วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 34 แลกสำเนียง


ภาพสาวงามทั้งสองที่กำลังสนทนากันอยู่   เป็นภาพที่ดึงดูดสายตา   เรียกร้องความสนใจให้ผู้ที่มาพักผ่อนที่อวี้หยางโหล่ว   หัวใจติดปีกโบยบินไปติดตรึง ณ จุดนั้น   ต่างหันเหหัวข้อสนทนามายังสาวงามทั้งสองกันเป็นแถว   “หญิงงามที่กำลังยืนอยู่   คือองค์หญิงแห่งโม่เป่ย ฉินอี้หยวน   งามจับตาจับใจ   สูงส่งยากที่จะได้พบพาน   แต่ทว่า, อื้อฮือ!...แล้วสาวน้อยอีกนางที่กำลังนั่งอยู่นั่นล่ะ   นางเป็นใครกัน?    ใบหน้าหวานซึ้งราวกับน้ำตาลเชื่อมนั้น....”

“ข้าได้ยินองค์หญิงโม่เป่ยพูดแว่วๆว่า   นางคือบุตรีของฮูหยินเอกแห่งขุนนางโหวของจวนสกุลมู่หรง   เห็นเรียกนางว่า  คุณหนูมู่หรง?   ถ้างั้นก็คุณหนูคนที่เป็นว่าที่พระชายารอง.....”

“มู่หรงเสวี่ย!   ท่าจะใช่,  ดูใบหน้าก็ออกจะซีดๆอยู่บ้าง   แต่รูปร่างงดงามได้สัดส่วน   เอ๋แต่ทว่า...กลับดูจับตาจับใจ   สวยทั้งพิศทั้งผาด   มองให้ดีแล้วรู้สึกจะงามกว่าองค์หญิงฉินที่ว่า อยู่สามส่วน...”

มู่หรงเสวี่ยน่ะนะงดงามกว่านาง?   ฉินอี้หยวนเสแสร้งไม่ได้ยิน   แต่ดวงตาวูบไหวด้วยความริษยาเพียงแว่บแล้วก็จางหายไป

“ฮูหยินมู่หรงมารดาของท่านเป็นที่เล่าลือไปถึงยังต่างแคว้นว่าเป็นผู้มีทักษะด้านดนตรีอย่างเอกอุ   คุณหนูมู่หรงเอง,  ก็คงได้รับถ่ายทอดพรสวรรค์มาไม่มากก็น้อย   หรือว่าคุณหนูจะรังเกียจเปิ่นกง  (คำแทนตัวฉินอี้หยวน-ข้า)  ว่ามีความสามารถไม่เพียงพอ   ไม่คู่ควรจะแลกเปลี่ยนกับท่าน?”   น้ำเสียงตัดพ้อหนึ่งส่วน   น้ำเสียงขอร้องหนึ่งส่วน   ส่วนอีกส่วนคือกึ่งบังคับ   สามเสียงรวมเป็นหนึ่งเพื่อลากมู่หรงเสวี่ยลงบ่อโคลนครั้งนี้โดยเฉพาะ

นัยน์ตามืดดำสนิทราวกับบ่อไร้ก้นของโอวหยางเส่าเฉิน   กำลังมองจ้องฉินอี้หยวน   เขากำลังจะเอ่ยทักท้วง   แต่มู่หรงเสวี่ยกระตุกมือเขาไว้    จากนั้นนางก็หันไปยิ้มให้กับฉินอี้หยวน

เพื่อที่จะบีบบังคับนางให้ตกปากรับคำ   ถึงกับลากเอามารดาของนางที่ตายจากไปสิบปีมาอ้าง   หากนางไม่รับปาก,  เห็นทีไม่แคล้ว...บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปทั้ง  18  รุ่นคงต้องถูกนังองค์หญิงนี่ลากออกมาเล่นหมด!

คนตายจากไปแล้ว   นางยังนำมาใช้เล่นเล่ห์กล  ไม่ให้ความนับถือคนตาย   ก่อกวนความสงบสุขของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว   ทำอย่างนี้ใช้ไม่ได้   คงต้องสั่งสอนนางสักตั้ง!

เจ้าของร่างเดิมนี้ไม่เคยเรียนดีดฉิน   มาแม้แต่นิดเดียว   แต่ถ้าเกิดมาเป็นลูกสาวในครอบครัวของนางในปี 2016  มีหรือจะไม่ได้เรียน   แค่เรียนฉินยังน้อยไป

“แค่แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ   ดูจะน่าเบื่อเกินไป   เรามาพนันกันดีไหม?”

ฉินอี้หยวนยิ้มรับไม่ขัดข้อง   “พนันอะไรดี?”

จุดประสงค์หลักของนางคือให้มู่หรงเสวี่ยรับปากแลกเปลี่ยนความรู้ในเพลงพิณ   ส่วนเรื่องนอกเหนือจากนั้นที่มู่หรงเสวี่ยพูดขึ้นมา   ล้วนเป็นผลพลอยได้   ยิ่งมู่หรงเสวี่ยเสนอให้พนันก็มีแต่จะทำให้ตัวของนางเองได้รับความขายหน้า!


“นั่นซินะถ้าวางเดิมพันด้วยถาดหยกธรรมดาก็ไม่เหมาะกับองค์หญิง  ไม่เกี่ยวกับการดนตรีสักเท่าไหร่!  มู่หรงเสวี่ยมองเข้าไปในห้องโหลหลัน   แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆว่า “นั่นดูเหมือนพิณเจ็ดสาย   หากข้าชนะ,  ข้าขอพิณเจ็ดสายตัวนั้นเป็นเดิมพันก็แล้วกัน....”

ชนะข้า?  วางท่าใหญ่โตเกินไปแล้ว!

นางผู้เคยประลองกับผู้เชี่ยวชาญฉินของโม่เป่ยมามากมาย   ก็ยังไม่เคยมีใครสามารถชนะนางได้สักคน!

ฉินอี้หยวนยิ้มบางๆมองหน้ามู่หรงเสวี่ย   “แล้วหากว่าคุณหนูมู่หรงแพ้ล่ะ?”

“หากข้าแพ้ข้าจะมอบพิณเจ็ดสายตัวที่มีค่าเทียบเทียมกับตัวที่องค์หญิงใช้พนันให้กับท่าน” มู่หรงเสวี่ยท่าทางมั่นอกมั่นใจ   ตั้งใจพูดเน้นเจตนารมณ์ออกมาทีละคำเลยทีเดียว!

“ตกลง   ข้ารับพนัน!”   ฉินอี้หยวนยิ้มอ่อนหวาน   นางไม่สนใจของเดิมพันของมู่หรงเสวี่ยหรอก   เพียงแค่ให้มู่หรงเสวี่ยลิ้มรสของความพ่ายแพ้  ให้คนทุกคนร่ำลือกันไปนานแสนนานว่ามู่หรงเสวี่ยหามีดีอะไรไม่   แค่นั้นนางก็สุขสมใจแล้ว

“ตกลงตามนั้น!”   มู่หรงเสวี่ยหันไปมองที่ประตู   “เสี่ยวเอ้อ,  เจ้าจงไปจัดเตรียมฉินให้ข้าที!

ผู้คนล้วนให้ความสนใจเกาะติดสถานการณ์กันอยู่   พอเห็นฉินอี้หยวนกลับมายังที่ของนาง นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่จัดวางพิณเจ็ดสาย    แล้วเห็นเสี่ยวเอ้อนำพิณอีกตัวมาวางเตรียมเบื้องหน้าของมู่หรงเสวี่ย   โถงใหญ่ของอวี้หยางโหล่วก็แทบแตก.....

ฉินอี้หยวนผู้นี้เป็นใคร? -  องค์หญิงโม่เป่ย   ผู้ซึ่งครอบครองดวงใจและเป็นว่าที่พระชายาเอกของเย่วอี้เฉิน

มู่หรงเสวี่ยผู้นี้ล่ะเป็นใคร? - บุตรีคนเดียวแห่งจวนสกุลมู่หรง   ขุนนางระดับโหวแห่งแคว้นฉิงหยาง,  คู่หมั้นดั้งเดิมแต่ไหนแต่ไรของเย่วอี้เฉิน   ผู้ถูกทอดทิ้งลดขั้นให้ต้องแต่งเข้าเป็นชายารองแทนตำแหน่งชายาเอก   แต่ในวันที่ทำพิธีจะรับตัวเจ้าสาวแต่งเข้าวังนั้น,  ดันเผอิญเกิดเหตุ ใครเอ๋ย..ตกหน้าผา’    เห็นได้ชัดว่านางไม่ยินยอมจะตกเป็นอนุและทำการขัดขืน

อะแฮ่ม...ว่าที่ชายาเอกในองค์ชายจิงกับคู่หมั้นตัวจริงจะเปิดศึกดวลเพลงกันในอวี้หยางโหล่ว อ้างว่า   แลกเปลี่ยนสำเนียง,  หึงหวงล้วนๆ   หรือว่าจะแสดงเพื่อเน้นให้ผู้คนตระหนัก คุณค่าที่องค์ชายจิงคู่ควร   การแสดงของหญิงงามทั้งสองต้องสนั่นสะท้านวงการแน่ๆ

รีบกระเถิบมานั่งจองที่นั่งใกล้ๆด้วยความสนใจหลักที่จะชมดูความงามของทั้งสองกุลสตรี  สำเนียงดนตรีเป็นเช่นไรนับเป็นเรื่องรอง   เรื่องสนุกๆเช่นนี้ไม่มีมาบ่อย   ไม่สมควรจะพลาดอย่างยิ่ง

แขกในห้องโถงต่างพร้อมใจกันวางตะเกียบลง   ยืดคอต่อเก้าอี้เพื่อจะได้ไม่พลาดฉากสำคัญ สายตาของผู้คนเดี๋ยวมองไปยังห้องดอกบ๊วย   เดี๋ยวมองไปห้องโหลหลัน   มองกลับไปกลับมาด้วยสายตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

ฉินอี้หยวนค่อยๆไล้ปลายนิ้วทดสอบเสียงของพิณเจ็ดสาย   ก่อนที่จะยิ้มหันมาทางมู่หรงเสวี่ย   “ข้าเป็นฝ่ายชวนท่าน   ดังนั้นเชิญคุณหนูมู่หรงบรรเลงก่อน!

“ไม่ต้อง”   มู่หรงเสวี่ยส่ายหน้า   ดวงตาดำลึกล้ำ   “เล่นพร้อมๆกันเถอะ!
ฉินอี้หยวนลังเลใจ   การบรรเลงเพลงโดยใช้ฉินควรจะบรรเลงของผู้ใดก็ผู้นั้น   ทีละครั้งผลัดกันเล่น  ผู้ชมผู้ตัดสินจะได้สามารถฟังเปรียบเทียบออกได้อย่างชัดเจน  หากนางกับมู่หรงเสวี่ยมาบรรเลงพร้อมกัน นางไม่รู้หรอกหรือว่า.....ผู้ที่เล่นแย่กว่าจะถูกผู้เล่นที่แข็งกว่ากดทับจนเสียหมด  ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความแตกต่างขึ้นไปอีก

อยู่ๆ มู่หรงเสวี่ยก็เสนออะไรแปลกๆออกมา   ต้องการจะถูกพิฆาตให้สิ้นชื่อเลยนักใช่ไหม? มิเป็นไร.....เดี๋ยวข้าจะส่งเสริมให้    “ถ้างั้น เราก็มาบรรเลงพร้อมกัน   คุณหนูมู่หรง...เชิญ!

“เชิญท่านเช่นกัน   องค์หญิง”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มตอบอย่างสุภาพ   มือขาวบางของนางทาบทับลงบนสายพิณ

“เสวี่ยเอ๋อ!”   ดวงตาของโอวหยางเส่าเฉินจับจ้องที่มู่หรงเสวี่ยด้วยความเป็นห่วง   เขาเคยได้ยินองค์หญิงอี้หยวนบรรเลงเพลงพิณมาก่อน   ไพเราะจับใจมาก

“ไม่ต้องห่วง   ข้าไม่แพ้แน่!”    มู่หรงเสวี่ยหันมาพูดพลางส่งยิ้มให้เขา   ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับ   ท่วงท่าเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ   เห็นเช่นนั้นแล้ว,   โอวหยางเส่าเฉินยกยิ้มให้    รู้สึกโล่งใจหายกังวล   ไม่เป็นไรถึงนางแพ้  ด้วยกำลังของเขาจะเข้าโอบอุ้มปกป้อง    ไม่ปล่อยให้นางต้องได้รับความอัปยศเพียงลำพังแน่นอน

“ตึ้ง!”   ฉินอี้หยวนเห็นท่าทีระหว่างกันของมู่หรงเสวี่ยกับโอวหยางเส่าเฉินก็รู้สึกขัดสายตาจึงเริ่มบรรเลงก่อน นิ้วเรียวงามรีบรัวสายด้วยความรวดเร็ว   เป็นเสียงที่พาให้นึกถึงธรรมชาติอันเยือกเย็น   สั่นไหวไปในอกของผู้ได้ยิน   ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า   เป็นท่อนบรรเลงที่ราวกับถูกบรรเลงจากเทพเซียนบนสวรรค์   ยากจะหาฟังในพื้นพิภพ   อ้า...องค์หญิงอี้หยวนช่างเชี่ยวชาญมีทักษะสูงจริงๆ

“ตึ้ง!”   มู่หรงเสวี่ยกรีดนิ้วลงสายบ้าง   ท่วงทำนองออดอ้อนอ่อนหวาน   ไหลลื่นออกมาเป็นท่วงทำนองสดใส   คนที่ได้ฟังล้วนผงกศีรษะไปตามท่วงทำนอง    การบรรเลงของมู่หรงเสวี่ยก็ไม่ใช่ย่อย   ทั้งยังมีเสน่ห์ที่ท่วงท่าแปลกตา   ถึงเสียงพิณจะไม่ชวนตะลึงเช่นฉินอี้หยวน   แต่ช่างมีเสน่ห์ในท่วงท่าบรรเลง เสียงพิณก็หวานฉ่ำ....

       อิมเมจท่วงท่าอันน่ารักของมู่หรงเสวี่ย


เห็นสายตาของผู้ฟังทั้งหลายตกอยู่ในภวังค์เสียงเพลงของมู่หรงเสวี่ย    นัยน์ตาหงส์ของฉินอี้หยวนยิ่งหรี่เล็กลง   อยู่ๆนางก็เปลี่ยนระดับเสียงกะทันหัน   บทเพลงฟังสบายเน้นแนวธรรมชาติของนาง   ก็กลายมาเป็นเพลงบรรเลงเสียงทิ่มแทงหัวใจสื่อให้รู้สึกถึงความเศร้าสร้อยหงอยเหงา   เสียงฉินแห่งความเศร้าสะท้อนก้องไปทั่วอวี้หยางโหล่ว   เหล่าบุรุษอกสามศอกที่นั่งฟังต่างถือตะเกียบถือจอกน้ำค้างไม่ดื่มกิน   เหล่าสตรีก็ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา กลั้นสะอื้น

ฉินอี้หยวนกวาดสายตาดูอากัปกิริยาของผู้ชมโดยรอบ   บังเกิดรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจขึ้นบนหน้า   เสียงฉินของนางสั่นไหวอารมณ์ผู้ฟัง   ทำให้ผู้ฟังทั้งหลายเกิดอารมณ์กำสรวล   ซึ่งเป็นกลวิธีการเล่นขั้นสูงสุดของฉิน   นางทำได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ   อย่างมู่หรงเสวี่ย,  ฝึกอีกสิบปีก็ยังเล่นเช่นนางไม่ได้.....

ท่าทางยิ้มย่องของฉินอี้หยวนอยู่ในสายตาของมู่หรงเสวี่ย   ใบหน้าของมู่หรงเสวี่ยเปลี่ยนมาขยับยิ้มบางเอนตัวมาด้านหน้า   ดวงตากระพริบวิบวาว   นิ้วเรียวยาวเล่นไล่ตามสายพิณอย่างรวดเร็ว   พริบตาราวกับบังเกิดพายุพัด   เสียงดนตรีเปลี่ยนเป็นเสียงสูง  เคลื่อนไหวด้วยทำนองกระชั้น   เหมือนถูกจับเหวี่ยงขึ้นสู่ฟากฟ้า   เหมือนประทะกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของฮวงโหว (แม่น้ำเหลือง)   เหมือนกับเสียงกรีธาทัพของทัพเรือนแสนเรือนล้าน  อัดแน่นไปด้วยพลังจะหักหาญเข้าทำศึก   กลบเสียงเพลงแห่งความอาดูรของฉินอี้หยวนจนมิดไม่ได้ยิน ทั้งโถงของอวี้หยางโหล่ว ณ ขณะนี้    ได้ยินเพียงเสียงฉินของมู่หรงเสวี่ยเท่านั้น

ดวงตางามของฉินอี้หยวนมีแต่สายตาแห่งความโกรธเกลียดชังน้ำหน้ามู่หรงเสวี่ยเพียงอย่างเดียว   นางใช้วิธีเล่นเสียงสูงปรี้ด   เสียงที่เล่นต่ำกว่าก็จะถูกข่ม   ต่อให้เล่นออกมาดีแค่ไหน คนฟังก็ไม่มีทางได้ยิน...เช่นนั้นก็มีแต่ปิดประตูแพ้   เจ็บใจนัก!

มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาฉินอี้หยวน   ในใบหน้ามีรอยยิ้มเหมือนกับจะส่งสารไร้เสียงมาว่า “มีปัญญาก็เล่นเสียงให้สูงกว่าข้าซิ   จะได้กดเพลงข้าลงได้?”

ฉินอี้หยวน สีหน้าเคร่งเครียด   นางเองก็ใช่ว่าจะไม่มีเพลงที่ใช้เสียงระดับสูง    แต่ทำนองเพลงเสียงสูงแหลมขนาดที่มู่หรงเสวี่ยบรรเลงนั่น   นางเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก....

นางไม่สามารถเล่นเพลงมาข่มทำนองเพลงของมู่หรงเสวี่ยได้   แต่นางยังสามารถใช้วิธีอื่นได้.....


ฉินอี้หยวนยิ้มมุมปาก   จู่ๆนิ้วเรียวบอบบางดั่งหยกของนางเกี่ยวสายพิณขึ้นหลายสาย   เสียงพิณปริศนาก็ส่งผ่านมายังมู่หรงเสวี่ย......



...................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น