วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 31 ลูกพี่ลูกน้อง???


โอวหยางเส่าเฉินรับหมอนไว้แล้วเหวี่ยงไปข้างๆ    ใช้สายตาจ้องเล็งไปยังร่างกายท่อนบนของนาง   แล้วเจ้าตัวก็เดินลิ่วออกไปยังห้องด้านนอก   ไม่พูดไม่จา!

มู่หรงเสวี่ยมองตามสายตาของเขาลงมายังหน้าอก   เห็นทรัพยากรที่นางมีช่างเล็กน้อย   แต่จะทำยังไงได้   ก็ตอนนี้นางอายุแค่สิบสี่ปี   อายุยังน้อยนิดยังมีสิทธิ์จะพัฒนาเฟ้ย!

อย่างร่างที่แล้วของนางไง พอย่างเข้า17-18 เอ๊าะๆ กำลังขบเผาะ   ใครเห็นก็ผิวปากหวีดวิ้ว!

ตลบผ้านวมแล้วลงจากเตียงมาผลัดเปลี่ยนเสื้อกระโปรง   หวีผมเผ้าที่หน้ากระจก   จากนั้นก็ค่อยออกมาจากห้องด้านใน

ที่ห้องด้านนอก   ตรงโต๊ะไม้ขนาดเขื่องกลางห้อง   จัดวางอาหารไว้หลายจาน   ทั้งขนมอบ ปอเปี๊ยะ   ข้าวต้มพร้อมทั้งกับข้าวอีกหลายอย่าง   ล้วนส่งกลิ่นหอมโชยมาชวนให้น้ำลายสอ
โอวหยางเส่าเฉินกำลังล้างมือในอ่าง   มือไม้ของชายหนุ่มสะอาดสะอ้าน   ผิวเรียบลื่นไร้รอยด่างพร้อย   พอเขาเห็นมู่หรงเสวี่ยออกมาก็หันไปหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดมือให้แห้ง   “รีบมากินอาหารกัน    สายมากแล้ว”

มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้ว   นี่มัน....เริ่มต้นก็นอนร่วมเตียง   ต่อมา..ก็กินร่วมโต๊ะ    เหมือนคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างไงอย่างงั้น   เดี๋ยวๆ ทำไมนางถึงคิดอะไรแปลกๆอย่างนี้ด้วยเล่า???  หากมิรีบปลีกตัว   ไม่แน่ว่าจะมีอะไรให้กระอักกระอ่วนใจอีก   “ขอบคุณน้ำใจของฝ่าบาทโอวหยาง   ข้าไม่รู้สึกหิว   ทั้งตอนนี้ก็สายมากแล้วด้วย   จึงคิดว่าจะกลับไปที่จวนมู่หรงก่อน....”

แขนยาวของชายหนุ่มจู่ๆก็ยื่นมาหา   นิ้วเรียวทั้งห้าก็กดหมับเข้าที่หัวไหล่ของนาง   บังคับกลายๆให้นางนั่งลงที่โต๊ะ   “เมื่อวาน...เจ้าต้องต่อสู้กับพิษเย็น,   ไม่ได้แตะต้องอาหารน้ำดื่มอย่างน้อยก็4 ชั่วยาม   ถึงไม่หิว   ก็ต้องกินอะไรเข้าไปสักเล็กน้อย   มิเช่นนั้น   ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่!

มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย   ใจส่วนลึกต้องการจะขัดขืน   แต่ปลายนิ้วของโอวหยางเส่าเฉินกลับมีพลกำลังอย่างเหลือเชื่อ   กดลงมาอย่างนิ่มนวลจริงแต่ยากจะดิ้นให้หลุด จะแก้ทางด้วยเชิงหมัดก็หาช่องว่างไม่ได้สักนิด

มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปาก   กำลังฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่า   นางไม่ควรดิ้นรนขัดขืน   นางจึงได้แต่ขึงตาขึ้นมองไปยังโอวหยางเส่าเฉิน

โอวหยางเส่าเฉินทำไม่รู้ไม่ชี้   เมื่อเห็นนางไม่ขัดขืน   เขาก็ปล่อยมือ   นั่งลงที่นั่งข้างนางแล้วเริ่มตักข้าวต้ม (purple rice = ข้าวก่ำ)  คีบกับข้าวให้   บิขนมอบไส้ลูกพลัมให้ชิม   จนเต็มถ้วยของนาง

มู่หรงเสวี่ยกวาดตามองบรรดาขนมนมเนยของหวานนานาชนิดด้วยสายตาทึ่งๆ    “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าชอบกินขนมอบไส้ลูกพลัม?”

“ข้าเดาเอา”   แววตาของโอวหยางเส่าเฉินเต้นระริก   ประกายในดวงตาเจิดจ้า

มู่หรงเสวี่ยจ้องสีหน้าของเขา  นางไม่คิดเซ้าซี้ถามต่อ   แต่หยิบขนมไส้ลูกพลัมใส่ปาก    รสชาตินุ่มละมุนของขนมและความหวานอมเปรี้ยวของลูกพลัมก็แผ่ซ่านในปาก

หมดพลังงานไปกับการต่อสู้กับฤทธิ์ยาพิษ   ถึงไม่หิว  แต่ก็ควรกินอาหารอ่อนประเภทข้าวต้มสุขภาพเพื่อเพิ่มกำลัง   ถึงแม้เจ้าขนมนี่จะเป็นของกินเล่น   วิตามินแร่ธาตุไม่ครบถ้วน   แต่เพราะเป็นของโปรดของนาง   นางก็จะกินสักชิ้นสองชิ้นก็แล้วกัน

อีกอย่าง,   โอวหยางเส่าเฉินชอบบังคับให้นางทำโน่นนี่    หากนางขืนไม่รีบกิน   เขาอาจจะไม่ปล่อยให้นางกลับบ้านก็ได้

มู่หรงเสวี่ยเลยเร่งกินขนมไส้ลูกพลัมจนหมดชิ้น   แล้วก็รีบลุกขึ้น   “ฝ่าบาทโอวหยาง,   ข้ากินเสร็จแล้ว   ท่านค่อยๆทานไปเถอะนะ!

โอวหยางเส่าเฉินตวัดสายตามอง   มือวางตะเกียบลง   หยิบผ้าเช็ดมือที่เตรียมไว้ขึ้นมาเช็ดมือด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ   เรียบรื่นมิขัดตาราวกับเป็นสิ่งที่ปฎิบัติอยู่แล้วเป็นประจำ  ด้วยกิริยาสง่างามสูงส่ง มองแล้วเพลินจนแทบไม่อยากกระพริบตา

“ข้าจะไปส่งเจ้ากลับจวนมู่หรง”   มู่หรงเสวี่ยได้ยินแล้ว   ถึงกับส่ายหน้ารัวๆ   “จวนมู่หรงกับตำหนักของพระองค์อยู่ห่างกันไม่ไกล   ไม่ต้องลำบากรบกวนฝ่าบาทให้ไปส่ง   ฝ่าบาทควรจะประทับอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ชายและพระชายาจะเหมาะสมกว่า”

โอวหยางเส่าเฉินจากตำหนักที่อาศัยไปนานถึงสิบปี   เพิ่งกลับมาไม่นาน   ควรจะอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ชายและพระชายาจึงจะสมควร    เอาล่ะ....อ้างเหตุผลนี้ดูจะเข้าท่ากว่า!

“พวกเขาทั้งสองมิได้อยู่ในเมืองหลวง    พวกท่านได้ออกท่องเดินทางไปต้าฉวนชมภูผาท่องนทีไปยังต่างแคว้น“   โอวหยางเส่าเฉินพูดเรียบๆราวกับว่าเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน   “เดินทางไปกังหนำ-เที่ยวชมดอกท้อเบ่งบาน ต้นหลิวเขียวขจี,  เยี่ยมชมกำแพงแคว้นฝั่งทะเลทรายอันกว้างใหญ่   ล้วนเป็นที่ๆพวกท่านอยากไปเยือนสักครั้ง”

พวกเขาออกเดินทางจากตำหนักอันใหญ่โต   สองคนจับมือจูงกันไปท่องโลกกว้าง   ไม่สนใจลาภยศ ตำแหน่งพระองค์ชาย, พระชายา ออกผจญภัยในโลกกว้างด้วยกัน  ไม่ต้องแปลกใจไปว่าทำไมโอวหยางเส่าเฉินถึงออกจากวังตั้งแต่อายุไม่เท่าไหร่   เพื่อท่องทั่วหล้าพร้อมกับท่านอาจารย์โดยไม่มีใครคัดค้าน   น่าจะเป็นเพราะสายเลือดรักการผจญภัยของราชสกุลสายนี้!

“เช้าเกินไปที่จะกลับไปที่จวน   ข้าอยากจะเดินดูอะไรเล่นรอบเมืองสักหน่อย   ไม่ต้องรบกวนให้ท่านนำทางหรือไปเป็นเพื่อนหรอก   ข้าขอลาล่ะ!”    มู่หรงเสวี่ยยิ้มพร้อมกล่าวลา   จากนั้นก็รีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกมาจากตำหนัก

พอพ้นจากเขตตำหนักมาได้   นางก็ยังเร่งฝีเท้าออกมาสักระยะหนึ่ง   แล้วก็เลี้ยวเข้าไปยังตรอกแคบแห่งหนึ่ง   จากนั้นก็หันกลับไปมองยังเบื้องหลัง   แล้วก็ต้องลอบโล่งใจเมื่อไม่เห็นผู้คนตามมา   จากนั้นนางก็รีบพุ่งกายไปยังเบื้องหน้า   จงใจเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาวกไปวนมาอีกหลายแยก   นางมุดไปมุดมาขนาดนี้   ต่อให้โอวหยางเส่าเฉินเยี่ยมยุทธ์ยังไง...ก็คงยากจะติดตามนางทันกระมัง

โอวหยางเส่าเฉินท่าทีมิได้คิดร้ายต่อนาง   แต่ความรู้สึกของนางก็ยังรู้สึกว่าเขาดูอันตราย   จึงมิอยากเกี่ยวข้องกับเขามากนัก

มู่หรงเสวี่ยเดินเล่นไปตามท้องถนน   มองดูชาวบ้านที่เดินสวนผ่านไปมา   พ่อค้าเร่ที่กำลังร้องเชิญชวนให้ซื้อสินค้า   ถนนในเมืองหลวงช่างดูมีชีวิตชีวา   ใบหน้างดงามของเด็กสาวก็เริ่มยิ้มแย้มสนุกสนาน

เจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นคุณหนูอยู่ในห้องหอ   วันๆอยู่แต่ในจวน   มิเคยออกกำลังกาย ร่างกายบอบบางจนลมพัดก็แทบจะปลิว   พิษเย็นก็กำเริบบ่อยครั้งขึ้น   พอได้รับความกระทบกระเทือนใจหน่อยก็ถึงแก่ความตาย   ตอนนี้ร่างนี้ต้องการมากกว่าการเดินออกกำลังกาย ต้องบริหารร่างกายทุกส่วนด้วยถึงจะดี   ยามพิษเย็นกำเริบ   จะได้มีแรงต่อต้านไหว
สายลมโชยมาพัดพาเส้นผมดำเป็นเงาของสาวน้อยให้พลิ้วไหว   ขับเน้นดวงหน้าหวานซึ้งให้ยิ่งมีชีวิตชีวาสดใสภายใต้แสงอาทิตย์อุ่นชะโลมผิวกาย   สะกดสายตาผู้คนอื่นๆที่กำลังเสพบรรยากาศบนท้องถนนตามมุมถนน  บนร้านอาหาร  หรือหอน้ำชาให้สะดุดตาสะดุดใจกันเป็นแถว   พวกเขาบางคนถึงขั้นละเมอเพ้อพก   สองตาเบิกโตไม่กระพริบ   สาวน้อยผิวขาวผ่องราวหิมะต้นฤดู   ท่าทางเป็นคุณหนูผู้ดีตระกูลสูง    สาวน้อยผู้นี้เป็นบุตรีบ้านใดหนอ? หากรู้จะได้ส่งแม่สื่อไปสู่ขอ

มู่หรงเสวี่ยมิได้นำพาต่อสายตาร้อนแรงทั้งหลายที่จ้องมองมา   นางเดินเล่นดูโน้นดูนี่อย่างสบายอารมณ์    ศีรษะเล็กหันไปมาไม่หยุดเพลิดเพลินไปกับผู้คนและข้าวของตามร้านค้า

“ลูกพี่ลูกน้อง!”   เสียงดังเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจดังมาเข้าหู   มีชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าแพรสีขาวโผล่มายืนขวางหน้าของมู่หรงเสวี่ย   ใบหน้าของเขาดูร้อนรนตื่นเต้น “เสวี่ยเอ๋อ  ลูกพี่ลูกน้องที่น่ารัก  ไม่ได้พบกันซะนาน  อย่าทำเป็นไม่เห็นข้าทั้งๆที่เราก็รู้จักกันดีอย่างงั้นซิ”

พอมองดูกิริยาเสเพลของเขาแล้ว    ก็พอจะเดาออกถึงเจตนาเข้ามาเกี้ยวหญิงของเขา   มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วชักสีหน้า   “ท่านเป็นใคร?”    เขารู้จักนางทั้งยังเรียกขานนางว่า ลูกพี่ลูกน้อง แต่ในความทรงจำของร่างเดิมนั้นกลับไม่รู้จักเจ้านี่นิ!

ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม   คางเชิดขึ้นสูง  ออกเสียงแนะนำชื่อแซ่ตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ   “ข้าคือตู้เฉิงเจียง ลูกพี่ลูกน้องเสวี่ยเอ๋อน่าจะเคยได้ยินชื่อข้า”

ตู้เฉิงเจียง!   หลานชายทางเครือญาติฝั่งตู้ฮูหยินน่ะเอง!

เจ้าเบื้อกนี้   พอถึงยามเทศกาลก็จะติดตามบิดามารดามาคารวะตู้ฮูหยินที่จวนสกุลมู่หรง   แต่เจ้าของร่างเดิมแต่ก่อนสุขภาพไม่แข็งแรง   ตู้ฮูหยินก็มิได้รักใคร่เอ็นดูนาง   จึงไม่เคยเรียกนางให้ไปพบปะรู้จักกับแขกผู้มาเยือน   ดังนั้นนางจึงไม่เคยพบหน้าตู้เฉิงเจียงมาก่อน   ไม่นึกว่าจะมาเจอหน้ากันที่ตลาดได้   เมืองหลวงนี่แคบจริงๆ

ตู้ฮูหยินไม่อยากให้วงศาคณาญาติรู้จักนาง   นางก็คร้านที่จะทำความรู้จักเช่นกัน!

มู่หรงเสวี่ยทำเสียงในคอ   ศีรษะนางตั้งตรงมองไปยังเบื้องหน้า   กระโปรงชุดน้ำเงินสะบัดยามนางเดินผ่าน   กลิ่นกายหอมกรุ่นที่ติดตัวนางก็โชยมาตามสายลม


ตู้เฉิงเจียงสูดดมความหอมเข้าทรวงอก   กลิ่นหอมกระตุกหัวใจหนุ่ม   ดวงตาลุกวาบด้วยความรัญจวนใจ   มองดูมู่หรงเสวี่ยกำลังเดินจากไป   เขารีบจ้ำตามจนทันไปยืนขวางหน้ามู่หรงเสวี่ยไว้อีกครั้ง   ดวงตาหื่นโสมมของชายหนุ่มมองกวาดขึ้นลงตามเรือนร่างสาวที่ห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีน้ำเงิน   แต่ยังพอมองเห็นส่วนโค้งเว้าได้   “ลูกพี่ลูกน้องเสวี่ยเอ๋อ   อย่ารีบร้อนเดินหนีไปเช่นนี้   พวกเราลูกพี่ลูกน้องนานๆทีจะได้พบกัน   อยู่เจรจากับข้าก่อน”


........................................
จบบท


22 ความคิดเห็น:

  1. ตู้เฉิงเจียง ช่างไม่เจียม เดี๋ยวเจอดีแน่ เหอๆ

    ตอบลบ
  2. จัดซักหมัด เอาให้คราวหน้าเห็นหน้าปุ๊ป ให้รีบเผ่นหนีไปเลยนะ

    ตอบลบ
  3. เค้ก เป็นทับศัพท์ ภาษาอังกฤษ รึป่าวคะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. บทยังดิบยังไม่ได้แปลให้เป็นแบบคำจีนไงค่ะO:-)

      ลบ
    2. แล้วจะให้ใช้คำว่า???

      ลบ
  4. ำท่านโอวส่งคนแอบตามนางเอกมามั้ยรีบมาจัดการญาติหน้าหื่นเลย

    ตอบลบ
  5. พระองค์ชายฟังดูแหม่งๆนะคะ
    ปล. ไอ้ตู้ตายซ้าาาา

    ตอบลบ
  6. พระองค์ชายฟังดูแหม่งๆนะคะ
    ปล. ไอ้ตู้ตายซ้าาาา

    ตอบลบ
  7. เป็นกำลังใจให้ คนแปล คนพิมพ์นะครับ สู้ๆ

    ตอบลบ
  8. เริ่สตู้ตายแน่ๆ555ต่อค่ะๆๆ

    ตอบลบ
  9. คำแปลกๆเป็นเพราะยังดิบอยู่นะคะ

    ตอบลบ
  10. ขอบคุณค่ะ. ที่สละเวลามาแปลให้อ่าน. แม้จะเป็นวันหยุด. สู้ๆ. ทั้งผู้แปล. และผู้พิมพ์. เป็นกำลังใจให้

    ตอบลบ
  11. ขอบคุณค่ะ
    หนีเสือปะแมงกะจั๋วะ

    ตอบลบ
  12. เพ้ย...ลำบากซ่อมตู้เเน่งานนี้

    ตอบลบ
  13. ขอบคุณที่แปลให้อ่านค่ะ🌸😊

    ตอบลบ
  14. พระองค์ชาย น่าจะเป็นองค์ชายเฉยๆนะ เป็นพระโอรสของฮ่องเต้ งั้นโอวหยางเส้าเฉินก็เป็นพระราชนัดดาสิ ก็คือเป็นหลานปู่ของฮ่องเต้ ใช่หรือไม่

    ตอบลบ
  15. ตู้เอ้ยยยยย รนหาที่ตายแท้ๆ

    ตอบลบ