งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 37 ลักลอบพบปะ


มู่หรงเสวี่ยก้าวแล้วหยุด  มองขึ้นไป   ก็มองเห็นจวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมด้านหน้า เหนือบานประตูติดแผ่นไม้สลักป้ายชื่อเป็นตัวอักษรสีทองอร่ามสี่ตัวสะท้อนแสงดูโดดเด่น 'จวนสกุลมู่หรง'

นางกลับมาถึงบ้านจนได้

“ขอบคุณซื่อจื่อที่มาส่ง!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มเบิกบานราวกับบุปผาแรกแย้ม   มือน้อยบอบบางยื่นไปทางซุนเฟิง   หมายรับเอาพิณเจ็ดสายกลับมา

ซุนเฟิงตากระตุก   แล้วเขาก็เคลื่อนไหวประดุจสายลมไปหยุดอยู่ตรงหน้าบ่าวชายที่ยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตูจวน   ส่งพิณเจ็ดสายในมือให้บ่าวผู้นั้น   กระพริบตาเดียวก็ไร้เงาร่างของซุนเฟิงเสียแล้ว

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ   นางยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจ   การเคลื่อนไหวของชาวบ้านธรรมดาที่เดินมากันสองหรือสามคน   แต่ซุนเฟิงกลับหายไปโดยไร้ร่องรอย   ตากลอกไปมาด้วยความประหลาดใจ   เงาในความมืด  ไปมาไร้ร่องรอย   เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่   กว่าจะฝึกการแฝงตัวได้ขนาดนี้.....คงยากมาก

เห็นแววตาของนางเจิดจ้าเป็นประกาย   ใบหน้าหล่อเหลาของโอวหยางเส่าเฉินยิ่งเครียดขึงเข้าไปทุกที   คนก็ไปแล้ว   นางยังเฝ้ามองไปยังทิศทางที่ซุนเฟิงหายไป   ซุนเฟิงในสายตานางน่าสนใจปานนั้นหรือ?

“นี่คือเหล้าชิงฮัวที่ว่า  เจ้าค่อยดื่มมันที่จวน!”    โอวหยางเส่าเฉินคว้ามือบางของหญิงสาวมาแล้วส่งขวดสุราเล็กให้นางถือ   มือนั้นออกแรงมากไปนิด  เหมือนกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง

เพราะสัมผัสได้ถึงแรงจากมือของเขา   มู่หรงเสวี่ยเพิ่งได้สติ   สายตาตกลงไปมองขวดสุราใบน้อยที่ถูกปิดผนึก   ค่อยๆเบิกตาโตขึ้นทีละนิดทีละนิด

ตอนแรกนางมาเจอศึกประลองฉินระหว่างนางกับฉินอี้หยวน   จากนั้นก็มาเจอองครักษ์เงาอันลือลั่น   ลืมเรื่องสุราชิงฮัวไปซะสนิท   ไม่คาดว่าโอวหยางเส่าเฉินจะจำได้   “ต้องขอบคุณซื่อจื่ออีกครั้ง......เอิ่ม, ซื่อจื่อ   รอบกายท่านยังมีองครักษ์เงาเหลืออีกไหม?”

พูดถึงซุนเฟิงอีกแล้ว!

ในใจของโอวหยางเส่าเฉินหนักอึ้ง    “เจ้าอยากจะให้ข้ายกซุนเฟิงให้เจ้าหรือ?”   น้ำเสียงที่พูดเค้นผ่านไรฟันออกมา

มู่หรงเสวี่ยส่ายหัว   “นี่ไม่จำเป็น   แถมที่จวนข้าก็เงียบสงบ   ไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์คอยคุ้มกันหรอก   ข้าแค่อยากรู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้าง   วิชาแฝงกายของเขามีกลเม็ดอย่างไร!

กลายเป็นว่าคุณหนูมู่หรงไม่ได้สนใจในตัวเขา   แต่สนใจว่าเงาเป็นอย่างไรมากกว่า

ซุนเฟิงที่กำลังซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ ลอบถอนใจเฮือกด้วยความโล่งอก   แต่ก็ยังโล่งใจนักไม่ได้, เพราะคุณหนูเปิดประเด็นให้ตัวเขาชวนสงสัยเช่นนี้   ดีไม่ดี...หากกลับไปยังตำหนัก   เขาไม่แคล้วต้องโดนองค์ชายลงโทษ

แววตาเข้มเครียดของโอวหยางเส่าเฉินก็จางลงทันใด   กลับไปเป็นดวงตาดำสนิทที่ไหวระริก ชวนให้มัวเมาเช่นเดิม:  "การแฝงกายในเงาของกลุ่มองครักษ์นี่เป็นข้อปฎิบัติที่เข้มงวดมาก หากเจ้าอยากจะเห็นหรือเรียนรู้......ก็เชิญมาเที่ยวชมได้ที่ตำหนักของข้าเท่านั้น!

“ถ้างั้น   ขอบคุณซื่อจื่อล่วงหน้าแล้ว!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มแฉ่ง   ศิลปะเคล็ดลับการต่อสู้แบบจีนโบราณ   หาดูได้ยากที่สุด  โอกาสมาก็ต้องรีบคว้าเอาไว้

กลิ่นไผ่อ่อนหอมสดชื่นโรยรินมาเข้าจมูก   นางถึงเพิ่งนึกถึงเรื่องปทุมาโลกันต์ออก   “ฝ่าบาทโอวหยาง,   ไม่ทราบว่าท่านมีปทุมาโลกันต์เท่าไร?   เป็นไปได้ไหม...ที่ข้าจะขอซื้อทั้งหมด!

ในตัวนางมีพิษเย็นแฝงอยู่,   ต้องใช้ปทุมาโลกันต์ช่วยระงับ   ซึ่งตอนนี้เย่วอี้เฉินเก็บรวบรวมไว้คนเดียว   ที่ท่านพ่อของนางและอาหุยรวบรวมเอาไว้อย่างยากเย็นจากร้านขายยาทั่วแคว้นก็ถูกคนขององค์ชายจิงลอบมาทำลายซะหมด   ตอนนี้ความหวังเล็กๆของนางอยู่ที่โอวหยางเส่าเฉินเท่านั้น

มองสบตาของนางนิ่ง,  ในสายตาของโอวหยางเส่าเฉินผุดแววตาเอื้ออาทร   เขาหยิบขวดกระเบื้องยาสีขาวออกมาจากชายแขนเสื้อ   ส่งมาให้นาง   “ข้ามีปทุมาโลกันต์เพียงสามดอก เมื่อคืนเจ้าใช้ไปดอกหนึ่ง   ตอนนี้เหลืออยู่สองดอก,   ข้ายกให้เจ้าทั้งหมด”

“ขอบคุณซื่อจื่อ”   มู่หรงเสวี่ยคว้าขวดกระเบื้องสีขาวมาไว้ในมือ   ลูบคลำไปมา  แล้วก็ขมวดคิ้ว   ทำอย่างไงดี, มีแค่สองเท่านั้น?   พิษเย็นของนางกำเริบแบบไร้วงจร   ไม่เป็นเวล่ำเวลา กำเริบแต่ละครั้งต้องใช้ปทุมาโลกันต์   นี่มีเพียงแค่สอง    อ้า...ขาดแคลนอย่างยิ่ง!

“ซื่อจื่อ,  ไม่ทราบท่านเคยได้ยินชื่อตัวยา หยางเถ่า หรือไม่?”

“หญ้าหยางเถ่า”  ดวงตาของโอวหยางเส่าเฉินมีแววแปลกใจเพียงแวบก็กลับเป็นปกติ   เขาถามนางกลับว่า   “เคยได้ยิน   เจ้าถามทำไมหรือ?”

มู่หรงเสวี่ยทำตาเศร้าแล้วตอบว่า   “พิษเย็นในตัวข้าเป็นหยิน   ต้องใช้พลังหยางในปทุมาโลกันต์ซึ่งเป็นพิษอีกตัวเพื่อควบคุมข่มไว้   หลักการพิษข่มพิษ   แต่หญ้าหยางเถ่านี้มีคุณสมบัติเป็นยา   คุณสมบัติใกล้เคียงกับปทุมาโลกันต์มาก   ข้าเลยคิดว่าจะนำมาใช้ทดแทนปทุมาโลกันต์ได้”

โอวหยางเส่าเฉินขมวดคิ้วครุ่นคิด   “หญ้าหยางเถ่าเพียงแค่มีฤทธิ์หยาง   หากนำมาต่อสู้กับพิษร้ายทั่วไป  อาจจะไม่ได้ผล   แต่หากนำมาใช้ข่มกับพิษเย็นที่มีฤทธิ์หยิน   ประสิทธิภาพอาจจะเหนือล้ำกว่าปทุมมาโลกันต์สองหรือสามเท่า....”

“ดูท่านรู้จักหญ้าหยางเถ่าดีเหลือเกิน!”    มู่หรงเสวี่ยกระเถิบเข้าไปหาโอวหยางเส่าเฉินอีก

โอวหยางเส่าเฉินจงใจลดเสียงลง:   “เคยอ่านพบในตำราโดยไม่ตั้งใจ  แล้วเจ้าล่ะ...ไปรู้จักหญ้าหยางเถ่าจากที่ไหน?”

“ข้าเคยเห็นในหนังสือ”  มู่หรงเสวี่ยหลบตาตอบ   นางอ่านตำราแพทย์ในสมัย 2016 แล้วพบสมุนไพรตัวนี้เข้า   คาดไม่ถึงถอยหลังมาตั้งเป็นพันๆปี   หญ้านี้ก็มีมาตั้งนานแล้ว

“หญ้าหยางเถ่ามีฤทธิ์แรงกว่าปทุมาโลกันต์นัก   หากพิษเย็นกำเริบแล้วเจ้าใช้หญ้าข่มอาการ มันจะต้องเจ็บปวดมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว!”   โอวหยางเส่าเฉินพูดเสียงทุ้มต่ำ  ในดวงตาสีดำของชายหนุ่มมีแววยอมรับนับถือ

ยามที่พิษเย็นกำเริบก็เจ็บปวดทรมานมาก   แม่นางน้อยของเขายังต้องทนรับอาการยามสองตัวยาประทะกันอีก   นางคงเจ็บทรมานเจียนตายแน่

มู่หรงเสวี่ยพูดไม่เชิงปฎิเสธว่า  “ไม่เป็นไรหรอก   ตราบใดที่หญ้าหยางเถ่าข่มพิษเย็นได้   ให้ข้าได้รอดชีวิตไปเป็นครั้งๆ ข้าก็พอใจแล้ว”   แค่เจ็บมากขึ้น   แต่ก็ไม่มากไปกว่าความต้องการมีชีวิตรอดของนางหรอก

โอวหยางเส่าเฉินหรี่ตา   “ที่วังองค์ชายจิง.... มีปทุมาโลกันต์มากมาย,   หากเจ้ายินยอมเย่วอี้เฉิน.....”

“ต่อให้ตาย...ข้าก็ไม่ไปขอร้องเขาหรอก!”    มู่หรงเสวี่ยขัดคำเขา   ไม่รอให้พูดจบประโยค   ในดวงตาของสาวน้อยมีแต่แววขยะแขยงและรำคาญจนออกนอกหน้า

สีหน้าของโอวหยางเส่าเฉินค่อยๆเปลี่ยนเป็นยิ้มกริ่ม  เฉกเช่นเดียวกับดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มที่เปล่งประกายเจิดจ้า   อาบย้อมไปด้วยความอบอุ่นยามทอดสายตาลึกซึ้งมองมาที่นาง   “ข้าจะให้คนสืบหาที่อยู่ของหญ้าหยางเถ่าให้กับเจ้า   แล้วจะรีบส่งข่าวมาให้เจ้าอย่างเร็วที่สุด”

“ขอบคุณซื่อจื่อ”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มตอบ   อย่างน้อยหญ้าหยางเถ่าก็ไม่ได้ขึ้นที่ยุนหนาน   เขตของเย่วอี้เฉินก็แล้วกัน   ยังไงก็ไม่มีการผูกขาด.....

“มู่หรงเสวี่ย,  นี่เจ้ายังมีหน้ากลับมา?”   เสียงตวาดดังเอาเรื่องของสตรีดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา   มู่หรงเสวี่ยเหลียวหลังกลับไปดู   ก็เห็นเป็นซ่งชิงหยาง   กำลังย่างสามขุมตรงเข้ามาหานาง   ปิ่นปักผมผีเสื้อทำด้วยทองคำบนศีรษะของนางสั่นไหวไปมาตามย่างก้าวที่เดิน

“ที่นี่เป็นจวนบ้านข้า ทำไมข้าจะกลับเข้ามาไม่ได้?   ว่าแต่เจ้าเถอะ,  บ้านเจ้าอยู่ที่จวนหวู่อันมิใช่หรือ  มาบ้านข้า,จวนสกุลมู่หรงทำไม?    หรือได้เวลาเปลี่ยนฤดูย่างเข้าเหมันต์แล้วจึงคิดจะเปลี่ยนเครื่องประดับ   เสียใจด้วยสินเดิมของมารดาข้า,  ข้าเก็บขึ้นเรียบร้อยหมดแล้ว   คงไม่มีให้เจ้าเล่นหรอก”

ซ่งชิงหยางกระทืบเท้าด้วยความโมโห   นางโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ   ทำสายตากินเลือดกินเนื้อเข้าใส่มู่หรงเสวี่ย   “ผู้ใดจะไปสนใจเครื่องประดับเก่าหักสับปะรังเคของมารดาเจ้ากัน   ท่านยายข้าพำนักอยู่ที่นี่   ข้าจะแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างจะทำไม   โชคดีที่ข้าแวะมาเยี่ยม   ถึงได้รู้ว่าเจ้าไปก่อเรื่องชั่วช้ามา   ลูกพี่ลูกน้อง ตู้เฉิงเจียง ที่เป็นหลานรักทางสายสกุลตู้ของท่านยายน่ะ... เจ้าไปทำร้ายเขาให้รับบาดเจ็บสาหัส   ทางฝ่ายนั้นกำลังรอจะเอาเรื่องชำระโทษเจ้าอยู่!

“แจ้งข่าวแล้ว   ก็เชิญเจ้าไสหัวไป!”   มู่หรงเสวี่ยพูดออกมาด้วยท่าทางเฉยเมย   นางไม่เห็นเรื่องนี้อยู่ในสายตาหรอก

“เจ้า!   ซ่งชิงหยางโกรธจนแทบกระอัก   ดวงตาเกรี้ยวกราด   พยายามหาทางสร้างความเจ็บใจให้ฝ่ายตรงข้าม   จึงตะโกนโพล่งออกมาว่า    “ตู้เฉิงเจียงมารอที่บ้านตั้งนานแล้ว   แต่เจ้าน่ะซิ....เจ้าลอบไปพบปะกับใครมา  ถึงได้เพิ่งกลับมาถึงบ้าน....”


จังหวะนี้เองที่สายตาของนางพลันเหลือบมองไปเห็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวที่ยืนนิ่งเงียบอยู่   ดวงตาเดือดดาลของซ่งชิงหยาง, จู่ๆก็ชะงักเยิ้มหวาน........


......................................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น