วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 4 การเล่นแผลงๆของหนุ่มเสเพลมือเติบ

“ที่นี่กับจวนตระกูลมู่หรงห่างกันตั้งไกล    กว่าเจ้าจะให้บ่าวนำเงินกลับมา    เสียเวลาชักช้าไม่ต้องกัดหมากันพอดี”    ซูเถียหนานพูดด้วยเสียงเอื่อยเฉื่อย

มู่หรงเยว่เสียงเขียวตอบกลับไปว่า   “เงินของท่านเสี่ยวเยว่ผู้นี้หมดแล้วเฟ้ย   ทั้งเจ้ามือและเจ้าของหมามิยอมให้แปะโป้งเงินไว้ก่อน    ถ้าไม่กลับไปเอาเงินมาแล้วจะแข่งกับเจ้าต่อได้ยังไง?”

“เจ้าก็ใช้สาวน้อยของเจ้าที่อยู่ข้างหลังมาวางเดิมพันกันซิ!”    ซูเถียหนานมองโลมเลียไปทางด้านหลังของมู่หรงเยว่แล้วหัวเราะหื่นๆ

สาวงาม??     สาวน้อยคนงามที่ไหน?

มู่หรงเยว่ที่ไม่รู้เรื่องราว    หันขวับกลับมามองด้านหลังเห็นมู่หรงเสวี่ยยืนห่างออกไปประมาณสองก้าว    สีหน้าของเขาก็พลันซีดเผือด    ทั้งยังประหลาดใจจนต้องเอ่ยปากถามออกไปว่า    “น้องสาว...ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ได้?”

น้องสาว!    ซูเถียหนานเกิดความลังเลใจขึ้นมา    ตอนแรกที่เขาเห็นนางคาดว่านางเป็นคนรักของมู่หรงเยว่    มิคาดว่านางกลับเป็นพี่น้องฝาแฝดของมู่หรงเยว่    สตรีที่องค์ชายจิงหมั้นหมายด้วย

ข่าวลือที่ว่าสุขภาพของนางไม่ค่อยจะดี    ร่างกายบอบบาง    เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนส่วนตัว     ออกมาปรากฏโฉมพบปะผู้คนน้อยมาก    คาดไม่ถึงว่านางจะเป็นหญิงงามหาตัวจับยากเช่นนี้

“เผอิญข้าผ่านมาทางนี้    เห็นว่าพี่อยู่ที่นี่ก็เลยเข้ามาพบสักหน่อย”

เสียงใสกังวานหวานของมู่หรงเสวี่ยที่ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทของซูเถียหนานชวนให้จิตใจเคลิบเคลิ้ม    พี่ชายของเขาซูเทียนโยว่รับใช้ข้างกายองค์ชายจิง    ฟังจากที่เขาว่ามา-องค์ชายจิงก็ไม่ได้รักใคร่ใยดีในตัวคู่หมั้นเลยแม้แต่น้อย     แถมยังทอดทิ้งนางให้ค้างเติ่งอยู่ในเรือนส่วนตัวอยู่เช่นนั้น    หากเขารังแกนางให้ต้องอับอายเสียชื่อเสียงสักหน่อย    ก็อาจเป็นข้ออ้างให้องค์ชายจิงลดฐานะนางเป็นเพียงชายารองได้!    ถึงเวลานั้นองค์ชายจิงคงเบิกบานจนต้องตกรางวัลให้กับเขาเป็นแน่!

ทั้งได้หาเศษหาเลยกับหญิงสาวแถมยังทำให้องค์ชายจิงพอใจเท่ากับยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว!

ดวงตาของซูเถียหนานส่องประกายวาบ เขาใช้สายตากวาดขึ้นลงตามเรือนร่างของมู่
หรงเสวี่ยอย่างหยาบช้า    รูปร่างของนางสะโอดสะอง งดงามไม่น้อย    ผิวกายดูเนียนละเอียดสัมผัสน่าจะลื่นมือและมีกลิ่นหอมชวนสูดดม   เขาเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงแหบพล่าว่า   “มู่หรงเยว่, ไม่ต้องอ้างว่าเป็นพี่น้องเลย    สิ่งที่ข้าอยากจะรู้ก็คือ    จะนำนางมาเดิมพันกันหรือไม่....”

“ซูเถียหนาน,  เจ้าปากสุนัข....น้องสาวของท่านเสี่ยวเยว่ผู้นี้หาใช่วัตถุสิ่งของจะนำมาใช้เดิมพันได้”     มู่หรงเยว่สะบัดหน้าด่ากลับ

ซูเถียหนานทำหน้าตาไม่สบอารมณ์    “พี่สาวน้องสาวแล้วเป็นอย่างไร เจ้าขี้แพ้   กลับบ้านไปดูดนมนอนเปลต่อซะไป้    เอาอย่างนี้เป็นไง......นำนางมาแลกเปลี่ยนกับเงินสักสองสามพันตำลึง    แล้วก็เอาเงินไปเลือกสุนัขดีๆสักตัวแล้วมาแข่งกันอีกสักรอบ? ระหว่างนั้นก็ให้บ่าวเจ้ากลับไปเอาเงินมาไถ่ตัวนางกลับไปก็ได้.....”

“ข้าไม่หน้ามืดตามัวเล่นแข่งสุนัขจนเอาเกียรติน้องสาวของข้าไปทำเสียหายหรอก”      มู่หรงเยว่โกรธ    หากบุตรีอันทรงเกียรติของจวนสกุลมู่หรงถูกนำมาวางเดิมพันต่างข้าวของที่บ่อนกัดหมา    รู้ถึงไหนอายถึงนั่น   น้องสาวของเขาคงไม่สามารถเงยหน้าขึ้นดูผู้คนตลอดไปในชาตินี้

“ทำเป็นพูดถึงเกียรติยศท่าโน้นท่านี้ ข้าดูก็รู้ว่าเจ้าน่ะกลัวแพ้”    ซูเถียหนานยังพูดยุยงมู่หรงเยว่ต่อไป    ดวงตานั้นแพรวพราวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม    “สายตาคาดคะเนของเจ้ามันไม่ได้เรื่อง   เลือกหมามาร้อยตัวก็ไม่มีทางเอาชนะข้าได้    คงกลัวจะเสียหน้าแถมเสียน้องสาว.....”

“ซูเถียหนาน, เจ้าหุบปากของเจ้าซะ!”    มู่หรงเยว่ตวาด    แผ่นอกเขาสะท้อนขึ้นลงอย่างโกรธจัด    เขาตั้งท่าจะกระโจนพรวดเข้าใส่ซูเถียหนานหมายผลักให้ล้มกลิ้งกระแทกพื้นดิน

มู่หรงเสวี่ยฉุดรั้งมือของเขาไว้    นางก้าวเท้าขึ้นหน้ามาสองสามก้าวแล้วหยุดมองไปที่ซูเถียหนานด้วยสายตาเย็นชา    “พี่ชายของข้าโชคไม่ดีวันนี้    เจ้าไม่ควรจะท้าทายเขา   หากเจ้าอยากพนันกัดหมานัก,  เจ้ามาเล่นกับข้าดีกว่า”

แม้ว่ามู่หรงเยว่จะไม่ค่อยเอาถ่านสักเท่าไร    แต่เขาก็มีใจต้องการปกป้องนาง    นางไม่อาจนั่งเฉยๆ     ไม่ทำอะไรขณะที่ต้องดูมู่หรงเยว่ถูกดูหมิ่นเช่นนั้น

ซูเถียหนานมีท่าทีประหลาดใจ    “เจ้าพูดว่าเจ้าจะเล่นกัดหมา?”     มู่หรงเสวี่ยผู้ที่เป็นคุณหนูอยู่แต่ในห้องหอ    อย่าว่าแต่ชนไก่หรือกัดปลาเลย    แค่ขี่ม้าตีบอล**นางก็ยังไม่เคยชมดูสักครั้ง    กลับพูดออกมาว่านางจะแข่งกัดหมา    หูของเขาฝาดไปหรือไรกันแน่?

**ขี่ม้าตีบอล (กีฬาคริกเกต กีฬาของชนชั้นสูง)


“เจ้ากล้าหรือไม่เล่า?”    มู่หรงเสวี่ยถามเสียงเย็น

“ข้าย่อมกล้าอยู่แล้ว”    ซูเถียหนานมองจ้องนางนิ่งเพื่อให้แน่ใจว่านางไม่ได้พูดเล่น    ว่านางต้องการแข่งพนันสุนัขจริงๆ     ริมฝีปากของเขาโค้งเป็นรอยยิ้ม    ถ้านางไม่เป็นลมล้มตึงกับฉากนองเลือดซะก่อน    เขาก็ย่อมไม่มีปัญหา  “เจ้าต้องจ่ายเงินค่าตัวหมา 500 ตำลึง......แล้วเจ้าคิดจะเดิมพันสักเท่าไร?”

“พนันคราวนี้ไม่ใช้เงิน....แต่ใช้นิ้วมือ!”    คำตอบของมู่หรงเสวี่ยทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับสั่นยะเยือก    ซูเถียหนานที่กำลังควักตั๋วเงินออกมา    มองไปที่นางอย่างตื่นตะลึง    “เจ้าหมายความว่า....ใครแพ้ต้องตัดนิ้วมือหนึ่งนิ้ว”

“ถูกต้อง”   มู่หรงเสวี่ยพยักหน้า   “เจ้ากล้าเล่นหรือไม่?”

“...แน่นอน ข้ารับคำท้า!”     ซูเถียหนานเชิดคางอย่างยะโส    สายตาหยาบโลนมองกวาดไปทั่วร่างของมู่หรงเสวี่ย    เขาใช้สายตาหื่นกระหายมองแทะเล็มหญิงสาวอย่างเปิดเผย    “คนอย่างข้านะรู้วิธีทำให้สตรีพึงพอใจ    หากเจ้าแพ้พนันให้ข้า    ข้าไม่เอานิ้วมือของเจ้าหรอก    เพียงแค่เจ้ากับข้ามาเล่นจ้ำจี้หลังกระแทกฝาหน้ากระแทกฟูกด้วยกันสักคืน...”

“เพี๊ยะ”    เสียงฝ่ามือตบกระทบใบหน้าของซูเถียหนานอย่างรุนแรง    คำพูดที่กำลังจะกล่าวขาดหายไป    ในขณะที่ใบหน้าก็ขึ้นเป็นรอยนิ้วมือห้านิ้วอย่างชัดเจน    ใบหน้าซีกนั้นกำลังบวมช้ำแดงจัด

“มู่หรงเสวี่ย   เจ้าบังอาจตบข้า!”    ซูเถียหนานโมโห    ถุยน้ำลายปนเลือดปี้ดลงพื้น หยดเลือดยังไหลเปรอะอยู่ที่มุมปาก    เขาโถมตัวเข้าหามู่หรงเสวี่ยด้วยความโกรธจัด

ต้องสั่งสอนนังนี่?    สามหาวอะไรเช่นนี้!

มู่หรงเสวี่ยยิ้มเย็นในขณะที่ตวัดเท้าเตะเข้าใส่ซูเถียหนาน

ซูเถียหนานไม่ทันระวัง   ถูกเตะเข้าที่หน้าท้อง   ล้มคว่ำไม่เป็นท่าลงที่พื้น   เขานอนกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวด   ตัวงอขดเป็นวงกลม   สองมือกุมที่ท้อง   มองจ้องอย่างเครียดแค้นมาที่มู่หรงเสวี่ย

“หากเจ้ายอมรับในกติกาตัดนิ้วแทนเงิน    ก็แค่พยักหน้า    หากไม่เล่นก็ส่ายหัว   ไม่จำเป็นต้องพูดจาทุเรศให้เสียเวลาข้า?"    มู่หรงเสวี่ยมองอย่างเหยียดหยามมาที่เขา

ซูเถียหนานสำลักกระอักกระไอ   ไม่เคยพบเคยเห็นสตรีที่กล้าท้าพนันกับเขา   เตะเขา ดูถูกเขา   ทำให้เขาอับอายขายหน้า   แถมยังพูดจาใหญ่โตใส่เขา   หากนางต้องการรนหาที่ตายนัก.. ย่อมได้เขาจะสนองนางเอง!

คิดหาวิธีเอาคืนแล้วซูเถียหนานก็ลุกขึ้นยืน   รีบขยับเข้าไปหน้ากรงสุนัขอย่างเร่งร้อน   ชี้ไปที่กรงแล้วพูดว่า   “ข้าอยากได้นี่...นี่...นี่...นี่....นี่    เข็นกรงออกไปให้ข้าทางโน้น....”

มู่หรงเยว่จ้องมองมู่หรงเสวี่ยด้วยความรู้สึกสับสน   หากเขาจำไม่ผิด   น้องสาวของเขาเป็นคุณหนูนิสัยแสนจะอ่อนโยนเรียบร้อย   มาตอนนี้ตัวนางบอกว่าจะลงเล่นกัดหมา เขาก็ตกใจจนอึ้งคิดอะไรไม่ออก   หนำซ้ำนางยังพูดคุยถึงกติกาการแข่งกับซูเถียหนานโดยลำพังจนเสร็จสิ้นด้วยตัวนางเอง    คิดจะห้ามก็ไม่ทันซะแล้ว   หัวใจเขารู้สึกสลดใจโดยแท้-น้องสาวต้องมาออกหน้าพนันให้เพราะเขาเป็นพี่ชายที่ไม่เอาไหนไม่ดูแลนางให้ดี    เขาตั้งใจไว้แล้วว่า.....ถ้าหากนางแพ้พนันขึ้นมา   เขานี่แหล่ะจะเฉือนนิ้วใช้หนี้พนันแทนน้องสาวเอง   นิ้วทั้งสิบของเขาที่ไม่เคยพรากจากกันมาก่อนตลอด 14ปี    เขาคนนี้จะยอมตัดให้กุดถึงแม้ว่าจะต้องอาลัยอาวรณ์พวกนิ้วอยู่บ้างก็เถอะ.......

สองตามองไปยังซูเถียหนานที่กำลังซื้อสุนัขตัวที่ 4 หรือ 5อยู่ ก็ตวาดออกไปว่า    “ซู
เถียหนาน,  นี่เจ้า...เจ้าพนันแข่งกับน้องสาวของข้าแค่ตาเดียว   ทำไมเหมาซื้อสุนัขไปตั้งหลายตัว   ไม่เลือกเพียงหนึ่งตัวเล่า?”

ซูเถียหนานชำเลืองมาที่เขา   “ข้าอยากจะทำแล้วจะทำไม   ธุระกงการอะไรของเจ้า?”

มู่หรงเยว่เสียงเข้ม   “เจ้าเลือกเอาแต่สุนัขหน่วยก้านดีๆ  แข็งแรงไปจนหมด   เหลือแต่หมาป่วยหมาง่อยไว้ให้น้องสาวข้าเลือก   เจ้าแกล้งนางให้แพ้นี่....”

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?”    ซูเถียหนานไม่ละอายใจที่จะกล่าว    “หากนางแน่จริงถึงจะเป็นหมาแบบไหนก็ต้องเอาชนะข้าได้ซิ หืมม์?”

“เจ้า....”    มู่หรงเยว่จ้องตาซูเถียหนานด้วยความโกรธแค้นแทบจะพ่นไฟออกมา    “ไอ้สารเลวหน้าตัวเมียเอ้ย....”

ซูเถียหนานแค่นเสียงแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา   ใช้น้ำเสียงขัดรูหูพูดขึ้นว่า    “เสียเวลาช้าไปช้ามา  พวกเจ้าจะเล่นหรือไม่เล่น   หากไม่เล่น..ข้าจะได้กลับบ้านสักที”

ก็แค่....ลูกไม้ขี้โกงเก่าๆ    มิได้ครณามือมู่หรงเสวี่ยเท่าไรหรอก

มู่หรงเสวี่ยหัวเราะเสียงเย็นออกมาแล้วค่อยๆย่างเท้าออกไป   สายตาพิจารณาของนางผ่านกรงสุนัขไปกรงแล้วกรงเล่าจนมาหยุดอยู่ที่กรงลึกในสุด.......


.................................
จบบทที่ 4

2 ความคิดเห็น: