งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 3 ลดตำแหน่งจากเมียเอกเป็นอนุ (ต่อ)

องค์ฮ่องเต้ที่ทรงประทับนิ่งอยู่นั้น   ใช้สายตาตรึกตรองมองไปยังเย่วอี้เฉินแล้วก็ทอดมาหยุดอยู่ที่มู่หรงเสวี่ย    “การตกลงหมั้นหมายระหว่างองค์ชายจิงและเจ้าได้ถูกจัดแจงตกลงกันเองระหว่างบิดามารดาของทั้งสอง    มิได้เป็นไปด้วยราชโองการแห่งข้า     มันจะผิดธรรมเนียมที่จะขอให้ข้าแต่งราชโองการถอดถอนพันธะหมั้นหมายของพวกเจ้า   เจ้าน่าจะไปปรึกษาพูดจาตกลงกันระหว่างสองตระกูลจะสมควรกว่า”




ฮ่องเต้มิต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยววุ่นวายเรื่องภายในครอบครัวของข้าราชบริพาร!

มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลงใช้สมองครุ่นคิด    นางพอจะมีหนทางเกลี้ยกล่อมฝ่ายตระกูลของนางให้เห็นด้วยกับการยกเลิกการหมั้นหมายครั้งนี้    แต่ผู้ใหญ่ทางฝ่ายเย่วอี้เฉินนั้นได้ย้ายออกไปพำนักห่างไกลออกไปเป็นพันลี้     ตำหนักอ๋องจิงที่กว้างใหญ่มีเพียงองค์ชายจิงครอบครองแต่เพียงผู้เดียว     หากองค์ชายจิงจงใจปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ส่งข่าวเชิญผู้ใหญ่เดินทางมายังเมืองหลวงแล้วล่ะก็    มิทราบว่าเรื่องราวที่จะยกเลิกการหมั้นหมายจะถูกลากถ่วงออกไปจนถึงเมื่อไร

ราวกับทรงมองทะลุถึงความคิดวิตกของนาง    องค์ฮ่องเต้พูดด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมว่า “ข้าจะส่งจดหมายถึงอ๋องจิ้ง....เชิญเขาให้กลับมายังเมืองหลวงโดยไม่รอช้า!

“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”    มู่หรงเสวี่ยค่อยผ่อนคลายความวิตกของนางลง    หากฮ่องเต้ทรงออกหน้ามีรับสั่งให้อ๋องจิงเดินทางเข้ามายังเมืองหลวง    ต่อให้องค์ชายจิงบ้าบิ่นไม่ยอมใครแค่ไหน    เขาก็ไม่กล้าจะขัดพระกระแสรับสั่ง    ส่วนนางก็แค่รอคอยอย่างอดทน    เมื่อใดที่อ๋องจิงเดินทางมาถึง...ค่อยเริ่มต้นพูดจาหารือกันก็ยังไม่สาย

เห็นประกายในแววตาและมุมปากที่โค้งขึ้นน้อยๆฉายแววของความสุขสมใจของสตรีตรงหน้า    เงามืดฉายวูบขึ้นในดวงตาของเย่วอี้เฉิน   นางถึงกับมีความสุขขนาดนั้นเชียวหรือที่ต้องยกเลิกสัญญาหมั้นกับเขา?

“งานเลี้ยงยุติได้!”     สายพระเนตรคมกล้าขององค์ฮ่องเต้กวาดผ่านสีหน้าของขุนนางทั้งหลาย    ทรงยืนขึ้นและเสด็จลงจากบัลลังค์ทองคำ

“น้อมส่งเสด็จฝ่าบาท!”    บรรดาขุนนางทั้งหลายคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงเพื่อส่งเสด็จฮ่องเต้

มองตามเงาร่างในอาภรณ์ไหมฟ้าสีเหลืองแห่งมังกรขององค์ฮ่องเต้จนลับหายไปจากห้องโถงนั้นแล้ว     มู่หรงเสวี่ยหยัดกายขึ้นยืนท่ามกลางสายตาที่จับจ้องมองมาด้วยความสนใจ    นางเหยียดกายตรงเดินเยื้องย่างเป็นจังหวะสง่างามโดยมิได้สนใจเหลือบแลมองมายังเย่วอี้เฉินมาแต่นิดเดียว!

ยังคงจับจ้องไปยังท่วงท่าเยื้องกายอันสง่างามมั่นคงของนาง     เย่วอี้เฉินหรี่ตาคมจับจ้องพินิจ     เมื่อสามปีก่อนหน้านี้ ......มู่หรงเสวี่ยไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเด็กสาวอ่อนแอ    มีรอยยิ้มเอียงอายไร้เดียงสา    คอยปฎิบัติตัวเอาอกเอาใจคู่หมั้นเช่นเขา     แต่ในบัดนี้มู่หรงเสวี่ยผู้นี้มิได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว

“องค์ชาย, การหมั้นหมายระหว่างท่านกับมู่หรงเสวี่ยจะยกเลิกไม่ได้โดยเด็ดขาด!”   ที่ปรึกษาซูเทียนโยว่รีบเร่งก้าวเข้ามาเคียงข้างพร้อมทั้งเอ่ยเตือนเย่วอี้เฉินอย่างลับๆ ความหนักหน่วงในสายตาของเขาส่งไปถึงองค์ชายอย่างผู้ที่รับรู้ความนัยร่วมกัน

“ข้าเข้าใจดี!”    เย่วอี้เฉินถอนสายตาเบือนกลับมา    ดวงตาดำของเขานิ่งลึก  “กลับไปยังตำหนักจิง    บอกพ่อบ้านหวางให้เป็นตัวแทนของข้าส่งสินสอดเจ้าสาวไปยังจวนขุนนางมู่หรง    ข้าจะแต่งเอามู่หรงเสวี่ยมาเป็นชายารองของข้าให้ได้ภายในสามวัน!

“น้อมรับคำสั่ง”    ซูเทียนโยว่ผงกหัวแล้วทะยานออกไปจากโถงกว้าง

เย่วอี้เฉินมองกลับไปยังทางที่มู่หรงเสวี่ยเดินจากไปด้วยสายตาลึกนิ่ง     เขาคือองค์ชายจิง – ผู้คุมกำลังกองทัพ    อีกฝ่ายคือ  มู่หรงเสวี่ย  ผู้ซึ่งมีร่างกายอ่อนแอทั้งยังมิมีความสามารถพรสวรรค์อะไรเป็นที่น่าจดจำ    อย่างนางให้อยู่ในตำแหน่งชายารองของเขาก็นับว่าให้เกียรตินางมากพออยู่แล้ว    ยังไงเขาก็ได้สัญญาจะมอบตำแหน่งชายาเอกให้แก่อี้หย่วนแล้ว    ตัวมู่หรงเสวี่ยนั้นนับเป็นอะไร...ทางที่ดีอย่าได้คิดแทรกเข้ามาขัดขวางเป็นอันขาด!

ฝ่ายมู่หรงเสวี่ยนั้นมิได้รับรู้ถึงความคิดของทางเย่วอี้เฉินมาแต่น้อย    หลังจากที่กลับออกมาจากพระราชวังพร้อมกับสาวใช้คนสนิทของนาง    นางก็ได้ก้าวขึ้นนั่งภายในรถม้าของจวนสกุลมู่หรง

ตัวรถม้าของสกุลมู่หรงนั้นแกะขึ้นรูปมาจากไม้หอมอันล้ำค่า    ภายในนั้นประกอบด้วยหีบเก็บเสื้อผ้า   โต๊ะกลางหินอ่อน   ชุดน้ำชา   หมากรุก   ชั้นหนังสือและเครื่องเรือนจำเป็นครบครัน    มิแตกต่างจากห้องนอนขนาดเล็กเคลื่อนที่ได้    เครื่องเรือนที่ใช้นั้นก็งดงามประณีต    ทุกชิ้นยากจะประเมินค่าเป็นตัวเงิน    ตรงมุมรถม้ายังมีเตาอุ่นเดินลวดลายทองคำลงยาสีม่วง    ที่จุดอยู่ในเตานั้นนอกจากเชื้อเพลิงคุณภาพเยี่ยมยังเพิ่มเติมเครื่องหอมกลิ่นกล้วยไม้ราคาแพงส่งกลิ่นอวลละมุนในบรรยากาศ    สิ่งหรูหราสิ่งนี้เองที่กระตุ้นให้มู่หรงเสวี่ยนึกถึงความทรงจำบางอย่าง

นางยังคงจำได้ว่านางนั้นได้ตกลงตอบรับคำชวนของเพื่อนสนิทของนาง   หนิงชิงชิงให้เดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกันที่ฮาวาย    โชคร้ายที่เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเจอกับสภาพอากาศผิดปกติกลางทาง    พายุรุนแรงจนนักบินมากประสบการณ์ยังควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่    แม้จะพยายามสุดความสามารถแค่ไหน    เครื่องบินรุ่นล่าสุดก็ถูกพายุฉีกเป็นชิ้นๆ    ส่วนร่างกายของนางก็คงไม่มีอะไรเหลือให้เห็นซากพอๆกับเครื่องบินเช่นกัน

จู่ๆ ความมืดมิดก็เข้ามาห้อมล้อมตัวนาง     นางรับรู้ว่าตัวนางเองคงเสียชีวิตลงแล้ว นางนึกไม่ถึงว่าเมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง    นางจะมีชีวิตขึ้นมาใหม่   แถมยังมาในยุคสมัยโบราณ     เหลือเชื่ออะไรเช่นนั้น!

“เอ๊ะ นั่นใช่ฉวงซีรึเปล่า?”    น้ำเสียงสงสัยของสาวใช้ลอยเข้าหูของนาง    มู่หรงเสวี่ย
มองออกไป    เห็นหนุ่มน้อยอายุประมาณ 14-15 ปียืนอยู่หน้าประตูเคหาสน์แห่งหนึ่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังมีสีหน้ากลุ้มอกกลุ้มใจนั้น....ดูยังไงก็ใช่ฉวงซีจริงๆ

ดวงตาของมู่หรงเสวี่ยเปล่งประกายขึ้น    นางออกคำสั่งเบาๆว่า    “หยุดรถม้า!”     เมื่อรถม้าหยุดสนิทแล้ว    ด้วยการประคองของสาวใช้,  นางก็ก้าวลงจากรถม้าแล้วเดินเนิบๆตรงไปยังเด็กหนุ่ม

รู้สึกว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้    เด็กหนุ่มก็รีบหันขวับไปประจันหน้าเจอเข้ากับใบหน้างดงามของมู่หรงเสวี่ย     ตาของเขาเบิกโพลง    ท่าทีแข็งค้างไม่รู้จะทำอย่างไรดี    ปากตะกุกตะกักว่า    “คุณ....คุณหนู!”       คุณหนูมาทำอะไรแถวนี้นะ?

มู่หรงเสวี่ยทำเสียงตอบรับในลำคอแล้วถามกลับไปว่า   “นายน้อยอยู่ข้างในใช่หรือไม่?”     ฉวงซีเป็นเด็กรับใช้ติดตามข้างกายของมู่หรงเยว่    พี่ชายฝาแฝดของนาง  หากเห็นฉวงซีที่นี่....มู่หรงเยว่ก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วย

“....เฮะๆๆ...”    ฉวงซีหัวเราะแบบขัดๆออกมา     สองตามีประกายเลิ่กลั่ก    “....คือ...คือว่า...เอ่อ...”

มองดูเจ้าฉวงซีเอ่อๆๆ อ้าๆๆ     ไม่รู้จะตอบคำถามนางเช่นไร    มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วแล้วเดินผ่านตัวของเด็กหนุ่มตรงเข้าไปยังลานกว้างหน้าเคหาสน์นั้น    ในความทรงจำเดิมของมู่หรงเสวี่ยคนก่อน    มู่หรงเยว่เป็นเด็กหนุ่มเจ้าสำราญใช้เงินเป็นเบี้ย    วันๆรู้จักแต่เที่ยวเล่นจนลืมเวล่ำเวลา    เป็นปกติที่เขาจะออกมาหาความสำราญโดยไม่กลับไปที่จวน    ในแต่ละเดือน มู่หรงเยว่จะอยู่นอกบ้านสักยี่สิบวันเป็นอย่างน้อย   จะพบเจอเขานั้นยากแสนยากดังนั้นเมื่อมีโอกาสนางจึงตรงเข้าไปหาเขา

เดินผ่านเข้าประตูคู่บานใหญ่เข้าไป มู่หรงเสวี่ยมองเห็นกรงเหล็กเป็นโหลๆวางอยู่ด้านหนึ่งของสนามพื้นที่กว้างใหญ่     ในกรงเหล่านั้นมีหมาทั้งสีดำ  สีขาว  และสีเทาอยู่หลายตัว     ที่ตรงกลางสนามนั้นจัดกั้นพื้นที่เป็นรูปทรงกลมขนาดประมาณ 20 ตรมโดยใช้รั้วกั้นทาสีแดง    ภายในนั้นขณะนี้มีหมาล่าเนื้อสีดำและสีเทาขนาดใหญ่กำลังต่อสู้กัน

พวกมันทั้งสองตัวมีรอยแผลเต็มตัวไปหมด    เนื้อสดๆปลิ้นฉีกออกมา    เลือดอาบย้อมขนเป็นหย่อมตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง    ตามกล้ามเนื้อของหมาล่าเนื้อทั้งสองชุ่มโชกไปด้วยเลือด    แต่ตัวพวกมันเองกลับทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สา   ยังคงกระโจนฟัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย    ทั้งกัดกระชากลากสะบัดกันจนจมเขี้ยว

เด็กหนุ่มในอาภรณ์ชั้นดีสีเขียวกำลังยืนอยู่ด้านนอกของเขตรั้วที่ว่า    ตาจ้องเขม็งไปยังสุนัขที่กำลังกัดกัน    ตะโกนส่งเสียงดังด้วยความตื่นเต้นว่า   “กัดมันเลย...กัด...กัดเข้าไปอีก....ขย้ำให้หนักกว่านี้....ขุนพลดำ, เอามันให้ตาย....เอาให้ตายไปเลย...”

“งั่ม!    เหมือนกับว่าเจ้าสุนัขสีดำนั้นจะฟังเขารู้เรื่อง    มันขย้ำเข้าที่ลำคอของสุนัขสีเทาแล้วกัดกระชากอย่างรุนแรงจนเจ้าหมาสีเทานั้นหมดลมหายใจ  ตายไปในที่สุด

เด็กหนุ่มในชุดเขียวมองไปยังซากของสุนัขสีเทานั้นแล้วก็หัวเราะเยาะออกมาดังลั่น “มู่หรงเยว่เจ้าแพ้อีกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า....เล่นกัดหมากันมาตั้งครึ่งวันแล้ว    เจ้าเลือกตัวไหนมากัดก็ตายเรียบ    ข้าน่ะจนใจไม่รู้จะเปรียบอะไรกับเจ้าดี    ไม่รู้ว่าเจ้าน่ะใช้สติปัญญาส่วนไหนมาตัดสินใจเลือกหมากัน!

ใบหน้าอันหล่อเหลาของเด็กหนุ่มนามว่า มู่หรงเยว่  มีสีหน้าคล้ำด้วยโทสะ   เขากล่าวอย่างไม่ยอมแพ้กลับไปว่า    “ตัวเจ้าเองก็ชนะแค่ตาสองตา ยังมีหน้ามาพูดอะไรอีก? ข้าจะซื้อหมาตัวใหม่มาเล่นงานหมาของเจ้าให้ยับเยินเลยเชียว”

“เจ้าดีแต่พูดประโยคเดิมซ้ำซากมาเป็นสิบกว่ารอบแล้ว    บ่อยจนหูข้าขี้เกียจจะฟังแล้ว ข้ายังไม่เห็นเจ้าจะมีปัญญาเอาคืนได้สักตา”    ริมฝีปากของเด็กหนุ่มในชุดเขียวยกขึ้นอย่างเหยียดหยันขณะที่นิ้วมือก็รูดนับตั๋วเงินพนันที่ชนะมาได้อย่างโอ้อวด

คำพูดแทงถูกใจดำของมู่หรงเยว่    เขาหน้าแดงและกล่าวออกมาอย่างฉุนเฉียวว่า   “ที่แล้วมา,  ข้าประมาทไปหน่อยทำให้ต้องพ่ายแพ้    คราวนี้ข้าจะเอาจริงแล้ว    จะตีหมาเจ้าให้ตายให้ได้    ฉวงซี, เอาเงินมาให้ข้า   ข้าจะไปเลือกหมา”

ฉวงซีรีดถุงเงินที่แบนแฟ่บแล้วเดินทำหน้าเจี่ยมเจี๋ยมตรงเข้ามา    “นายน้อย พวกเราหมดตูดแล้ว”

มู่หรงเยว่ขมวดคิ้ว     “ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าพกมาสัก 5-6 พันตำลึงเงินหรอกเหรอ?   ทำไมมันหมดเร็วอย่างนี้?”

ฉวงซีหัวเราะเสียงแห้งๆออกมา    “นายน้อยขอรับ   ท่านซื้อหมาสะระตะทั้งหมดก็สี่ตัว แต่ละตัวราคาประมาณ 500 ตำลึง    แถมลงแข่งแต่ละรอบเดิมพันอีกรอบละพันตำลึง....”

“อ๊ะ เข้าใจล่ะ   ข้าเข้าใจแล้ว   เจ้าก็หยุดแจงบัญชีสักที    รีบกลับไปที่จวนแล้วเบิกเงินมาเพิ่มอีก!”    มู่หรงเยว่ขัดฉวงซีด้วยความหงุดหงิด   เจ้าซูเถียหนานบังอาจมาหัวเราะเยาะสายตาของเขา    เขาจะทุ่มเงินเพิ่มซื้อหมาดุๆอีกสัก 2-3 ตัวแล้วเอาชนะพนันของมันให้หมดตูดเลยทีเดียว    ดูซิว่ามันยังจะเชิดหน้าหัวเราะไหวหรือไม่!


......................................
จบบทที่ 3

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น