วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 36 หึง


“เปิ่นกง (แทนตัวเอง-องค์หญิง) เต็มใจต่างหาก   เจ้าชนะแล้ว   พิณเจ็ดสายนี่ย่อมต้องตกเป็นของเจ้า!”   ฉินอี้หยวนพูดเสียงอ่อนท่าทางสุภาพ  ในดวงตาของนางปรากฎแววเย่อหยิ่ง  ก็แค่พิณเจ็ดสายตัวเดียว ไม่ได้ทำให้นางกระทบกระเทือนอะไรมากมายนักหรอก


“งั้นข้าต้องขอขอบพระทัยองค์หญิงสำหรับฉินตัวนี้”   มู่หรงเสวี่ยยิ้ม   มือขาวแตะสัมผัสยังสายพิณที่ขาด   อดเลิกคิ้วดูไม่ได้ว่า   “สายพิณขาดหมดแล้ว   เสียดายข้าคงไม่ได้เล่น....”

“เจ้าขึ้นสายพิณใหม่ก็ได้.. แล้วค่อยเล่น”   โอวหยางเส่าเฉินเดินนุ่มนวลเข้ามาสมทบ

มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วน้อยๆ   “พิณเจ็ดสายเลื่องชื่อที่สุดในพิณด้วยกัน   หากเป็นสายธรรมดาสามัญเกรงว่าจะไม่เหมาะสม   ต่อให้เล่นออกมาดีอย่างไง   เสียงก็ยังน่าเกลียดอยู่ดี....”

ดวงตาติดตรึงกับใบหน้าเล็กที่มีสีหน้าเสียดายนั้น  ดวงตาของโอวหยางเส่าเฉินฉายแววเอ็นดู ยิ้มของเขาก็พลอยละมุนละไมไปด้วย  “ข้ารู้จักปรมาจารย์ด้านเครื่องดนตรีท่านหนึ่ง   หากข้าออกปากให้    เขาคงพอจะทำสายพิณชุดใหม่ให้เจ้าได้!

“ขอบพระทัย   ฝ่าบาทโอวหยาง”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มจนตาหยี   พิณเจ็ดสายนับว่าเป็นยอดพิณขึ้นชื่อ   มาถูกทำลายจนพังเสียหายขนาดนี้   โชคยังดีที่พอจะมีหนทางซ่อมแซมมันได้   หากมีเวลานึกครื้มๆก็เอาออกมาเล่น   ไว้ระลึกถึงช่วงเวลาที่เอาชนะฉินอี้หยวนจนได้พิณของนางมาครอง

เห็นนางทำหน้าเจ้าเล่ห์พร้อมกับรอยยิ้มน่ารักจนรู้สึกคันยุบยิบในใจ   ทำให้โอวหยางเส่าเฉินอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามนางไปด้วย   ดวงตาดำสนิทของชายหนุ่มยามสบตาของสาวน้อยก็มีแต่แววตาอ่อนโยน   ทั้งยังแฝงแววตาลุ่มหลงสาวน้อยตรงหน้าอยู่ลึกๆ    กิริยาแววตาเช่นนั้นของโอวหยางเส่าเฉินทำให้ฉินอี้หยวนมีสีหน้าเปลี่ยนแปลง

บุคลิกแต่ไหนแต่ไรของซื่อจื่อหนุ่มแห่งแคว้นฉิงหยางคือสง่างาม   เก็บอารมณ์และไว้ตัว   ครั้งหนึ่ง,  เสด็จพ่อของนางได้พานางไปพบปะกับซื่อจื่อโอวหยางด้วย    เขาแสดงท่าทีเย็นชาและห่างเหินกับหญิงงามเช่นนางแค่ไหน   นางยังจำได้   แล้วเหตุไฉนถึงได้พูดจาอ่อนหวานเอาใจมู่หรงเสวี่ยขนาดนี้    ไม่เพียงแค่นั้นยังยิ้มแย้มเบิกบานให้แก่นางอีก?

ทั้งๆที่มู่หรงเสวี่ยคือว่าที่อนุอันต่ำต้อยของเย่วอี้เฉินแท้ๆ   เป็นสตรีที่เย่วอี้เฉินร่ำๆจะทิ้ง   โอวหยางเส่าเฉินควรจะมีทีท่าไว้ตัวเหินห่างและมีสายตารังเกียจที่จะชิดใกล้นางซิ...?

“องค์หญิง สีหน้าท่านไม่ดีเลย?   ไม่สบายหรือ?”   เสียงที่ได้ยินทำให้ฉินอี้หยวนได้สติ

ฉินอี้หยวนขมวดคิ้วแน่น   หมดความอดทนตอบเสียงสะบัดกลับไปว่า   “ข้าไม่เป็นไร,  คงจะอ่อนเพลียแค่นั้น”

ตรงหน้าเป็นดวงตาใสกระจ่างดุจตาน้ำของมู่หรงเสวี่ยที่กำลังจ้องหน้านาง  ริมฝีปากของคุณหนูมู่หรงยกยิ้ม   “องค์หญิงฉินบรรเลงดนตรี   เวลาก็ผ่านไปไม่น้อยคงจะเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา   เสี่ยวเอ้อ!,  อาหารที่ข้าสั่งทำเสร็จแล้วหรือยัง?   รีบนำมาขึ้นโต๊ะให้องค์หญิงได้รับประทานเพื่อเรียกพลังกลับคืนมาที!

มู่หรงเสวี่ยพูดกระทบทำนองว่าองค์หญิงพลกำลังพร้อมยังมาพ่ายแพ้กับคนหิวหน้ามืดยังไม่ได้กินอะไรสักคำเช่นนาง!

หากสายตาของฉินอี้หยวนเป็นลูกธนู   คาดว่าตอนนี้ร่างของมู่หรงเสวี่ยคงพรุนไปหมดแล้ว!

มู่หรงเสวี่ยทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้   นางค่อยๆเดินไปยังลูกกรงบันไดด้านหน้า   มองลงไปยังห้องโถง   “เถ้าแก่ ท่านนำค่าเสียหายของกำแพง,  ลูกกรง,  บานประตูและราวบันไดเหล่านี้ไปเก็บเงินได้ที่จวนสกุลมู่หรง”   ตอนนี้นางไม่ได้พกตั๋วเงินจำนวนมากติดตัวมา   ได้แต่ให้เขาส่งใบเรียกเก็บเงินไปที่จวนแทน

“ขอบพระคุณ   คุณหนูมู่หรงขอรับ”    ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกาย   การดวลเพลงที่เกิดขึ้นช่างร้อนแรงเล่นเอาอวี้หยางโหล่วพังไปไม่ใช่น้อย   ข้างหนึ่งก็องค์หญิงแห่งโม่เป่ย   อีกข้างก็คุณหนูมู่หรงแห่งจวนขุนนางโหว   เขาไม่กล้าล่วงเกินทั้งนั้น   อย่าว่าแต่ให้พูดให้พวกนางชดใช้ค่าเสียหายเลย

มิหนำซ้ำ,  หากปิดซ่อมแซมก็ต้องใช้เวลาสองสามเดือน  เขาเองยังลอบกังวล   คาดไม่ถึงคุณหนูมู่หรงเสวี่ยจะออกปากจ่ายเงินชดเชยให้   ทำให้เขาหายใจคล่องขึ้น

“เถ้าแก่อย่าได้เกรงใจ   ข้าทำลายของ   ก็สมควรชดใช้ให้ท่าน!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มอ่อนหวาน ในมือยังโอบพิณเจ็ดสายไว้ค่อยๆก้าวเดินลงบันไดมา

ผู้คนหลบแหวกทางเดินเป็นทางให้แก่นาง   ต่างก็มองนางด้วยสายตาประทับใจ   สมเป็นคุณหนูขุนน้ำขุนนางตระกูลสูง   มีความสุภาพเห็นอกเห็นใจผู้คนทั้งยังมีเหตุผล   รู้จักรับและรู้จักถอย   ยังงี้ซิถึงจะสมกับเป็นบุตรแห่งขุนนางโหวของจวนสกุลมู่หรง   แตกต่างจากอีกฝ่ายที่ห้องโหลหลันลิบลับ   นั่นทำลายของของชาวบ้านแล้วยังสามารถเชิดหน้ามองคนอยู่ได้......

ฉินอี้หยวนหน้าชาวาบ  สายตามีแต่ความเกลียดชังน้ำหน้า   ครั้งแรกที่เสียงพิฆาตของนางพลาดเป้าจากมู่หรงเสวี่ยเข้าไปกระแทกกำแพงจนเกิดรอยลึกนั้น   นางก็คิดอยู่แล้วว่าจะจ่ายค่าเสียหายให้   เพื่อแสดงความรับผิดชอบทั้งยังแสดงความอ่อนโยนเมตตาและรักษาหน้าตาของตนไปด้วย

คาดไม่ถึง มู่หรงเสวี่ยกลับเป็นฝ่ายชนะนาง   ทำให้จิตใจของนางยุ่งเหยิง   ลืมเลือนข้อนี้ไป แล้วมู่หรงเสวี่ยก็ฉวยโอกาสชุบมือเปิบไป   “เปิ่นกงเป็นคนทำลายอวี้หยางโหล่วเป็นส่วนใหญ่ ค่าเสียหายนี้เปิ่นกงสมควรจะเป็นผู้ชดใช้ถึงจะเหมาะสม”

มู่หรงเสวี่ยหยุดเดิน มองกลับไปยังห้องโหลหลัน   ยิ้มพลางพูดว่า   “องค์หญิงฉินเสียพิณประจำพระองค์ไปแล้ว   ใครจะกล้าให้ท่านต้องมาจ่ายค่าเสียหายอีกด้วยเล่า!

ใบหน้าเล็กของฉินอี้หยวนที่ประดับด้วยรอยยิ้มแข็งค้าง   สายตามองไปยังมู่หรงเสวี่ยด้วยความโกรธแทบจะพ่นไฟออกมา    นางเหน็บแนมอีกแล้ว   เกลียดขี้หน้านางจริงๆ!

มู่หรงเสวี่ยทำท่าไม่สนใจนางอีกต่อไป   กล่าวเสียงเรียบว่า   “องค์หญิงฉิน,  ข้าขอตัวล่วงหน้าไปก่อน  แล้วพบกันใหม่!

นางโบกมือให้ฉินอี้หยวนทำนองบอกลา   แล้วมู่หรงเสวี่ยก็เดินออกมาจากอวี้หยางโหล่ว ดวงอาทิตย์ฉายส่องลงมาบนร่างนางทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตัว   นางยกยิ้มขึ้นน้อยๆ

ฉินอี้หยวนเล่นลูกไม้กับนาง   แต่ดันพ่ายแพ้ขายหน้าซะเอง   ทั้งยังต้องมาเสียของรัก   พิณประจำตัวนางอีก  นางต้องโมโหมากแน่ๆ ซ้ำยังมาเจอลูกเหน็บของนางเข้าไปอีกหลายครั้ง สงสัยอารมณ์ของนางคงใกล้จะระเบิดเต็มทน...

“พิณเจ็ดสายนั่น...อุ้มไว้ไม่หนักหรอกเหรอ?”   เสียงนุ่มๆของโอวหยางเส่าเฉินพูดขึ้นหลังจากติดตามนางออกมาได้สักระยะ

มู่หรงเสวี่ยเพิ่งได้สติ   นางพยักหน้าน้อยๆ   “หนักมาก!”   นางถือไม่นานเท่าไหร่   แต่แขนของนางก็เริ่มชาซะแล้ว

“ข้าช่วยเจ้าเอง”   โอวหยางเส่าเฉินพูดสุภาพ

“ขอบคุณซื่อจื่อ!”   มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ  ส่งพิณเจ็ดสายให้โอวหยางเส่าเฉิน   ตรงนี้ยังห่างจากจวนมู่หรงอีกไกล   สองแขนบอบบางของนางคงหอบหิ้วพิณไม่ถึงที่นั่นแน่   แต่โอวหยางเส่าเฉินเป็นชายหนุ่มแข็งแรงซ้ำยังเป็นผู้ทักษะยุทธ์   แค่ถือพิณเจ็ดสายตัวเขื่องตัวหนึ่งคงไม่กระไรสำหรับเขาเท่าไรนักหรอก

โอวหยางเส่าเฉินรับพิณมา......... แล้วพิณก็หายไปจากมือ

มู่หรงเสวี่ยอึ้ง    นางเห็นชายหนุ่มชุดน้ำเงินจางเครื่องแบบคล้ายทหารโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้.....รับพิณมาถือไว้ในมือ

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาอีกหลายปริบก็ยังเห็นชายหนุ่มคนเดิมหิ้วพิณตัวนั้น   ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นเงยขึ้นช้าๆแล้วก็สบตากับนาง   สายตานั้นคมกริบ   ใบหน้าคมคายไม่เลว   คิ้วหนาเฉียงให้ความรู้สึกทระนงนิดๆ

หรือนี่คือเงาพิทักษ์นายในตำนาน?   ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้   ขนาดอยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ   เขายังสามารถแฝงกายไม่ให้เห็นได้ด้วย?

อาภรณ์สีขาวไหวๆเข้ามาบดบังสายตานาง   พอนางเงยหน้าขึ้นมองก็สบตาเข้ากับดวงตาสีนิลนิ่งขรึมของโอวหยางเส่าเฉิน   ตาต่อตาสบกันนิ่งจนนางมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองจากดวงตาของเขา   “เจ้ามองอะไรอยู่?”

มู่หรงเสวี่ยมีแววตาแปลกๆ    “ไม่มีอะไร    เอ่อ.....เขาเป็นองครักษ์ของท่านเหรอ?”
 //กรุณาอ่านเสียงสูงตรง ไม่มีอะไร //

โอวหยางเส่าเฉินหรี่ตา   ดวงตาดำจ้องนานๆราวกับมีกระแสน้ำวนหมุนเหวี่ยงอยู่ภายใน   เขาจับข้อมือของนางไม่พูดไม่จาพานางออกเดินไปข้างหน้า: นางจ้องซุนเฟิงเต็มๆตา   มิยอมวาง    แต่กับเขา, นางแค่ชำเลืองหรือไม่ก็ปรายตา   หรือว่าซุนเฟิงหล่อเหลากว่าเขา?

มู่หรงเสวี่ยยังคงให้ความสนใจในเงาพิทักษ์นายมากกว่าจะมาใส่ใจความรู้สึกโอวหยางเส่าเฉินในตอนนี้   นางเปิดปากน้อยๆตั้งคำถามเขาด้วยท่าทางกระตือรือร้นนักหนาว่า   “ซื่อจื่อ, องครักษ์ของท่านผู้นั้นเขาชื่อว่าอะไร?”

โอวหยางเส่าเฉิน:   “……….”

มู่หรงเสวี่ย:   แล้วเขาอยู่กับท่านมานานหรือยัง....”

โอวหยางเส่าเฉิน:   “……….”

นางยังตั้งคำถามเกี่ยวกับซุนเฟิงไม่หยุด?    ซุนเฟิงมีเสน่ห์น่าหลงใหลกว่าเขาหรืออย่างไร?

โอวหยางเส่าเฉินหน้าดำคร่ำเครียด   หันไปมองดูซุนเฟิงด้านหลัง

แรงกดดันที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน  ทำให้ซุนเฟิงสะท้านกายเสียวซ่าน   หัวใจเต้นกระหน่ำ: อ้า....ซื่อจื่อ, มิใช่อย่างที่ท่านเข้าใจน่ะ.....


โอวหยางเส่าเฉินเลิกคิ้วมองสาวน้อยหน้าหวานที่อยู่ข้างกาย   เห็นปากน้อยๆนั้นตั้งท่าจะถามคำถามเกี่ยวกับซุนเฟิงอีก   ใบหน้าหล่อเหลายิ่งเม้มริมฝีปาก   แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงเย็นชาว่า   “ถึงจวนสกุลมู่หรงแล้ว”

...............................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น