกผู้คนรุมตำหนิไม่หยุดหย่อนเป็นแน่

สีหน้าของผู้เก็บบัญชีทั้งหกสว่างไสวขึ้นทันตา   พวกเขามองไปยังมู่หรงหลัวเป็นจุดเดียวแล้วเอ่ยถามประโยคสำคัญขึ้นว่า    “ไม่ทราบว่า   ฮูหยินขุนนางซ่งต้องการชำระเป็นตั๋วเงินหรือเป็นเงินตำลึงดีขอรับ?”



“ตอนนี้ถ้าจะสะดวกเบิกจ่ายน่าจะเป็นเงินตำลึงมากกว่า    แต่บัญชีสิบปีที่เรียกเก็บน่าจะต้องใช้รถม้าขนเงินหลายสิบคัน   พวกท่านล้วนร่างกายผอมบาง ข้าเกรงว่าจะไม่สะดวกเคลื่อนย้ายวันนี้...”    มู่หรงหลัวยิ้มบาง   นัยน์ตาเปล่งประกายวาบ   นางพูดรับปากส่งๆไปอย่างนั้นเองว่านางจะจ่ายบัญชีต่อหน้าคนมากมายที่ออกันอยู่   รอจนพวกชาวบ้านสลายตัวเลิกสนใจแล้ว   นางจะจับหมาล่าเนื้อหกตัวนี้เฆี่ยนให้ยับจนต้องโอดโอยสมกับที่พวกมันกล้าบังอาจฉีกหน้าจวนหวู่อัน


...............................................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น