วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 39 กระอักโลหิต (ตอนดิบ)

แสงอาทิตย์ส่องแสงอบอุ่นเป็นลำทะลุผ่านพุ่มใบของไม้ใหญ่มายังทางเดินโรยกรวด    มู่หรงเสวี่ยนอนอาบลำแสงสีทองอย่างสบายอารมณ์    นางกำลังจิบสุราชิงฮัวที่ได้รับมาอย่างช้าๆ

“มู่หรงเสวี่ย!”    เสียงคุ้นๆดังราวกับฟ้าผ่านำมาก่อน    มู่หรงเสวี่ยหันไปมองเห็นชายกลางคนอายุอานามประมาณ 30 กว่าๆ ท่าทางเดือดดาลเดินติดตามมากันกับตู้ฮูหยิน    สองคนนำลิ่วมาพร้อมกับขบวนสาวใช้   บ่าวไพร่อีกนับโหล

นางจำชายกลางคนผู้นี้ได้   เขาเป็นบิดาของตู้เฉิงเจียง,  หลานชายคนโปรดของตู้ฮูหยิน  นามว่าตู้อี,  ข้าราชการระดับสี่

มู่หรงเสวี่ยลอบเบ้ปาก   เร็วกว่าใจไวกว่าแสง   เหมือนกับว่าทันทีที่นางเหยียบเท้าเข้าประตูหน้าจวน   ก็มีหนอนกระดื้บตัวรีบไปบอกกล่าวให้ตู้ฮูหยินได้รับทราบ   หูตาช่างมากมายไม่ผิดกับสับปะรด    “ท่านย่า,  ท่านตู้,  พวกท่านเล่นแห่มาคับคั่งแทบจะทั้งตระกูลตู้ ยกกันมาหาเรื่องข้าหรืออย่างไร?”

“มู่หรงเสวี่ย,  เจ้าหยุดเฉไฉได้แล้ว   เรื่องของเรื่องก็คือเฉิงเจียงถูกเจ้าทำร้ายสาหัสใช่ไหม?  น้ำเสียงโมโหของตู้ฮูหยินตวาดดังขึ้น

มู่หรงเสวี่ยแสยะยิ้ม   แล้วขยับเข้ามาใกล้ตู้ฮูหยิน   พอนางกระทำการเช่นนั้น   ก็มีบรรดาบ่าวไพร่หลายคนก้าวขึ้นมาทำท่าขวางทางนางไว้    “ก็ใช่ ก็เขาคิดเข้ามาลวนลามข้า   ข้าก็เลยสั่งสอนเขาไปหน่อย...”

“โกหก...เหลวไหล   เฉินเจียงเป็นลูกพี่ลูกน้อง  ญาติของเจ้า   เขาจะไปใฝ่ฝันถึงเจ้าได้เช่นไร!”    ตู้ฮูหยินเหน็บแนมนาง   ไม่คิดจะฟังเหตุผลข้างนางสักนิด

“ตู้เฉิงเจียงที่ท่านเลี้ยงดูมาเติบใหญ่กลายเป็นแมงกะจั้วบินได้แล้ว ท่านยังตกข่าวไม่รู้เรื่องอีก ดูจากลีลาเกี้ยวพาของเขาแล้วน่าจะวอแวสตรีมามิใช่น้อย”    มู่หรงเสวี่ยยิ้มหวาน   ดวงตาเปล่งประกายขบขัน

ตู้ฮูหยินอึ้ง   มองพิจารณามู่หรงเสวี่ย   นางเห็นเส้นผมลื่นดำดั่งน้ำหมึกของดรุณีน้อย   โครงใบหน้านั้นอ่อนหวานสวยซึ้ง   ผิวพรรณอิ่มน้ำเต่งตึงราวกับจะปริ   หากจะกล่าวแบบไม่ลำเอียงก็คือ   มู่หรงเสวี่ยเป็นสาวน้อยที่กำลังจะกลายเป็นสาวงามอันดับหนึ่งไม่แพ้ผู้เป็นมารดาหรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ   มากเพียงพอที่จะทำให้ทุกบุรุษแม้แต่ตู้เฉิงเจียงหลานของนางเกิดอารมณ์พิศวาสได้โดยง่าย    “ต่อให้เฉิงเจียงเกี้ยวเจ้าจริงๆ   เจ้าสามารถสั่งสอนเขาเบาะๆก็ได้   ทำไมลงมือหนักหน่วงเช่นนั้น    นี่เจ้ารู้หรือไม่ว่า   เจ้าเตะถูกตรงนั้น.....”?

“ท่านย่าอย่าได้กังวลไป   ก็อย่างที่ข้าบอกถึงข้าแตะโดนกล่องดวงใจเขาจริง   แต่ข้าก็แค่เพียงสะกิดเบาๆ ตั้งใจว่าแค่อยากจะให้เขาจดจำได้ไม่มีวันลืมเท่านั้น จะได้ไม่เสียมารยาทกับลูกพี่ลูกน้องตนเองอีก”    ตู้เฉิงเจียงเป็นหลานชายสุดสวาทของตู้ฮูหยิน   หากเตะเขาจนพิการใช้ไม่ได้ขึ้นมา   ทางบ้านสกุลตู้คงไม่ยินยอม   มู่หรงเสวี่ยมิได้กลัวบ้านสกุลตู้   แต่นางในตอนนี้ยังไม่มีอะไรในมือ   ขาดทั้งบิดามารดาที่จะให้การปกป้อง   ทั้งตู้ฮูหยินก็จ้องจะเล่นงานนางหาเรื่องนาง   พร้อมจะบั่นคอนางทุกเมื่อ   ทางที่ดีก็อย่าให้พวกเขาหาเรื่องนางได้ดีกว่า

มองดูกิริยาเปิดเผย   มิได้อนาทรทุกข์ร้อนใจของมู่หรงเสวี่ย,  ตู้ฮูหยินทำสีหน้าไม่พอใจปนรังเกียจพร้อมกับกล่าวคำพูดเหน็บแนมออกมาว่า    “ทำตัวเป็นอันธพาลทำร้ายผู้คนจนสาหัส  ยังไม่สำนึกผิด   ไม่คุกเข่าแสดงการขอขมา   แล้วยังมาลอยหน้าพูดแถน้ำขุ่นๆ    เป็นสตรีไร้การศึกษา   ขาดการอบรม ....”

“หุบปาก,  ข้าสตรีไร้การศึกษา   ท่านพ่นมา....ข้าก็ไม่เข้าใจหรอก”   มู่หรงเสวี่ยขัดคำพูดหญิงชรา   มองกลับไปที่ฮูหยินเฒ่าด้วยสายตาเย็นชา   “แต่ถ้าจะเทียบข้ากับตู้เฉิงเจียง   ท่านไม่เคยได้ยินดอกหรือว่า   “บุตรเลวทรามเพราะบิดามารดาไม่สั่งสอน”    ตู้เฉิงเจียงเป็นเช่นนี้....ใช่เพราะบิดามารดาไม่สั่งสอนหรือไม่?   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ท่านน่าจะดีใจนะว่า สตรีที่เขาเกี้ยวพาแล้วถูกกระทืบเป็นข้า,  ไม่ใช่องค์หญิงเชื้อพระวงศ์จากไหน  มิฉะนั้น   เขาคงถูกตอนเป็นขันที   แล้วทิ้งซากที่เหลือให้นอนหายใจผะแผ่วแห้งตายอยู่ในคุกหลวง....”

ตู้ฮูหยินตวาดด้วยรับไม่ได้    “เจ้า!

“เป็นความบกพร่องของท่าน,   ไม่สามารถอบรมสั่งสอนลูกหลานตัวเองได้   พอเขาถูกผู้อื่นสั่งสอนเข้าหน่อย   ท่านกลับรับไม่ได้   มาพาลหาเรื่องผู้เสียหายเช่นข้า....”    มู่หรงเสวี่ยจงใจจบประโยคเช่นนั้น  มองจ้องตู้ฮูหยินด้วยสายตากล่าวหาขึ้นๆลงๆ   แล้วสะบัดหน้าด้วยอาการไม่อยากมองต่อ

“ดี!   (เวลาอ่านโปรดย่นหน้า แค่นเสียงหนักๆ เพราะเป็นคำประชด ไม่ได้ชม  ประโยคถัดจากนี้ไปกัดฟันอ่านไปด้วย จะได้อรรถรสยิ่งขึ้น)   เสียงหนักๆของตู้อีดังขึ้น   ใบหน้ามีรอยยิ้ม  ยิ้มนั้นมีเพียงหน้าแต่ไปไม่ถึงดวงตา   ดวงตากลับมีแต่ความโกรธแค้นเอ่อคั่งอยู่เต็มไปหมด “เจ้ามันฝีปากดี   แถเก่งไม่มีใครเกิน   กลับผิดเป็นถูก   พลิกดำเป็นขาว  หาได้ยาก  หาได้ยาก....”

“ข้าแค่บอกเล่าเรื่องจริงเท่านั้น   ความจริงที่ๆสีขาวและดำอยู่ในที่ๆควรอยู่”    มู่หรงเสวี่ยทำสายตาไร้เดียงสามองมายังตู้อี   “คนอย่างท่านตู้ไม่ฟังคำข้าก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร  เสียดายแท้,   ที่ความจริงที่แท้ต้องคนที่มีจิตใจเปิดกว้างเท่านั้นที่จะได้ยิน    ต่อไปเห็นทีจะมีคนจริงจิตใจเป็นธรรมเป็นส่วนน้อย   ผู้คนส่วนใหญ่คงจะเต็มไปด้วยผู้ไร้คุณธรรม   หาหลักการมิได้!

สีหน้าตู้อีแข็งค้าง   นางด่าเขาว่าเป็นพวกจิตใจคับแคบใช่หรือไม่    “มู่หรงเสวี่ย,  ข้ามีศักดิ์เป็นลุงเจ้า,  เป็นผู้อาวุโส  ใครสั่งใครสอนให้เจ้าไม่รู้จักผู้ใหญ่เถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้กัน?  ให้ความเอาใจใส่เจ้าจนเจ้าโตมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร?“ 

“ให้ความเอาใจใส่?”    มู่หรงเสวี่ยตวัดสายตาไปจ้องตู้อีเต็มๆตา   หัวคิ้วเลิกสูงขึ้น   ทำท่าขบขัน   “ท่านตู้,  ด้วยความเคารพ,  ท่านไม่ต้องมาเอาใจใส่ข้า   ข้าจะถือว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่ง”

“เจ้า....”    ตู้อีมองมู่หรงเสวี่ยตาโปน   ในทรวงอกรู้สึกจุกพูดไม่ออก   คอหอยพลันรู้สึกถึงน้ำลายเหนียวๆแห้งๆ    อึกอักอยู่อย่างนั้นจนอ้าปากกระอักเลือดมากองหนึ่ง

“อาอี, เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?   เร็วๆ เด็กๆมาช่วยกันพยุง...”   ตู้ฮูหยินตกอกตกใจเสียงดัง เหล่าสาวใช้รีบเข้ามายังสองด้านซ้ายขวา   ช่วยกันซับเลือด   แล้วประคองตัวประคองแขน ข้าแขนซ้าย  เจ้าขาขวา  แล้วยกขึ้นพร้อมๆกัน   บังเกิดภาพเหตุการณ์สับสบอลหม่านย่อมๆขึ้นทันที

มู่หรงเสวี่ยยืนดูอยู่นอกวง   มองที่ใบหน้าซีดเผือดของตู้อี   กำลังได้สติค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น เพียงขยับจะพูดคำสักสองสามคำ   เขาก็กระอักเลือดออกมาอีกรอบ   ท่าทางปวกเปียกเช่นนั้นไม่รู้ไต่เต้ามาถึงตำแหน่งขุนนางระดับสี่ได้เช่นไร

“เช่นนี้แล้ว  ท่านย่า  ท่านตู้  พวกท่านก็ค่อยๆใช้เวลาตามสบายเถอะ   ส่วนข้าต้องขอตัว!”  มู่หรงเสวี่ยพูดทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตแล้วก็หันตัวกลับเข้าไปทางเรือนของนาง   ตู้อีกระอักเลือดหลายระลอกยังไม่แล้วเสร็จ   เห็นท่าตู้ฮูหยินต้องใช้เวลาดูแลเขาอีกนาน   คงไม่มีเวลาจะสะสางกันต่อ

เลี้ยวตรงมุมตึกมายังหน้าเรือนพำนักของนาง   มู่หรงเสวี่ยส่งเสียงสั่งมาก่อนว่า   “หงชิว, เจ้ามาช่วยข้าถือพิณเจ็ดสายตัวนี้หน่อย   ส่วนอันเซียงเจ้าเข้าครัว   เตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง....”

ตั้งแต่เที่ยงมา,  นางมัวแต่ยุ่งเกี่ยวกับภารกิจปราบปีศาจทั้งหลาย   ยังไม่มีอาหารกลางวันตกถึงท้องเลย   มีแค่จิบน้ำชากินขนมทานเล่นไม่กี่ชิ้นแค่นั้น!

“เสวี่ยเอ๋อเสวี่ยเอ๋อ.....”    เสียงใครดังมาเข้าหู,  ทันใดนั้น,  มู่หรงเยว่ก็วิ่งพรวดเข้ามาถึงตัวนาง    สารรูปของเขาค่อนข้างเละเทะ   เสื้อผ้ายับย่นยุ่งเหยิง   ดวงตาดำสนิทแต่ในตาขาวกลับแดงก่ำ   ใต้เปลือกตายังเป็นรอยบวมคล้ำอย่างชัดเจน

พอเห็นมู่หรงเสวี่ย,  ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย   วิ่งเข้ามาหานางแล้วจับนางดูบนดูล่าง หมุนซ้ายหมุนขวาจนพอใจแล้วว่านางมิได้บาดเจ็บตรงไหน   เขาก็ถอนหายใจโล่งอกอย่างยาว   น้ำเสียงค่อยแช่มชื่นขึ้น   “เจ้ายังอยู่ดี   ครบสามสิบสอง   ดีจริงๆๆ!

มู่หรงเสวี่ยยิ้มแหะๆ   นางนอนหลับยาวด้วยฤทธิ์ปทุมาโลกันต์   จึงไม่มีเวลานัดแนะกับมู่หรงเยว่ก่อน   “นี่พี่ไม่ได้หลับเลยทั้งคืนหรือ”

“เจ้าหายไป   ไหนเลยข้าจะหลับลง.....”    มู่หรงเยว่ทำไม้ทำมือ   แล้วจู่ๆเหมือนเขานึกอะไรขึ้นมาได้   จึงลดเสียงลงแล้วพูดว่า   “เสวี่ยเอ๋อ,  เมื่อคืนเจ้าไม่ได้กินปทุมาโลกันต์ใช่ไหม?”

มู่หรงเสวี่ยพยักหน้ารับ   “กินซิ”    ไม่กิน,  นางก็คงตายไปเพราะพิษเย็นแล้ว!

“แล้วไฉนเจ้าถึงได้กลับมาแต่เช้า”   มู่หรงเยว่ทำหน้าแปลกใจ   “ปกติเมื่อก่อน,  เจ้าต้องหลับพักผ่อนรวดเดียวสองวันอย่างน้อย....”

มู่หรงเสวี่ยลังเลใจ  ระหว่างที่สู้กับยา  ถึงได้สติก็ไม่ได้ใส่ใจดูเวลาเท่าไร  หรือว่านางจะหลับน้อยกว่าที่เคยไปจริงๆ

เมื่อคืนวาน นางกินปทุมาโลกันต์ไปเมื่อยามจื่อ (ห้าทุ่ม-ตีหนึ่ง)  ตื่นตอนเช้าเมื่อยามเฉิน (7โมง-9โมง) นอนไปแค่หนึ่งหรือสองชั่วยาม  เป็นไปได้อย่างไร?


สายตาเห็นสีม่วงของเสื้อคลุมสะบัดพลิ้ว   มู่หรงเสวี่ยพลันตื่นตัว   มองตรงไปเห็นชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มผู้เดิม   สายตาพลันบังเกิดแววเย็นชา   “เย่วอี้เฉิน, ท่านมีธุระอะไร?”

..........................................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น