งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 40 นัดบอด (ยังดิบ)

เย่วอี้เฉินไม่พูดไม่จา   เขายืนนิ่งอยู่ในลานหน้าเรือน   ดวงตาจับจ้องแน่วแน่มายังมู่หรงเสวี่ย เขาเห็นใบหน้าเล็กอ่อนเยาว์ของเขามีสีหน้าสดใส   กระปรี้กระเปร่า   ริมฝีปากน้อยนั้นก็มิได้มีสีเขียวแต่กลับเป็นสีดอกอิงเถาแดงสด   ลำคอระหงบอบบาง   ไม่มีอาการสั่นเทา   ในมือน้อยขาวผ่องนั้นยังหอบหิ้วขวดเหล้า   แขนเสื้อสีน้ำเงินลื่นไถลลงมาจากข้อมือเผยให้เห็นผิวเนียนดั่งหยกขาว ที่ตรงนั้นมีจุดสีแดงชาด (จุดพรหมจรรย์) ประทับอยู่

นางยังผุดผ่อง....ไม่ได้มีอะไรเกินเลยกับโอวหยางเส่าเฉิน!

เย่วอี้เฉินลอบโล่งอก   ท่าทีก็ผ่อนคลายลง  เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า   “เจ้าเป็นคู่หมายของข้า,  จดจำฐานะของตัวเองให้ชัดเจน   อย่าเที่ยวให้บุรุษมาแตะเนื้อตัอง....”

“องค์ชายจิง,  ข้ายกเลิกพันธะหมั้นหมายไปแล้ว   ทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันทั่ว,  คู่หมายของท่านตอนนี้คือองค์หญิงโม่เป่ยโน่น   อย่าได้ยัดเยียดฐานะจอมปลอมแบบนั้นมาให้ข้าแบกอีกเลย...”    มู่หรงเสวี่ยขัดคำพูดเขาเสียงเย็น   นัยน์ตาเปล่งประกายวาบด้วยท่าทีรังเกียจ

ใบหน้าของเย่วอี้เฉินดำคล้ำด้วยชักจะมีโทสะ   ตาดุจับจ้องไปที่นาง   พูดเน้นชัดทีละคำว่า “พวกเรายังคงหมั้นหมายกันอยู่....”

มู่หรงเสวี่ยมิได้คล้อยตาม   “แตกต่างแค่เป็นทางการกับไม่เป็นทางการ   หากเมื่อใดท่านอ๋องกลับมา   ก็น่าจะจบ....”

“ดูเจ้าปรารถนาอย่างแรงกล้าเหลือเกินที่จะสิ้นวาสนากับข้า,  ใช่หรือไม่?”   เย่วอี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำทุ้ม   ดวงตาดำจับจ้องราวกับเสือมองเหยื่อ

“ข้าไม่ยกเลิกการหมั้น   แล้วจะให้ข้าหันกลับไปยอมเป็นชายารองของท่าน   เป็นรององค์หญิงโม่เป่ยน่ะเหรอ?”    มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วด้วยท่าทางกวนโทสะ   “ข้าบุตรีคนโตของขุนนางระดับโหวของแคว้นฉิงหยาง   ระดับข้ายังไม่ปัญญาอ่อนพอจะแต่งเข้าไปเป็นเมียรองใคร!

“ไม่แต่งให้ข้า   เจ้าก็จะไม่ได้แต่งให้ใครเหมือนกัน!”    เย่วอี้เฉินต่อตากับนาง   ทั่วทั้งสภาขุนนางต่างก็รู้ดีว่าเขาหมายมั่นจะเอาตัวนางมาเป็นชายารอง    หากใครกล้าบังอาจแต่งนางเข้าไปเป็นฮูหยินเข้าตระกูลตน   ก็คงต้องมีเรื่องขัดใจกับเขา  เย่วอี้เฉิน  ผู้ซึ่งทอดตาทั่วแผ่นดินก็คงมีไม่กี่คนที่กล้าเป็นปรปักษ์กับเขา...

“ข้ายอมขึ้นคานขายไม่ออก   ดีกว่าจะแต่งออกเรือนไปให้ท่าน!

เสียงเข้มของนางที่ดังมาเข้าหู   ทำให้เย่วอี้เฉินอมยิ้ม   นางมักจะพูดเช่นนี้เสมอ   แต่อีกไม่นานหรอก,  นางก็จะพูดไม่ออกเพราะว่าเขาจะทำให้นางต้องยอมศิโรราบ   ยินยอมแต่งเป็นชายารองให้เขา!

เขามองไปยังมู่หรงเสวี่ยอีกครั้ง   สายตาปะทะถูกวัตถุที่คุ้นตา   ประกายสงสัยผุดขึ้นในดวงตา นี่มัน...มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?

มู่หรงเสวี่ยมองตามสายตาของเขา   เห็นมีผู้คุ้มกันผู้หนึ่งช่วยนางหิ้วพิณเจ็ดสายตัวนั้นไว้ในมือ   จึงยิ้มแย้มกล่าวว่า   “อย่าได้สงสัยไปเลย,  นี่ก็คือพิณเจ็ดสายอันเลื่องชื่อของคนรักของท่าน   พิณตัวนี้เพราะนางพ่ายแพ้ให้ข้า   จึงได้รับมาเป็นของเดิมพัน...”

อะไรกันนะ?   ฉินอี้หยวนพ่ายแพ้ให้มู่หรงเสวี่ยเนี่ยเรอะ?

แววตาสงสัยของเย่วอี้เฉินจ้องมองไม่วางตา   แค่เพียงครู่,  สีหน้าของเขาก็กลับเป็นปกติ   “เจ้าคงจะชอบมัน”    พูดเสียงเบาแล้วเขาก็หันหลังกลับเดินจากไป

มองตามเงาร่างของเขาที่ห่างออกไป   มู่หรงเสวี่ยอดกระพริบตาด้วยความประหลาดใจที่เขายอมล่าถอยไปง่ายๆ   ไม่เอ่ยต่อว่านางสักหน่อยหรือที่ทำให้หวานใจของเขาต้องเสียหน้าต่อหน้าสาธารณะ?

“เสวี่ยเอ๋อ แล้วเมื่อคืนเจ้าไปไหนมาทั้งคืน?”    เสียงถามนั้นทำให้มู่หรงเสวี่ยได้สติ   นางลุกลี้ลุกลนไม่ค่อยอยากจะเอ่ยตอบ   “ก็ที่ข้างนอกไง   ไม่ได้นอนพักเต็มตาเลยทั้งคืน....”

จะให้นางบอกว่าไปเยือนตำหนักของโอวหยางเส่าเฉินทั้งยังร่วมเตียงเดียวกับซื่อจื่อหนุ่ม    ไม่ได้, เรื่องนี้ให้มู่หรงเยว่รู้ไม่ได้

“เช่นนั้นเหรอ!”   มู่หรงเยว่พยักหน้า   เมื่อคืนนี้,  เขาได้ยินเสียงสู้รบที่ในป่า   พอวิ่งไปถึงที่ กลับไม่พบเจออะไรหรือใครสักคน   บ่อน้ำร้อนก็ว่างเปล่า   มู่หรงเสวี่ยก็หายไปโดยไร้ร่องรอย เขาถึงกับเกณฑ์กำลังออกค้นหา   ปรากฏว่ามีกระดาษลึกลับพุ่งมาจากความมืด   เขียนตัวหนังสือว่า   มู่หรงเสวี่ยปลอดภัยดี  อย่าได้วิตก  ให้กลับไปที่จวนรอ

เขาไม่เชื่อ   แต่ก็ไม่รู้จะไปตามหานางที่ไหน   ได้แต่นั่งรอที่จวนมู่หรงทั้งคืน   “ปทุมาโลกันต์นั่น,  ใครให้เจ้ามา?”

“ข้าพิษเย็นกำเริบ   หูตาลายไปหมด   จำหน้าเขาไม่ได้!”    มู่หรงเสวี่ยปด    ไม่ใช่ว่านางอยากจะปิดบังว่าโอวหยางเส่าเฉินเป็นผู้มีบุญคุณของนาง   แต่หากมีโอวหยางเส่าเฉินมาเพิ่มในเรื่องราว   เรื่องที่นางค้างอ้างแรมกับเขาก็คงจะแดงแหงๆ.....

“เจ้านี่ไม่ไหว!”   มู่หรงเยว่ดุมู่หรงเสวี่ยเสียงอ่อนโยน   เขากำลังคิดว่าจะขอซื้อปทุมาโลกันต์จากคนผู้นั้นอยู่พอดี

“ตอนนี้ช่วงเวลากำเริบของพิษเย็นก็ผ่านไปแล้ว   ปทุมาโลกันต์นั่น...เรายังพอมีเวลาเสาะหา แต่ตอนนี้เราต้องระวังเย่วอี้เฉินให้มาก!”    มู่หรงเสวี่ยครุ่นคิด: อยู่ๆก็มาหาถึงเรือนพำนักของนาง   พูดจาเพียงสองสามคำแล้วก็จากไปอย่างปริศนา   แต่อย่างไรก็ดี,  ฟังจากน้ำเสียงมั่นใจของเขา...คาดว่าเขายังมีหมากพิฆาตรออยู่   นางเองต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังให้มาก

“ตกลง!”   มู่หรงเย่วพยักหน้าใช้ความคิด: พวกเขาต่างก็ขอยกเลิกการหมั้นหมายไปแล้ว  แต่ทางองค์ชายจิงก็ยังตามไม่ปล่อย   น่ารำคาญเหลือเกินเขาคงต้องใช้มาตรการถาวร   ที่จะทำให้เย่วอี้เฉินรามือจากน้องสาวให้ได้!

อากาศเริ่มอบอ้าวขึ้นทุกที   อุทยานในจวนสกุลมู่หรงล้วนเบ่งบานจนถึงขีดสุด  ในสวนยามนี้ มีร่มเงาของต้นจื่อเถิงหวา (Wisteria) ต้นใหญ่ตระการตา    ดารดาษรายล้อมด้วยทุ่งบุปผาหลากสีสันและสายพันธุ์

มู่หรงเสวี่ยกำลังสำราญกับช่วงเวลาสงบสุขนี้   นางนั่งจิบสุราชิงฮัวชมทิวทัศน์งดงามอยู่ที่โต๊ะหินกลางสวน    แสงธรรมชาติสาดส่องกระทบกับโครงร่างของดรุณีน้อยก่อให้เกิดภาพเย้ายวนใจ

“เสวี่ยเอ๋อ”   เสียงเรียกอ่อนโยนพร้อมกับร่างของมู่หรงเยว่ที่ก้าวตรงเข้ามาหา   เขานั่งลง,  ยิ้มแย้มกล่าวแนะนำ   “นี่คือคุณชายกู่ห่าวอี้  บุตรชายของขุนนางกู่......คุณชายกู่,  นี่น้องสาวของข้า,  มู่หรงเสวี่ย....”

มู่หรงเสวี่ยเงยหน้ามองคุณชายกู่ห่าวอี้  ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีเขียวอมน้ำเงิน  รูปร่างสูงผอม   ใบหน้าสะอาดหมดจด   ดวงตาเจิดจ้า   ทั่วทั้งร่างมีกลิ่นอายบัณฑิตผู้มีความรู้   เขาผงกหัวยิ้มทักทายนาง   “คุณหนูมู่หรง!

“คุณชายกู่”   มู่หรงเสวี่ยก้มศีรษะทักทายกลับอย่างสุภาพ   มองกลับไปเขาด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยไมตรีจิต   นางค้อมศีรษะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า   “คุณชายกู่, โปรดรอสักครู่!

มู่หรงเสวี่ยพูดเสียงเบา   แล้วลุกขึ้นเกือบจะทันที   นางคว้าแขนของมู่หรงเยว่   ดึงให้เดินตามนางมา   ลดเสียงพูดให้ต่ำลงแล้วถามว่า   “พี่ทำอย่างนี้,  หมายความว่าอย่างไร?”

“ก็จะให้หมายความว่าอย่างไร   ก็นัดดูตัวให้เจ้าอย่างไรล่ะ”    มู่หรงเยว่ยิ้มแฉ่งยืดอกตอบ

“นัดดูตัว?”   สีหน้าของมู่หรงเสวี่ยทมึนลงสามส่วน   นางกัดฟันเค้นลมหายใจตอบไปทีละคำว่า   “...นั่น....การถอนพันธะหมั้นระหว่างข้ากับเย่วอี้เฉินยังไม่แล้วเสร็จเลย    ท่านคิดจะเอาข้าลงตลาดใหม่แล้วหรือ”

“ถอนไม่ถอน   มันติดอยู่ที่เย่วอี้เฉิน,  ไม่ใช่ที่เราสักหน่อย?    ถ้าเจ้ามีผู้ชายใหม่ที่ปรารถนาจะแต่งเจ้าเป็นฮูหยิน   เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะมาห้ามปรามอีก!”    มู่หรงเยว่ที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วบอกแก่น้องสาว

มู่หรงเสวี่ยส่ายหน้ารัวๆ   “พี่คิดง่ายเกินไป   เย่วอี้เฉินตามติดข้า   มันต้องมีเงื่อนงำซ่อนเร้นแน่   เรื่องแค่นี้เขาคงไม่รามือปล่อยข้าง่ายๆแน่”

มู่หรงเยว่ไม่เห็นด้วย:   “อะไรจะเป็นสาเหตุที่แท้ที่ทำให้เขาไล่ตื้อเจ้าก็ตาม   พอเจ้าแต่งงานเข้าหอแล้ว   เขาก็ไม่สามารถตามพัวพันได้อีก!


“ข้าบอกเจ้าให้  กู่ห่าวอี้ผู้นี้เป็นบุตรชายคนรองของขุนนางกู่   สามขวบคัดตัวอักษร   ห้าขวบร่ายฉันท์กาพย์กลอน   อายุ 17 ก็ประสบความสำเร็จเป็นบัณฑิตที่มีผลงานโด่งดัง   หล่อก็หล่อ   ทั้งยังสุภาพละมุนละไมดุจสายน้ำ    เป็นที่นิยมของบรรดาอิสตรีทั้งหลาย   ดีเพียงพอสำหรับเจ้าแน่นอน......พูดแล้วข้ายังเคลิ้มเลย”

..................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น