วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 35 ผู้ชนะ....


นี่มันเสียง....สังหาร!

โอวหยางเส่าเฉินดวงตาพลันเย็นเยียบ   สะบัดมือวาดผ่านถ้วยน้ำชา   ชาในถ้วยพลันแข็งตัวเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมคม   เตรียมที่จะพุ่งเข้าช่วยสาวน้อยในดวงใจ


อย่างไม่เต็มใจ,  มู่หรงเสวี่ยจำต้องโอบฉินเบี่ยงตัวหลบจากวิถีอย่างรวดเร็ว   เสียงสังหารไถลฉิวเฉียดอาภรณ์ของนางไป  “เปรี้ยง!  รอยกดโค้งเป็นร่องทางขวางปรากฎชัดเจนบนกำแพง เศษซากวัสดุกระจุยกระจาย   ปลิวลอยไปทั่ว 

เห็นว่ามู่หรงเสวี่ยยังคงปลอดภัยไม่ได้รับรอยขีดข่วน   รอยยิ้มก็กลับมาอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของโอวหยางเส่าเฉินอีกครั้ง   ดวงตาของชายหนุ่มทอประกายครึกครื้น   มือของซื่อจื่อหนุ่มคลายออก   แท่งน้ำแข็งเมื่อครู่ก็หล่นกลับลงไปในถ้วยชา   กลายเป็นชาหอมกรุ่นเช่นเดิม!

เครื่องดนตรีฉินนั้นสามารถพลิกแพลงใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้คนได้   ฉินอี้หยวนสำเร็จวิชาบรรเลงฉินจนเข้าขั้นสุดยอดแล้ว   เพียงแค่รู้จักใช้กลเม็ดเล็กน้อยในการบรรเลง   ก็สามารถทำร้ายคู่ต่อสู้ให้เป็นแผลลึกถึงกระดูก   เลือดไหลไม่หยุดจนต้องหยุดเล่นไป

นางใช้ฉินบดบังสายตา   ตัวนางเองกลับลอบใช้วิธีสกปรกทำร้ายคู่ต่อสู้   เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องยั้งมือให้กับผู้ดีจอมปลอมเช่นนาง......

มู่หรงเสวี่ยเหยียดริมฝีปากด้วยท่าทางเหยียดหยาม   มือน้อยจับบิดที่ปุ่มหมุนของสายพิณ เสียงเพลงก็คงดังต่อเนื่อง   ที่เลื้อยยืดยาวออกไปจากตัวฉินก็คือสายของเครื่องดนตรี   พุ่งเข้าทำลายคลื่นเสียงพิฆาตของฉินอี้หย่วน

“แว้ง!  สายพิณประทะกับเสียงพิฆาต   ก่อให้เกิดเสียง   เสียงพิฆาตแตกสลายไป   แต่สายพิณในมือสตรีตัวน้อยยังคงเด้งดึ๋งกลับมายังห้องดอกบ๊วย

ฉินอี้หย่วนขมวดคิ้วไม่พอใจ   มองดูอย่างถ้วนถี่   เห็นสายพิณยืดยาวออกมาทั้งๆที่ยังไม่ได้หลุดออกจากตัวฉิน   สะบัดออกมาทำลายเสียงพิฆาตของนางแล้วก็ย้อนคืนกลับไป

สายพิณสามารถยืดหดได้,  อันนั้นนางก็รู้   มันมีรัศมีการทำลายล้างไม่เกินสองถึงสองเซี๊ยะครึ่ง (0.5 เมตร)   ห้องโหลหลันกับห้องดอกบ๊วยห่างกันประมาณ 3-4 จั้ง (8-9เมตร)   การปะทะของเส้นพิณกับเสียงพิฆาตของนางอยู่ที่กึ่งกลางพอดี   นั่นหมายความว่าต้องสะบัดเส้นพิณออกมาไม่น้อยกว่า 2-3จั้ง  (4-5 เมตร)    มู่หรงเสวี่ยนับว่ามีฝีมือไม่ธรรมดาเลย!
**1จั้ง = 2.27-2.31

ไม่ได้ชมคู่ประสองที่เก่งสูสีกันมานาน   ผู้คนในอวี้หยางโหล่วตื่นเต้นจนนั่งแทบไม่ติด

ฉินอี้หยวนยังวางท่าสง่างาม   มีรอยยิ้มน้อยๆอยู่บนใบหน้า   นิ้วเรียวยังไล่พริ้วไปตามเครื่องดนตรีไม่หยุดชะงัก   แต่คลื่นเสียงพิฆาตก็ยังลอบปล่อยต่อเนื่องออกไปอย่างไม่ยั้งมือตรงไปหามู่หรงเสวี่ย

มู่หรงเสวี่ยหรี่ตา   นิ้วเรียวของนางถึงรัวอย่างรวดเร็วไปตามเส้นเสียงของเครื่องดนตรี   ก็บรรเลงเสียงดนตรีที่เร่าร้อนออกมาเรื่อยๆพร้อมกับเส้นพิณที่ต้องตวัดออกไปทางฉินอี้หยวน

“แต้ง แต้ง แว้ง!”  เสียงปะทะกันของเส้นพิณกับเสียงพิฆาตเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าซ้ำยังไม่สามารถควบคุมทิศทางของพลังหลังปะทะ   จึงเริ่มบังเกิดร่องรอยหลักฐานบนกำแพงบ้าง ราวระเบียงบ้าง, ลูกกรงบันไดบ้าง, ไม่หยุดหย่อน   เศษฝุ่นลอยละล่อง   อิฐหินดินทรายเริ่มสะสมตกตะกอนยังพื้นห้องโถงให้เห็นบ้างแล้ว

แขกของอวี้หยางโหล่วต้องอพยพลุกขึ้นจากที่นั่ง   แต่ยังไม่ยอมผละจากอวี้หยางโหล่วไปสักคน   แต่ต่างก็อาศัยวิ่งไปหลบยังมุมปลอดภัย   ดวงตาแต่ละคนไหวระริกด้วยความตื่นเต้นขณะที่ยืดคอจนยาวเพื่อดูศึกแห่งศักดิ์ศรีครั้งนี้

มีเสียงประกอบการปะทะกันอันเร้าใจระหว่าง  สายพิณที่ตวัดอย่างคล่องแคล่ว   แรงดีไม่มีตก   กับเสียงพิฆาตที่น้อยคนจะทำให้เกิดขึ้นได้   แสงสีเสียงแบบทะลุทะลวงเช่นนี้หาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว   ใช่เวลาจะมาวิ่งหลบที่ไหน   ต้องเบิกตาดูกว้างๆถึงจะถูก   ต่อให้ฝนตกลงมาเป็นห่ากระบี่   คนดูผู้เสพสำเนียงอย่างพวกเรา,  อย่างไรก็ไม่ถอย

ฉินอี้หยวนไล่นิ้วไปตามทำนองเพลง    สำเนียงอันไพเราะก็บังเกิด   ราวกับมีมนต์วิเศษทำให้คนฟังจนลืมสติ

ทำนองของเพลงของนางทั้งเล่นเสียงสวรรค์ทั้งปล่อยเสียงพิฆาตออกมาในคราเดียวไม่ติดขัด ไหลรื่นราวกับนางรำที่ร่วมร่ายรำกันอย่างเข้าขา   พอเสียงพิฆาตออกมา   คู่หักล้างของอีกฝ่ายก็จะออกมาตอบโต้   ทำให้เกิดคลื่นเสียงและคลื่นอัดของอากาศให้ฝูงชนได้ยลกัน

มือขาวเล็กของมู่หรงเสวี่ยกำลังขยี้ดีดสายพิณยังเร่งร้อน   เสียงสูงประกอบเป็นดนตรีเร่งเร้าอารมณ์คน   เป็นถ้อยสำเนียงของผู้กล้าที่กำลังทะยานขึ้นสู่ผืนฟ้า

ในขณะเดียวกันสายพิณของเครื่องดนตรีก็ฟาดดังเฟี้ยวฟ้าวอยู่กลางอากาศ   เร็วจนมองไม่ทัน เห็นแค่ส่วนต้นของเส้นสาย   แต่ส่วนปลายไม่รู้อยู่ที่ไหน    รู้เพียงแต่ว่ามันกำลังปัดทำลายเสียงพิฆาต   จากเสียงของการปะทะที่ดังไม่หยุด   เข้าใกล้ฉินอี้หยวนทีละน้อยทีละน้อย

เพลงใกล้ถึงท่อนจบแล้ว   มู่หรงเสวี่ยยิ่งเร่งสำเนียงสูงเสียดฟ้า   ยิ่งใส่แรงลงไปเท่าไหร่ยิ่งกระชั้นจนไม่มีช่องโหว่   ฉินอี้หยวนดวงตาทึบแสงมีแต่ความเยือกเย็น   นิ้วงามของนางจากแต่ก่อนเล่นเพลงไพเราะ   จู่ๆก็เปลี่ยนวูบเป็นเสียงสูงขึ้น   เสียงสูงอย่างเดียวที่มีแต่เสียงพิฆาตคำรามออกมากึกก้อง  จนจากคลื่นเสียงพลันเห็นเป็นรูปร่างแสงสีขาว  พุ่งพรวดไปยังมู่หรงเสวี่ย.....

นี่คือท่าไม้ตายของฉินอี้หยวน

ไม่เป็นไร, เอาเช่นนั้นก็ได้    ฉินอี้หยวนอยากชนะมากใช่หรือไม่?    นางไม่ปล่อยให้ฉินอี้หยวนได้รับชัยชนะหรอก!

แววตาของมู่หรงเสวี่ยผุดแววตาพร้อมเผด็จศึก   อยู่ๆมือของนางก็กดบังคับให้สายพิณจู่โจมเข้าใส่แสงสีขาวนั่นจังๆ    แสงสีขาวปริศนานั่นถูกปัดสะท้อนกลับไปยังเจ้าของเต็มแรง   พุ่งใส่พิณเจ็ดสายตัวนั้น   “แคล้ง เชร้ง กระแล้งแช้งแช้ง”  กรี้ดแหลมอยู่หลายครั้ง  ตัดเอาสายพิณทั้งเจ็ดจนขาดสะบั้น!

“ตึ้ง!   ช่วงเวลาแห่งการปะทะกันกลางอากาศจบลงแล้ว   สายพิณเด้งดึ๋งสะบัดกลับไปยังพิณที่ยังอยู่ดีในมือมู่หรงเสวี่ย!

มองกลับไปยังห้องโหลหลัน  เห็นฉินอี้หยวนอยู่ในสภาพมือขาวเนียนทั้งสองยกค้างอยู่กลางอากาศ   สายตาจ้องค้างไปยังพิณของนาง   เส้นสายทุกเส้นบนเครื่องดนตรีถูกสะบั้นขาดหมดจด   ขดยุ่งเหยิงอยู่บนตัวพิณ   สิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องบอกก็รู้คือ   ฉินอี้หยวนไม่สามารถบรรเลงเพลงจนจบ   และไม่มีทางที่จะได้เล่นจบแล้ว.....

ทั่วทั้งโถงของอวี้หยางโหล่วเงียบสนิท   ผู้คนต่างแลกเปลี่ยนสายตากันไปมา   เจ้ามองข้า   ข้าก็มองเจ้า   ในแววตาของแต่ละคนมีความทึ่ง ตกตะลึง อัศจรรย์ใจ อ้อยอิ่งอยู่ – นี่คือการดวลเพลงกันระหว่างมุมโหลหลัน  องค์หญิงโม่เป่ย ว่าที่พระชายาขององค์ชายจิง และมุมดอกบ๊วย คุณหนูมู่หรง  คู่หมั้นแต่ดั้งเดิมขององค์ชายจิง   ช่างเป็นการดวลที่มหัศจรรย์พันลึกจริงๆ!

“ยอดเยี่ยม!   ฝูงชนด้านล่างหวี้ดร้อง   ตบมือกระทืบเท้าเสียงกระหึ่ม   บางคนเหมือนเพิ่งฟื้นจากความฝัน   ก็เข้าร่วมส่งเสียงชื่นชมกันกึกก้อง   จนอวี้หยางโหล่วแทบถล่มทลาย

ผู้ชมเริ่มจับกลุ่มกันวิจารณ์กันเป็นกลุ่มย่อยๆ   แลกเปลี่ยนความคิดเห็น :   “นี่ๆๆ พวกท่านว่า ศึกดวลเพลงครั้งนี้   ผู้ใดเป็นผู้ชนะ?”

“ท่านจะถามไปทำไม?   เห็นๆกันอยู่   องค์หญิงแพ้   คุณหนูมู่หรงเป็นผู้ชนะ....”

“อื้มม  เป็นเช่นนั้น,  เสียงฉินขององค์หญิงฉินถึงแม้ว่ามีฝีมือสูงส่งสามารถบรรเลง   เลียนเสียงธรรมชาติได้อย่างตื่นตาตื่นใจ  มากกว่า  เสียงฉินของคุณหนูมู่หรงที่ใช้ปฎิภาณสร้างสีสันเสน่ห์ให้กับบทบรรเลงของตัวเอง   แต่เป็นช่วงกลางของการประสานเสียงที่เสียงฉินของคุณหนูมู่หรงกดเสียงขององค์หญิงได้อย่างราบคาบ   ทั้งตัวองค์หญิงยังไม่สามารถบรรเลงเพลงให้จบบริบูรณ์ได้   จึงสามารถสรุปได้ว่า   องค์หญิงแพ้หมดรูปจริงๆ...”

มู่หรงเสวี่ยส่งยิ้มหวานให้กับฉินอี้หยวน  “องค์หญิงฉินข้องใจอะไรกับผลแพ้ชนะหรือไม่?”

ถึงแม้ว่าผู้มาดื่มกินส่วนใหญ่ของอวี้หยางโหล่วจะไม่ได้มีความรู้ทางการดนตรีอย่างลึกซึ้งซะเป็นส่วนใหญ่   แต่ในบรรดาส่วนน้อยนั่น   มีนักปราชญ์ราชบัณฑิต   ผู้เจนจบการดนตรี   รวมอยู่ด้วย   จากสายตาตัดสินแพ้ชนะของพวกเขามีหรือที่นางจะกล้าปฎิเสธ?

“ไม่มี!”  เสียงหวานของฉินอี้หยวนเค้นออกมาผ่านไรฟัน

“ถ้าเช่นนั้น,  สรุปว่า  ฉินตัวนี้ตกเป็นของข้า!”   มู่หรงเสวี่ยมองด้วยสายตาขอบคุณไปยังกรรมการจำเป็นทั้งหลายที่ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชม   นางลุกเดินออกมาจากห้องดอกบ็วย  มาตรงหน้าของฉินอี้หยวน   แล้วคว้าฉินที่อยู่บนโต๊ะ   ยิ้มให้ฉินอี้หยวนอีกครั้ง   “องค์หญิงฉิน  ข้าขอรับฉินไปเลยแล้วกัน!

ยิ้มราวกับบุปผาแข่งกันแย้มบาน  สายตามองตรงไปที่ใบหน้าแข็งขึงของฉินอี้หยวน  มือเล็กขององค์หญิงต่างแคว้นกำแน่นจนเล็บแทบจิกในเนื้อ   นางเปรียบดั่งนางฟ้าแห่งดนตรีศาสตร์ของโม่เป่ย   มาพ่ายแพ้ในการบรรเลงฉินให้กับคนธรรมดาอย่างมู่หรงเสวี่ย   ช่างน่าอับอายนัก.....

“องค์หญิงฉินเสียดายพิณเจ็ดสายตัวนี้เช่นนั้นเหรอ?”   มู่หรงเสวี่ยแววตาสลับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว   จากเจ้าเล่ห์เยือกเย็นเป็นสะอาดใสบริสุทธิ์ของสาวน้อยไร้เดียงสา   สบตาของฉินอี้หยวนตรงๆ    มีแต่ฝ่ายตรงข้ามที่สบตาตรงกับนางถึงจะสามารถเห็นแววตาของผู้เหนือกว่าและหยามหยันซึ่งมองตรงมาไม่กระพริบ   ความเจ็บใจแผดเผาฉินอี้หยวนราวกับไฟประลัยกัลป์


พิณเจ็ดสายที่เป็นของนาง   หากจะเสียมันไปก็ไม่ใช่เสียไปโดยไม่มีอะไรต่างตอบแทนเช่นนี้  แต่มู่หรงเสวี่ยเอาชนะนางต่อหน้าคนหมู่มากเช่นนี้    จะให้นางตอบออกไปได้อย่างไรว่า ขัดข้อง  มิยอมให้   ทั่วทั้งเมืองหลวงจะได้หัวเราะเยาะนางปะไร...............

.....................................
จบบท  


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น