วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 33 อยากกินข้าวให้อร่อย...ยังมีมารคอหอย


ดวงตาของฝ่าบาทโอวหยางกระพริบวิบวับด้วยความขบขัน

“ท่านทั้งสอง   เชิญตามผู้น้อยมาทางนี้!”     เสวี่ยเอ๋อร่างเล็กรีบก้าวเข้ามาเชื้อเชิญมู่หรงเสวี่ยและโอวหยางเส่าเฉินไปข้างบน

ในห้องรับรองโหลหลัน 楼兰  ห้องที่สองที่ชั้นบนของร้าน  มีสตรีสาวนางหนึ่งนั่งอยู่  นางนุ่งห่มอาภรณ์สีม่วงอ่อน   กริยาอาการชดช้อย   ใบหน้าวงเล็กงามผุดผ่อง   เจ้าของดวงหน้าที่แสนประทับใจนี้คือ   องค์หญิงโม่เป่ย  ฉินอี้หย่วน'   เสียงผู้คนที่อื้ออึงกันอยู่ด้านล่าง ทำให้นางวางตะเกียบแล้วปรายตามองผ่านช่องประตูห้องที่เปิดแง้มเอาไว้   มองเห็นผู้ที่กำลังก้าวขึ้นบันไดขึ้นมาคือ  โอวหยางเส่าเฉิน    เขาอยู่ในชุดขาวดั่งหิมะ   ท่วงท่าองอาจผ่าเผย คิ้วดำเฉียงรับกับหน้าผาก   ดวงตาดำสนิทดั่งรัตติกาลเดือนมืด   เหมือนคนเดินออกมาจากภาพวาดที่จิตรกรเอกบรรจงเขียนจากอุดมคติ......ไร้ซึ่งข้อบกพร่อง

ใช่แล้ว....ซื่อจื่อโอวหยางเส่าเฉินจริงๆด้วย!

ย้อนกลับไปครั้งนั้นที่โม่เป่ย,   นางเคยได้มีโอกาสพบปะกับโอวหยางเส่าเฉินอยู่สองสามครั้ง ความเป็นอัจฉริยภาพทางบทกวี  ความเยี่ยมยอดในวรยุทธ์   ลักษณะของเอกบุรุษที่เขามีอย่างเพียบพร้อมดึงดูดให้สตรีทั้งหลายถูกดึงดูดเข้าหาไม่ว่างเว้น   แต่ไม่ว่าจะมีหญิงงามสูงศักดิ์ผู้ใดมายืนอยู่ตรงหน้า   เขากลับไม่ชายตาแลมอง    ดำรงตนเหินห่าง   ปฎิเสธที่จะข้องแวะ    ทำให้สาวงามชาวโม่เป่ยต้องอกหักผิดหวังมานักต่อนักแล้ว

นางเพิ่งได้ยินว่าฝ่าบาทโอวหยางเชื้อเชิญแขกสตรีให้มาร่วมรับประทานอาหารเป็นการส่วนตัว   เป็นเรื่องที่นางคาดไม่ถึง   เพราะนางไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าจะมีหญิงสาวนางใดเข้าไปกระตุ้นความสนใจของซื่อจื่อหนุ่มผู้เพียบพร้อมผู้นี้ได้สำเร็จ

เห็นโอวหยางเส่าเฉินเหลียวไปมองด้านหลัง   เทความใส่ใจไปยังหญิงสาวผู้หนึ่งที่เดินตามมาติดๆ   หญิงผู้นั้นมีผิวอ่อนละมุนฉ่ำน้ำราวกับผลท้อ   ดวงตาไร้เดียงสาใสกระจ่างประดุจน้ำที่ละลายมาจากก้อนหิมะทางเหนือ    ผมสลวยดกดำราวกลุ่มไหมชั้นดี   ยิ่งยามเดินเหินเส้นผมนุ่มนิ่มเหล่านั้นก็คอยแต่จะเคลียระไปมา   ขับเน้นผิวพรรณนางให้แลดูขาวสะอ้านผ่องใสขึ้นไปอีก

นั่นมัน...มู่หรงเสวี่ย!    เป็นนางไปได้อย่างไร?

นางผู้นี้...ขนาดเย่วอี้เฉินไม่อยากได้จะให้เป็นเพียงอนุ    เหตุไฉนซื่อจื่อโอวหยางผู้ถือตัวถึงได้มาให้ความสนใจเกี้ยวพา  พามากินข้าวสองต่อสองได้?

ดวงตาหงส์ของฉินอี้หยวนกลอกตาอย่างไม่พอใจ     จะมีอะไรที่ไหนก็ใช้มารยาหญิงไล่ตามตื้อบุรุษน่ะซิ?

จริงที่ว่า,  คุณหนูจากจวนขุนนางระดับโหวอันสูงศักดิ์ไม่สมควรแต่งเข้าเป็นอนุ   เย่วอี้เฉินที่เป็นถึงเทพแห่งสงคราม   ทอดตาทั่วแผ่นดินจะหาบุรุษที่ไหนสมบูรณ์แบบเท่าเขา มู่หรงเสวี่ยที่ได้ชื่อว่าเป็นหญิงที่ถูกตีตราจองแล้ว   ทั้งยังเป็นที่ดูถูกดูแคลนจากคนทั้งหลาย   นางกลับสามารถหาบุรุษคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าเย่วอี้เฉินเช่นซื่อจื่อโอวหยางเส่าเฉินมาทดแทนได้ทันใจเช่นนี้  ช่างเป็นสตรีที่รู้จักใช้มารยาในตัวได้แพศยาอะไรเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม,  ถึงเย่วอี้เฉินจะมีองค์หญิงโม่เป่ยเช่นนางเพิ่มขึ้นมา   เขาก็ยังมีความจำเป็นต้องทำตามพันธะหมั้นหมายแต่งมู่หรงเสวี่ยเข้ามา ยังไงเขาก็ไม่ยอมปล่อยมู่หรงเสวี่ยไปแน่ ส่วนการจะไต่เต้าเป็นถึงพระชายาในซื่อจื่อ   ต้องเป็นหญิงบริสุทธิ์ไร้ราคี มิใช่หญิงที่ได้ชื่อว่ามีพันธะกับผู้ใดมาก่อน  ฉะนั้นทางองค์ชายและองค์หญิงรัชทายาท บิดามารดาของโอวหยางเส่าเฉินก็มิอาจรับหญิงที่ถูกชายอื่นทิ้งมาร่วมราชวงศ์ได้  อนาคตของมู่หรงเสวี่ยมีแต่ต้องมาเป็นอนุให้เย่วอี้เฉินเท่านั้นถึงจะถูก!

เป็นว่าที่อนุก็ต้องเจียมตัวอยู่อย่างอนุ   จะออกมาทำตัวยั่วยวนบุรุษอื่นได้อย่างไร!

เอาล่ะ........ในฐานะที่นางเป็นว่าที่พระชายาเอกขององค์ชายจิง     จะช่วยเสียสละเวลาสั่งสอนมู่หรงเสวี่ย   ให้รู้จักที่ๆนางควรจะอยู่ ให้รู้จักประมาณตนซะบ้าง!

ฝ่าบาทโอวหยางจองห้องเหมยเซียง    ทั้งห้องตกแต่งด้วยบรรยากาศอัครฐาน   พื้นห้องปูด้วยหินดำสั่งตรงมาจากมณฑลอันห่างไกล แสงสว่างสามารถสะท้อนล้อเล่นกับพื้นหินจนบังเกิดภาพเงา   เครื่องเรือนโต๊ะเก้าอี้ที่เลือกใช้ก็แกะสลักมาจากไม้ล้ำค่า   ด้วยฝีมือแกะของช่างฝีมือเอก   เป็นลายซับซ้อนจนไม่คิดว่าจะแกะออกมาได้

มู่หรงเสวี่ยนั่งอย่างสบายอารมณ์ลงหน้าโต๊ะกลม   หยิบรายการอาหารออกมาเปิดอ่าน   แล้วสั่งจานแนะนำไปสองสามจาน   หางตาเหลือบไปเห็นบุรุษในอาภรณ์ขาว   นางจึงกล่าวเอาใจว่า   “ที่ตำหนักเมื่อครู่   ฝ่าบาทก็ยังไม่ได้ทานอะไรเท่าไร   ควรจะสั่งอะไรมาทานสักสองสามจานเช่นกัน”

“ข้าไม่หิว    เพียงเหล้าชิงฮัวกาก็น่าจะพอ!   โอวหยางเส่าเฉินตอบเสียงนุ่ม

“ถ้าเช่นนั้น....ท่านทั้งสอง   รบกวนโปรดรอสักครู่   อาหารจะถูกจัดมาขึ้นโต๊ะในไม่ช้า!” เสี่ยวเอ๋อบอกกล่าวแล้วหมุนกายจากไปยังครัว

“ฝ่าบาทไม่ห่วงธุระที่ถนนจู้เชี้ยะแล้วหรือไร?   จึงคิดจะดื่ม?   หากเมามาย   งานการจะเสียหายโดยใช่เหตุ”

มู่หรงเสวี่ยชวนคุย    มือหยิบจอกน้ำชาบนโต๊ะหงายขึ้นแล้วจัดแจงรินชาให้ตนเองและโอวหยางเส่าเฉิน

นางห่วงใยเขาด้วย!

โอวหยางเส่าเฉินลอบยิ้มด้วยความพึงใจ   “เหล้าชิงฮัวที่ผ่านการกลั่น   ถึงแม้ว่าได้ชื่อว่าเป็นเหล้า   แต่ฤทธิ์ไม่แรง   ทั้งยังรสหวานหอมละมุนของส่วนประกอบที่ใช้หมัก   กินแล้วไม่เมาค้างมึนหัว   นักปราชญ์ราชบัณฑิตและสตรีในห้องหอล้วนชมชอบดื่มชิมกัน"

 “จริงเหรอ?”   มู่หรงเสวี่ยตาลุกวาว   นางเองเมื่อต้องดื่มก็ไม่ชอบสุรารสแรงหมักกลั่นมาอย่างเข้มข้น   หากแต่กลับชื่นชอบไวน์ผลไม้รสชาติอ่อนละมุนหรือไม่ก็แชมเปญในยุคปัจจุบัน   ตั้งแต่ย้อนอดีตมาอยู่ที่แคว้นฉิงหยาง   นางก็เจอแต่สุรารสชาติหนักหน่วง   คาดไม่ถึงว่าฉิงหยางจะมีสุรารสชาติละมุนเช่นที่โอวหยางเส่าเฉินกล่าว

มองดูดวงตาวาววับของสาวน้อย   โอวหยางเส่าเฉินหลุบซ่อนเร้นแววตาที่พริบพราวของตน “ชิงฮัวกาที่จะยกมานี้ เจ้าก็ลองชิมดู!

“ขอบคุณ!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มแก้มป่อง   เหล้าหมักผลไม้ธรรมดาไม่นับว่าเป็นอะไร    สมัยปัจจุบัน,  นางก็มักดื่มไวน์แดงอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว   ดื่มทุกคืนก่อนนอนด้วยซ้ำ

“ฝ่าบาทโอวหยาง,  คุณหนูมู่หรง!”   เสียงอ่อนโยนสุภาพดังมาเข้าหู   แล้วเจ้าของเสียงก็ปรากฎกายขึ้นต่อสายตาหันไปมองของมู่หรงเสวี่ย   เห็นฉินอี้หยวนมีสาวใช้ประคองพาเดินเข้ามา   หญิงงามแห่งโม่เป่ยมีใบหน้างดงามเป็นหนึ่ง   ที่มุมปากยิ้มอ่อนหวานไม่มากไม่น้อย สง่าและบอบบางละมุนละไม   กระโปรงยาวหรูหราของนางลากมาตามทางทิ้งรอยจางๆไว้ยังพื้นห้อง

มาเจอนางที่นี่ได้อย่างไรกันนะ?   โลกช่างกลมโดยแท้!

มู่หรงเสวี่ยมุ่นหัวคิ้ว   ทำท่าไม่ใส่ใจ   กล่าวทักเพียงว่า   “องค์หญิงฉินอี้หยวนก็มาทานข้าวที่นี่ด้วย!

“ไม่เชิงเช่นนั้น”    ฉินอี้หย่วนเสกรอยยิ้มปั้นแต่ง   “สตรีแคว้นฉิงหยางมีความสามารถเฉลียวฉลาดในสี่ศาสตร์อย่างแตกฉานจนมีชื่อเสียงเลื่องลือ   ข้ามาที่อวี้หยางโหล่วเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้พบปะผู้รู้สำเนียงเพื่อสังสรรค์กัน"

อวี้หยางโหล่วไม่เพียงบริการอาหารรสเลิศต่อประชาชนทั่วไปแค่นั้น   ขุนนางข้าราชบริพาร ปราชญ์บัณฑิต  คุณหนูขุนนาง กุลสตรีในห้องหอก็มักจะใช้เป็นสถานที่นัดพบปะสังสรรค์กัน นัดมาบรรเลงเพลงร่วมกัน - ท่านเล่นเครื่องสาย  ข้าเป่าเซียว  อีกท่านก็อาจจะร่วมร่ายบทกวี   นับว่าเป็นแหล่งรวมของคนชั้นยอด  และมักจะใช้เป็นที่ประลองเพื่อแข่งขันแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้มีทักษะด้วยกันเสมอ

“ข้ามีโอกาสพบปะคุณหนูสองสามท่าน   พอได้ความรู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย   คุณหนูมู่หรงแห่งจวนมู่หรงน่าจะเชี่ยวชาญการดนตรีอยู่ไม่น้อย   ไม่ทราบว่าจะยินดีแลกเปลี่ยนความรู้กับข้าสักหน่อยหรือไม่?”   ฉินอี้หย่วนยิ้มอ่อนหวาน   ดวงตามีประกายแรงกล้าจ้องมองมายังมู่หรงเสวี่ย

ฉินอี้หย่วนเป็นองค์หญิงแห่งโม่เป่ย   ซ้ำยังเป็นคนรักของเย่วอี้เฉินด้วย   ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ถึงคุณสมบัติสาวงามอันครบครันในตัวนาง   นางเล่นเครื่องสายไหลพลิ้วราวกับเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ   แทบจะหลับตาเห็นภาพของนกพิราบขาวออกบินข้ามภูผาสูงท่องนทีฉ่ำเย็น   แล้วยังคิดจะมาทำเป็นต้องการคำแนะนำอะไรอีกหรือ?

“เสียใจด้วยองค์หญิงฉิน   ข้าไม่ใช่ผู้รู้สำเนียง   ข้าคงไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนกับท่าน!”    มู่หรงเสวี่ยปัดอย่างไม่ไยดี

“คุณหนูมู่หรงถ่อมตัวเกินไปแล้ว   ทั่วเมืองหลวงต่างโจษขานว่าฮูหยินแห่งจวนโหว (อาเฉิน/มารดาของมู่หรงเสวี่ย)   เป็นยอดพธูอันดับหนึ่งของเมืองหลวง   โคลงฉันท์   ภาพวาด  แตกฉานเป็นเลิศทั้งสี่ศาสตร์   ไม่มีใครเทียบเทียม   ท่านที่เป็นบุตรีจะเป็นผู้มืดมน   ไร้สำเนียงได้เช่นไรกัน....”

มู่หรงเสวี่ยนึกเหน็บแนมฉินอี้หย่วนในใจ    มู่หรงเฉินผู้เป็นมารดาตายจากไปตั้งแต่นางยังเยาว์วัย   จะมานั่งสอนโคลงฉันทร์ภาพวาดให้นางได้ตอนไหน?     ต่อมาไม่ทันไร,   ตัวมู่หรงเสวี่ยเองก็ต้องพิษเย็นป่วยหนัก   อาการกำเริบบ่อยครั้ง   เติบโตรอดตายแบบนอนติดเตียงมาตลอด   จะมาเรียนท่องกลอนวาดรูปเมื่อใดกัน?

เย่วอี้เฉินรู้ว่ามู่หรงเสวี่ยต้องพิษเย็น   ต่อให้นางจะรู้ทฤษฎีการดนตรีอย่างแตกฉาน   แล้วเป็นอย่างไร   ฉินอี้หย่วนซึ่งตอนนี้เป็นคนรักของเย่วอี้เฉิน    ย่อมกระจ่างถ่องแท้ถึงโรคภัยในตัวมู่หรงเสวี่ยเช่นกัน   นางยังทำหน้าซื่อมาชักชวนให้มู่หรงเสวี่ยแลกเปลี่ยนความรู้การดนตรี เห็นได้ชัดว่าฉินอี้หยวนมุ่งร้ายหมายจะแกล้งให้อับอายขายหน้า ต้องการให้ผู้คนปัญญาชนที่อยู่ที่นี่เห็นนางเป็นตัวตลก....


นางมาเหลาอาหารชื่อดังหวังจะกินให้อิ่มแปล้ ไม่ได้ไปเกะกะฉินอี้หยวน ไม่ได้ไปเหยียดหยามฉินอี้หยวน ทำไมฉินอี้หยวนไม่ละวางปล่อยนางไป กลับตั้งหน้าตั้งตาจะหาเรื่องนาง? 

...................................
จบบท


1 ความคิดเห็น: