วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 38 แผลงฤทธิ์ใส่ต้นหอม (ยังดิบ)

ชายหนุ่มชุดขาวที่ยืนนิ่งสงบอยู่ที่นั่น   ทั้งตัวถูกแสงอาทิตย์อาบไล้   โทนสีขาวของเสื้อโอบอุ้มส่งเสริมแสงของธรรมชาติให้ละมุนละไมตา   ส่งให้ชายหนุ่มเปล่งประกายเรืองรอง   ปลายชุดของอาภรณ์ชั้นดีที่ขยับเคลื่อนไหวอย่างไหลลื่น   กอร์ปกับกิริยาการยืนที่เต็มไปด้วยความสุขุม   สง่างามเหนือคนธรรมดา   ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือวงหน้าหล่อเหลา   ทั้งดวงตาคิ้วคางที่มีเสน่ห์รับกันราวกับชายงามในอุดมคติของกวีเอก   


เขาผู้นี้ก็คือ ฝ่าบาทโอวหยาง!

ตอนที่นางมีโอกาสเข้าไปร่วมงานเลี้ยงในพระราชฐานด้านนอก   ก็เคยได้เห็นซื่อจื่อหนุ่มผู้นี้ เป็นฝ่าบาทโอวหยางจริงๆ  ไม่ต้องสงสัย!

“คารวะซื่อจื่อโอวหยาง”   ซ่งชิงหยางรีบย่อตัวทำความเคารพ   ใจของนางเต้นไม่เป็นส่ำ ราวกับมีกวางน้อยกำลังวิ่งชนรั้วสั่นสะเทือนไปทั้งทรวงอก   ใบหน้าเล็กหวานของนางขึ้นสีแดงก่ำ   ไม่นึกเลยว่านางจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทโอวหยางผู้นี้   ช่างเป็นโชคของนางจริงๆ....

โอวหยางเส่าเฉินทำเพียงแค่ปรายตามอง   แล้วก็หันไปจ้องหน้ามู่หรงเสวี่ย   เอ่ยถามนางว่า “แม่นางผู้นี้คือ....?”

มู่หรงเสวี่ยสะบัดหน้า   นางตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตาว่า   “ข้าไม่รู้จักนาง”

“เจ้าพูดจาเหลวไหล”    ซ่งชิงหยางรีบลุกขึ้นยืนตัวตรงด้วยความโมโห   นางสาดสายตาเดียดฉันท์ไปยังมู่หรงเสวี่ย   “ข้าคือคุณหนูของจวนขุนนางหวู่อัน   เป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเจ้า   เจ้ากล้าพูดปฎิเสธว่าไม่รู้จักข้าหรือ?”

“คุณหนูของจวนมู่หรงเช่นข้าเป็นกุลสตรีเพียบพร้อม   รอบรู้ศาสตร์ต่างๆอย่างแตกฉาน   ไม่นับเป็นญาติกับสตรีพูดจาหยาบคายไม่เข้าหูคนอย่างเจ้าหรอก”   มู่หรงเสวี่ยยักคิ้วพูดเหน็บแนมซ่งชิงหยางด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“เจ้า!   ซ่งชิงหยางจ้องหน้ามู่หรงเสวี่ย   พูดอะไรไม่ออก

ซุนเฟิงปรากฏกายขึ้นข้างกายโอวหยางเส่าเฉิน   กระซิบข้อความเตือน   “ซื่อจื่อ,  ใกล้เวลาแล้ว”

โอวหยางเส่าเฉินขมวดคิ้วบาง   แล้วหันมามองมู่หรงเสวี่ยด้วยสายตาอ่อนโยน   “เสวี่ยเอ๋อ, ข้ามีเรื่องต้องไปกระทำ   คงต้องจากเจ้าไปก่อน”

มู่หรงเสวี่ยยิ้มอ่อนโยนให้   “ส่งเสด็จซื่อจื่อเพคะ”

โอวหยางเส่าเฉินหันกายเดินจากไปด้วยกิริยาสง่างาม   หายลับไปในภายนอก

ซ่งชิงหยางยังยืนเหม่อลอย  นานสองนานกว่าจะได้สติ     อ๊ายๆๆ   ฝ่าบาทโอวหยางเสด็จกลับแล้ว   ไม่ได้หันมามองนาง   และนางยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรกับพระองค์สักคำ.....

“ผู้คุ้มกันหลี่,  ช่วยข้านำพิณเจ็ดสายนั้นเข้ามาที”   เสียงคำสั่งของมู่หรงเสวี่ยลอยมาเข้าหู   ซ่งชิงหยางจึงได้สติกลับมาเต็มที่   ตาของนางก็เปล่งประกายเอาเรื่องขึ้นมาใหม่   “มู่หรงเสวี่ย เจ้าหมั้นหมายกับผู้อื่นไว้แล้ว   ช่วยรักษาหน้ารักษาชื่อเสียงสกุลเอาไว้บ้าง...”

เพราะได้ยินฝ่าบาทโอวหยางเรียกขานมู่หรงเสวี่ยอย่างสนิทสนมว่า  เสวี่ยเอ๋อ  เต็มสองหูของนาง    เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงลิบระดับซื่อจื่อหนุ่มไม่มีทางจะมาไล่เกี้ยวพาสตรีที่มีพันธะมีเจ้าของอยู่แล้ว   ต้องเป็นมู่หรงเสวี่ยแน่ที่ไล่หว่านเสน่ห์พระองค์

“เรื่องของข้า  ไม่ใช่เรื่องของเจ้า   จัดการเรื่องของตัวเองให้ดีก่อนเถิด”   มู่หรงเสวี่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา   ซ่งชิงหยางแผดเสียงโต้กลับทันที   “หากผู้ชายที่เจ้าเลือกทอดสะพานให้มิใช่ซื่อจื่อโอวหยาง   ข้าก็คร้านจะมาสนใจเรื่องคาวๆของเจ้า”

“งั้นเรอะ   อ๋อ...เป็นเจ้าที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงฝ่าบาทโอวหยาง   แต่เสียดายที่เขาไม่สนใจเจ้า.....”   มู่หรงเสวี่ยจิกสายตายิ้มยั่ว: นางเองก็ไม่รู้รสนิยมของโอวหยางเส่าเฉินเช่นกันว่าเขาชอบสตรีแบบไหน   แต่รู้ว่าไม่น่าจะเป็นสตรีปัญญาทึบเอาแต่ใจและหยาบคายเช่นซ่งชิงหยางแน่ๆ

ซ่งชิงหยางถูกแทงใจดำ   ใบหน้าเล็กนั้นแดงเดือด   จ้องหน้ามู่หรงเสวี่ยอย่างอยากจะเอาเรื่อง    ถ้อยคำถูกเค้นออกมาทีละคำว่า   “ซื่อจื่อโอวหยางเองก็ไม่ได้ชอบเจ้า   เจ้าอย่าสำคัญตัวเกินไปแล้ว...”

มู่หรงเสวี่ยหัวเราะเยาะเย้ยออกมา   “ข้ารู้ตัวของข้าดีว่าเป็นอย่างไร   แต่คนบางคนน่ะซิ เอาแต่ใฝ่ฝันถึงเขา   คิดเอาเองว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของบุรุษทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ระแคะระคายอะไรด้วยซ้ำ”

“มู่หรงเสวี่ย!  เจ้ากล้าแดกดันข้า!!”    ซ่งชิงหยางหน้าแดงฉาน   ดวงตาเบิกโพลงราวกับจะพ่นไฟออกมาได้

“ข้ายังไม่ทันระบุชื่อใครเลย   เจ้าไม่ใช่  เจ้าจะเดือดร้อนไปทำไม!”    มู่หรงเสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์   นางหมุนตัวเตรียมจะกลับเข้าจวน   ละความสนใจ   เดินจากไปอย่างงดงามโดยไม่หันมาเหลียวดูซ่งชิงหยาง

ใบหน้าเล็กประณีตของซ่งชิงหยางดำคล้ำด้วยความไม่ยินยอม   นางถลันวิ่งสามก้าวออกไปดักหน้ามู่หรงเสวี่ย   ยกมือออกแรงผลักมู่หรงเสวี่ยเต็มแรง

มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาขมวดคิ้ว   แล้วฉากตัวหลบออกด้านข้างอย่างว่องไว   ซ่งชิงหยางทุ่มเทแรงสุดตัวจึงสูญเสียการทรงตัว     ณ  เวลานั้น, สองมือของนางผลักออกไปในอากาศอันว่างเปล่า   ตกบันไดกลิ้งลงมาหมอบพังพาบอยู่ที่พื้นบันได

“ว้าย!    เสียงหวี้ดร้องดังลั่นทะลุขึ้นฟ้าแหวกอากาศดังไปถึงไหนต่อไหน   พวกผู้คุ้มกันที่ทำหน้าที่อารักขาประตูหน้าของจวนถึงกับตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก   ได้แต่มองดูร่างของซ่งชิงหยางที่นอนพังพาบอยู่ที่พื้นดินแข็งข้างล่าง   เสื้อผ้าฉีดขาดเปรอะเปื้อน   ผมเผ้าหลุดลุ่ย กำลังจับแขนเสื้อตรวจดูรอยฟกช้ำดำเขียวที่เกิดขึ้นด้วยอาการตื่นตกใจ

ได้รับบาดเจ็บหนัก,   ซ่งชิงหยางไร้เรี่ยวแรงที่จะทรงกายลุกขึ้นยืน   นางแทบขยับตัวท่อนบนไม่ได้   จ้องสายตาอาฆาตไปยังมู่หรงเสวี่ย   “มู่หรงเสวี่ย,  เจ้าผลักข้า....”

มู่หรงเสวี่ยโบกมือ  ขัดจังหวะซ่งชิงหยาง    มองตรงมายังนางด้วยสายตาไม่เป็นมิตร   “คุณหนูซ่งชิงหยางผู้ยิ่งใหญ่   เจ้ายังกินข้าวเป็นอาหารอยู่หรือไม่   หากเป็นเช่นนั้นก็อย่าพูดจาโง่เขลาออกมา   ความเป็นจริงก็คือว่า....เจ้าไม่ระมัดระวังตกบันไดลงมาเอง   หาได้เกี่ยวกับข้าไม่   พวกผู้คุ้มกันเห็นกันชัดเจนทุกคนว่า   สาเหตุก็มาจากเจ้าคิดจะผลักข้าตกบันไดก่อน...”

ซ่งชิงหยางตากระพริบไปมาไม่หยุด   แต่คางยังเชิดสูงด้วยท่าทางหมายคิดจะข่มขู่    “ยามเฝ้าประตูของจวนสกุลมู่หรง   มันก็พวกของเจ้า   เจ้าสั่งให้พวกมันพูดอะไรก็ได้   มีหรือที่มันจะกล้าไม่เชื่อฟัง....”

คิดจะใส่ความมู่หรงเสวี่ยให้เสียชื่อเสียงหนักขึ้นไปอีก   ยังไงซ่งชิงหยางก็ไม่มีวันยอมรับว่านางพูดสาดโคลนใส่มู่หรงเสวี่ย   ต้องให้นังนี่โดนลงโทษ   จะได้สาสมใจนาง

“ก็เป็นไปได้”   มู่หรงเสวี่ยทำท่าคิดแล้วพยักหน้า   “เจ้ากับข้าก็เกลียดชังกันเห็นๆ ทั่วเมืองหลวงก็รู้กันดีอยู่   ถ้าอยู่ๆเจ้าตะโกนร้องให้คนช่วยว่าข้าผลักเจ้า   ต่อให้พิสูจน์ได้ว่าข้าบริสุทธิ์   ผู้คนทั่วไปก็คงยากที่จะเชื่อ    ผู้คุ้มกันจาง,  ข้ามาคิดๆดูเรื่องที่คุณหนูซ่งพูดมา.....ข้าว่าพวกเรามาทำคำพูดนางให้เป็นจริงดีกว่า....”

“ขอรับคุณหนู!”    ผู้คุ้มกันแซ่จางตัวใหญ่ปักหลั่น ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลของคุณหนูมู่หรงเสวี่ย   แต่คำสั่งย่อมเป็นคำสั่ง   เขาย่างสามขุมเข้าหาซ่งชิงหยาง

ชายตัวใหญ่ราวกับยักษ์   กำลังเดินต้อนนางเข้ามาเช่นนั้น,  ซ่งชิงหยางส่ายหน้าไปมา   รู้สึกคลื่นของความหวาดหวั่นทะลักเข้ามาในใจ   นางกล่าวอึกอักว่า   “มู่หรงเสวี่ย,  เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“ก็เจ้าเอาแต่แหกปากว่าข้าผลักเจ้า   ข้าก็จะเอาจริงสักครั้ง   ข้อกล่าวหาจะได้ไม่กล่าวหาลอยๆ    ไหนๆ ก็จะถูกเจ้าใส่ร้ายอยู่แล้ว!   แต่อย่างว่า,  บันไดหินสามสี่ขั้น  บวกกับแรงของผู้คุ้มกัน   เขาออกแรงเบาให้เบาแค่ไหน   ข้าว่าคงไม่เบาเท่าขนนกเป็นแน่   หากกระดูกเจ้าหักสักซี่สองซี่   ก็อย่าได้โทษข้าทีหลังก็แล้วกัน”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มอย่างสดใสไร้แรงกดดัน

ซ่งชิงหยางได้ยินถึงกับลมหายใจสะดุด  ลำคอแห้งผาก: นังมู่หรงเสวี่ยช่างชั่วร้าย   กล้าจะวางยาใส่ไคล้ตนเอง   แค่จะถูกใส่ร้ายเรื่องไม่ใหญ่โต  นางกลับคิดจะหักกระดูกของนางทำให้เป็นเรื่องจริง   นังโง่เง่า....

เห็นผู้คุ้มกันแซ่จางใกล้จะเข้ามาถึงตัวนางแล้ว   แล้วยังไม่มีชาวบ้านเดินผ่านหน้าจวนมาช่วยสักคน   นางจึงรีบตะโกนร้องว่า  “ข้านั้นตกบันไดเอง   ไม่เกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้อยเสวี่ยเอ๋อเลย”

เมื่อกี้นี้เพิ่งตะโกนโวยวายด่าว่ามู่หรงเสวี่ยว่าเป็นคนผลัก   นางมาเปลี่ยนคำพูดกระทันหันว่าตัวเองตกบันไดเอง   ฟังดูน่าขันคล้ายคนปัญญาอ่อน   แต่คิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว

มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วด้วยท่าทางขี้เล่น   พูดล้อเลียนนางว่า   “ลูกพี่ลูกน้องกลับดำเป็นขาว เปลี่ยนเรื่องได้ว่องไวจนอาจทำให้ผู้คนที่ได้ฟังคิดว่าท่านสับสน   เชื่อถือไม่ได้หรือไม่?”

“ไม่ ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก”   ซ่งชิงหยางยิ่งแตกตื่นส่ายหน้ารัวๆ   แล้วรีบตะโกนออกไปอีกครั้งว่า   “ทุกคนได้โปรดฟังใหม่   ข้าชิงหยางสติแจ่มใสดี   สรุปได้ว่าข้าชิงหยางเดินไม่ระมัดระวังตกบันไดเอง   ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้ใดเลย!
// (โปรดขึ้นเสียงสูงตรง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้ใดเลย)//

“ผู้คุ้มกัน,  ท่านกลับไปทำหน้าที่ของท่านต่อ   ปล่อยลูกพี่ลูกน้องชิงหยางได้!”    มู่หรงพยักหน้าพึงพอใจ   ร่างบอบบางของนางหมุนตัวเดินเข้าจวนสกุลมู่หรงไป   ซ่งชิงหยางก็แค่ต้นหอมผักประดับจานแค่นั้น   นางขี้เกียจจะต่อปากต่อคำด้วย   นางต้องเก็บพลังงานไว้ต่อกรกับนางจิ้งจอกเฒ่าในจวนมู่หรงต่างหาก!


มองตามหลังของมู่หรงเสวี่ยที่จากไปด้วยสายตาอาฆาตแค้น  ซ่งชิงหยางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันออกมาสามพยางค์   “มู่-หรง-เสวี่ย! 

.......................................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น