วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 32 กระทืบตู้เฉิงเจียง


“ข้าไม่คุ้นเคยกับเจ้า   มีอะไรต้องพูดด้วย!”   มู่หรงเสวี่ยพูดเสียงเย็นชา

ยิ่งมองนางยิ่งเกิดความรู้สึกรัญจวนใจอย่างบอกไม่ถูก   สายตาเขายิ่งจับจ้องนางล้ำลึกกวาดไปทั่วร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า  ตั้งแต่ส่วนสงวนไม่ควรมองยันจนถึงปลายเส้นผมนางด้วยสายตาลามก

“พวกเราเป็นญาติกัน   จะมาพูดว่าไม่สนิทเหมือนเป็นคนอื่นคนไกลได้อย่างไร   เมื่อก่อนไม่เคยพบหน้า   ตอนนี้ก็ได้มาพบแล้ว....”

“ถอยไปนะ”   มู่หรงเสวี่ยขึ้นเสียงไม่ฟังให้จบประโยค   มองชายหนุ่มด้วยสายตารำคาญ   สกุลตู้ไม่มีคนดี   นางไม่อยากแม้แต่จะหายใจใช้อากาศเดียวกันกับคนพวกนี้!

ผู้คนที่ผ่านไปมาทำเสียงหัวเราะฮิฮะสมน้ำหน้าตู้เฉิงเจียง    ทำให้เขาบังเกิดความรู้สึกอับอายขึ้นมา

ตู้เฉิงเจียงจ้องมองมู่หรงเสวี่ยที่กำลังมองด้วยความรำคาญแล้วเอ่ยว่า   “มู่หรงเสวี่ย,  ข้าเห็นว่าเจ้าถูกองค์ชายจิงลดตำแหน่งที่จะตกแต่งเข้าวังให้เป็นแค่อนุ   ฉะนั้นจึงคิดจะปลอบใจเจ้าสักหน่อย   ทำไมต้องโวยวายให้ขายหน้าด้วยเล่า.....”

ตอนที่เขาไปเยี่ยมเยือนยังจวนสกุลมู่หรง   เคยบังเอิญเห็นมู่หรงเสวี่ยครั้งหนึ่ง   ใบหน้างามหวานซึ้งดึงดูดสายตาเป็นนักหนา   ส่วนโค้งส่วนเว้าในวัยแรกสาวก็มิใช่เล่นๆ   เขาได้แต่เก็บเอานางไปฝันถึง   หากไม่ติดว่านางเป็นคู่หมั้นขององค์ชายจิงแล้วละก็   เขาคงหาทางเข้าหานางไปถึงไหนแล้ว

คาดไม่ถึง  พอคู่หมั้นของนางยกทัพกรีธากลับถึงเมืองหลวง   จะประกาศแต่งนางเข้าเป็นชายารองแทนตำแหน่งชายาเอก   แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามิได้รักใคร่ใยดีในตัวนาง    ดังนั้นต่อให้นางตอนนี้แขวนตำแหน่งคู่หมั้นขององค์ชายจิงอยู่   เขาลวนลามนางเล่นสักหน่อย องค์ชายจิงก็คงไม่ถือสา

ตอนแรกวาจะเดินดูสินค้าหาซื้ออะไรเล่น   กลับมาเจอเจ้างั่งแซ่ตู้ทำลายบรรยากาศให้เสียหมด   ยิ่งยกคำขอโทษแฝงความหื่นหวังจะเกี่ยวพามาอ้าง   ฟังแล้วยิ่งทำให้คลื่นเหียน

สายตาเยียบเย็นของนางคมกริบราวกับธนูพุ่งเข้าปักร่างตู้เฉิงเจียง   น้ำเสียงเย็นชาตวาดว่า “หุบปาก!

ตู้เฉิงเจียงที่กำลังเจื้อยแจ้ว   สะดุ้งหยุดเอ่ยวาจา   มองจ้องแข็งค้างไปยังสายตาดุดันของมู่หรงเสวี่ย   แล้วก็ต้องหลบ   สายตาดุดันปนเหี้ยมเกรียมนั่น....

“นายน้อย!”   บ่าวรับใช้ส่วนตัวของตู้เฉิงเจียงเขย่าแขนเรียกสติของเขา    เหตุใดคุณหนูบอบบางแห่งจวนสกุลมู่หรงถึงมีสายตาประเภทนี้ได้

ตู้เฉิงเจียนกลับมาได้สติ  ก็รู้สึกโกรธ   เขาเป็นคุณชายผู้สืบทอดแห่งสกุลตู้เชียวนะ   ส่วนนางก็แค่สตรีอมโรคดันมาทำตาดุใส่เขาจนเขากลัวได้อย่างไร   “มู่หรงเสวี่ย,  ข้าพูดดีกับเจ้าก็นับให้เกียรติกับเจ้าแล้ว   เจ้านะเป็นคุณหนูขี้โรคไร้ความเด่นดังใดแห่งจวนมู่หรงแค่นั้น   อย่าได้.....”

ปากพ่นวาจาข่มขู่   มือของตู้เฉิงเจียงคว้ายื่นออกมา   หมายจะจับต้องร่างของมู่หรงเสวี่ย
มู่หรงเสวี่ยประกายตาเยือกเย็นยามเบี่ยงตัวหลบจากมือสกปรกของชายหน้าหม้อแซ่ตู้   ตวัดเตะส้นเท้าเข้าใส่หน่อเนื้อแห่งความเป็นชายของเขา

ตู้เฉิงเจียงมิทันระวังตัว   ถูกเตะเข้าที่กล่องดวงใจ   จนถลาออกไปหนึ่งถึงสองจั้ง ร่วงกับพื้นดังตุบ   มือกุมท้องช่วงล่างน้ำเสียงขาดห้วงสั่นสะท้าน   “อ้าก โอ้ย....เจ็บปวดเหลือเกิน...”

มู่หรงเสวี่ยเก็บเท้า   มองดูตู้เฉิงเซียนที่กำลังโอดโอย   นางยืนนิ่งสงบ   ไม่ลนลาน

“นายน้อย!”   คนรับใช้ส่วนตัวรีบเข้าไปนายของตน   ประคองให้ลุกขึ้น

ตู้เฉิงเจียงทิ้งน้ำหนักไปที่คนรับใช้   มือกุมส่วนนั้นไว้   ใบหน้าซีดเผือด   ปากสั่นพูดแทบไม่เป็นคำ   “มู่หรงเสวี่ย เจ้าจำไว้ให้ดี ข้าไม่ปล่อยเจ้าแน่!

“ไสหัวไป!”   มู่หรงเสวี่ยเตะก้อนหินพุ่งใส่ตู้เฉิงเจียงอย่งแรง   โดนเอาหน้าผากแตกบวม เจ็บจนเขาน้ำตาไหล   ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว   ได้แต่มองด้วยสายตาเกลียดชังมายังมู่หรงเสวี่ย  ซึ่งไม่สนใจเขาอีกต่อไป   ปล่อยให้เขาโดนคนรับใช้พยุงเข้าโรงหมอที่อยู่ไม่ห่างออกไป

คนทุเรศไม่อยู่ให้เสียสายตาแล้ว   สงบสักที!

มู่หรงเสวี่ยยิ้มน้อยๆ กำลังตั้งท่าจะหมุนตัวกลับ   แต่กลับชนเข้ากับกำแพงเลือดเนื้อดัง  ปั้กนางเจ็บจมูกจนน้ำตาไหลพราก

นางรีบถอยกลับมาดู   ภาพใบหน้าหล่อเหลาของผู้ก่อการก็ปรากฏต่อสายตา   นางขมวดคิ้วถามเขาว่า  “ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“เพิ่งมาถึง”   โอวหยางเส่าเฉินมองสำรวจใบหน้าของนาง   ดวงตาของเขามีประกายรื่นรมย์ เดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมเนื้อนุ่มออกมาบรรจงซับน้ำตาของนาง   ตอนที่นางเผชิญหน้ากับตู้เฉิงเจียง   เขาก็คอยดูอยู่   แต่เห็นว่าตู้เฉิงเจียงมิใช่คู่มือของนาง   จึงปล่อยให้นางสั่งสอนบทเรียนมันไปโดยที่เขาไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว

สัมผัสอ่อนโยนที่ใบหน้าทำให้เคลิบเคลิ้ม   มู่หรงเสวี่ยพลันได้สติ   มองไปที่ใบหน้าของโอวหยางเส่าเฉินที่อยู่ใกล้ชิดแล้วรีบกระถดกาย   ยึดเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาตามออกมา “ฝ่าบาทโอวหยาง...ไม่ต้องรบกวนท่าน...ข้าเช็ดเองได้ ....ท่านแอบตามข้ามาหรือ?”

ผ้าเช็ดหน้าไหมถูกหญิงสาวยึดเอาไป   โอวหยางเส่าเฉินมองนางด้วยแววตาเสียดาย   เขาส่ายศีรษะ  “ ไม่ใช่เช่นนั้น   ข้าเผอิญต้องมาทำธุระแถวนี้!”   มู่หรงเสวี่ยที่กำลังเช็ดน้ำตาตนเอง   กระพริบตาปริบๆเมื่อได้ยินคำตอบ   “ท่านเป็นซื่อจื่อ   มีงานมีการต้องทำที่ใดด้วยหรือ?”

“ถนนจู้เชี๊ยะ”   โอวหยางเส่าเฉินตอบเสียงเบา

จวนสกุลมู่หรงตั้งบนเส้นฉางซิง  ส่วนถนนจู้เชี๊ยะ   ตั้งอยู่แค่ฝั่งตรงข้ามบ้านนางเอง

“ใกล้ได้เวลาเที่ยง   ข้าจะรีบไปรับประทานอาหาร  เชิญฝ่าบาทโอวหยางเสด็จไปทำกิจธุระที่ถนนจู้เชี้ยะเถิด!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มพลางหาข้ออ้าง   เตรียมขยับเท้าออกตัว   เขาจะมาทำธุระจริงหรือไม่   ก็ห้ามมาติดสอยห้อยตามนางเด็ดขาด!

โอวหยางเส่าเฉินมองตามหลังบางที่ห่างออกไป   ดวงตาเปล่งประกายจ้องมองเต็มไปด้วยความหมายล้ำลึก   เหตุใดนางถึงต้องคอยหลบเลี่ยงเขาราวกับพบอสรพิษหรือแมงป่องกันนะ?

อวี้หยางโหล่วอันแสนกว้างขวาง   คลาคล่ำไปด้วยผู้คน   เสี่ยวเอ๋อเดินแบกถาดขนาดใหญ่เต็มไปด้วยจานอาหารนานาชนิด  เพื่อที่จะไปขึ้นโต๊ะอาหารของแขก  เดินสวนกลับไปกลับมาตลอดทางเดินของร้านอาหาร   อาหารแต่ละจานส่งกลิ่นหอมหวน   มีกระไอร้อนกรุ่นให้เห็นเป็นสายบางเบา ชวนให้น้ำลายหยด   ข้างหลังโต๊ะเก็บเงินมีหลงจู๊ของร้านกำลังดีดลูกคิดคิดเงินวุ่นวาย   เบื้องหน้ามีบัญชีตัวเลขยาวเหยียดบอกให้รู้วากิจการดีแค่ไหน เห็นหลงจู๊ดีดไปยิ้มไปจนตาหยีโค้ง

“เถ้าแก่,  ขอห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง”   มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่หน้าโต๊ะ  เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน   ที่โถงกลางไม่มีที่ว่างเลยสักที่   หากจะสั่งอาหารมีแต่ต้องนั่งห้องส่วนตัวเท่านั้น

“เสียใจด้วยขอรับคุณหนู   ห้องเต็มหมดแล้ว!”   เถ้าแก่ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม   ก้มหัวขออภัยอย่างนอบน้อม

มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วน้อยๆของนาง  ห้องโถงก็ไม่ว่าง  ห้องวีไอพีก็เต็ม  แล้วนางจะนั่งกินข้าวกลางวันได้ตรงไหน

“เสวี่ยเอ๋อ!”   เสียงเรียกชื่อนางอย่างสนิทชิดเชื้อดังขึ้นอย่างชัดเจนมาพร้อมกับคน   โอวหยางเส่าเฉินเดินเข้ามาในห้องโถง   โดดเด่นในอาภรณ์สีขาวหรูหราของเขามากับกิริยาเยื้องย่างของเขาที่ดูแผ่วเบานุ่มละมุนราวกับผีเสื้อเริงระบำ   ลวดลายงานปักทอผ้าอันหรูหรายิ่งเสริมส่งความแพง   หรูระยับ ส่งเสริมสมกับฐานันดรศักดิ์ของผู้สวมใส่ออกมาอย่างมิอาจปกปิด

เสียงจ้อกแจ้กจอแจในห้องโถงของร้านอาหารชื่อดังพลันเงียบกริบ   ผู้คนตาเบิกโตมองดูด้วยความอัศจรรย์ใจและชื่นชม

“ชายงามล่มเมืองผู้นี้เป็นบุตรชายบ้านไหน?  หล่อเหลาเกินไปแล้ว  เด่นล้ำตระการตายากหาคนเทียบเทียม....”

“เหมือนกับจะได้ยินข่าวมาว่า... คนผู้นั้นไง,  ที่เพิ่งเดินทางกลับมาเมืองหลวงไม่นาน   โอรสในองค์ชาย  ซื่อจื่อโอวหยางเส่าเฉิน....”

“เป็นราชสกุลสายโอวหยางน่ะเอง   มิน่าพระพักตร์ถึงดูคล้ายๆกัน....”

ผู้คนยังแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเมามันจนก่อให้เกิดเสียงกระหึ่มในอากาศ   โอวหยางเส่าเฉินไม่มีทีท่าสนใจ    เดินมุ่งหน้ามายังมู่หรงเสวี่ยอย่างมุ่งมั่น

พอเขาเข้ามาใกล้   มู่หรงเสวี่ยก็เลิกคิ้ว   “ท่านไม่ไปยังถนนจู้เชี้ยะทำธุระแล้วเหรอ?”

“นั่นเป็นเพียงธุระเกี่ยวกับคน   ตอนนี้คนผู้นั้นไม่อยู่ที่นั่น   ข้าจองห้องไว้ที่ชั้นสอง  ว่าจะนั่งรอคนที่นั้น  หากเจ้าไม่รีบไปไหน  พวกเราไปทานอาหารด้วยกันดีหรือไม่?    โอวหยางเส่าเฉินมองตานาง  เสียงสุภาพอ่อนโยน

มู่หรงเสวี่ย   ขมวดคิ้วน้อยๆคำนวณในใจ   ห้องโถงไม่ต้องพูดถึง   ขายดีแน่นขนัดขนาดนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะว่างในเร็วๆนี้   หากนางเลือกที่จะรอ   ก็ไม่รู้ต้องรอถึงเมื่อไหร่

โอวหยางเส่าเฉินจองห้องล่วงหน้ามาแล้ว เห็นได้ว่าเขาคงมีธุระจริงๆ  คงไม่ใช่มาดักรอนางล่วงหน้าหรอก  คงไม่เป็นไรหากจะยืมห้องเขานั่งกินอาหารกลางวันสักมื้อ   “งั้นก็ต้องขอบคุณฝ่าบาทโอวหยาง”

................................................
จบบท อ่านแล้วจะกลับไปเม้นท์ที่เด็กดี เชิญจิ้ม กลับไปเด็กดีเพื่อคอมเม้นท์บทนี้โดยเฉพาะ

2 ความคิดเห็น:

  1. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  2. อย่าบอกว่านางเอกจำผู้ชายสลับกันนะ

    ตอบลบ