วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 41 เรื่องบ้านข้า..ทำไมถึงหูใครต่อใคร (ยังดิบ)

นั่งฟังที่มู่หรงเยว่ร่ายยาวมา,   มู่หรงเสวี่ยบังเกิดความอึ้งได้แต่เหลือบตาขึ้นมองบนท้องฟ้า มู่หรงเยว่,   เพียงชั่วข้ามคืน   จากเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบสี่ปีไม่เป็นโล้เป็นพาย   บัดนี้กำลังพยายามทำหน้าที่ผู้ปกครองดูแลน้องสาวและพยายามหาคู่แต่งงานดีๆให้นาง   ลำบากเขาแล้ว!


ช้อนสายตาขึ้นมองที่ใบหน้าของมู่หรงเยว่   ใบหน้าของเขาสว่างไสว   ดวงตามีความมุ่งมั่นให้กำลังใจ   “อย่างที่พี่บอกเจ้า  คุณชายกู่กับเจ้าดูเหมาะสมกันอย่างกับอะไรดี...”

“อย่า, อย่าปฎิเสธพี่เลย”    มู่หรงเยว่รีบพูดทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของนาง   “ข้าสิ้นเปลืองพลังงานไปตั้งมาก   เพื่อทุ่มเทหาสามีดีๆให้เจ้าได้ขนาดนี้....”

“แต่ข้าไม่สนใจเขาแบบนั้นนะ!”   มู่หรงเสวี่ยส่ายหน้ารัวๆ    ใบหน้าซับสีแดง

“ไม่สนใจได้อย่างไร,  ตอนนี้คนก็มาแล้ว   เจ้าดูแป้บเดียวแล้วก็พูดไม่สนใจเลยไม่ได้!”  มู่หรงเยว่ยิ้มแย้มคะยั้นคะยอ

มู่หรงเสวี่ยจ้องหน้าพี่ชายกลับ   เค้นคำพูดทีละคำอย่างชัดเจนว่า   “เขากับข้า...มันเป็นไปไม่ได้”

“เจ้าพูดคุยกับเขาก่อน   ถามไถ่ถึงที่บ้าน  ถึงบิดามารดา   ถึงสถานศึกษาที่เขาเข้าร่วม...ข้าน่ะเสียแรงไปตั้งมาก   กว่าจะเชื้อเชิญเขามาได้   นี่เจ้าเล่นยังไม่ทันพูดจา   ก็ตั้งท่าจะไล่เขากลับบ้าน   มันแลดูไม่มีมรรยาท....”

มู่หรงเยว่ทั้งผลักทั้งลากมู่หรงเสวี่ยให้มาตรงหน้าของกู่ห่าวอี้:   “เสวี่ยเอ๋อ,  เจ้ากับคุณชายกู่คุยกันไปก่อน,   ข้าจะเข้าไปสั่งในครัว   ให้นำน้ำชากับขนมกินเล่นมาให้”

พอคนพูดจบ   ก็หมุนตัวเดินทิ้งห่างออกไปอย่างเร็ว

มู่หรงเสวี่ยได้แต่ถอนใจเบาๆ   ดวงตาคู่งามมองไปยังกู่ห่าวอี้:   “พี่ชายของข้าทำอะไรหุนหันพลันแล่น   ขายหน้าคุณชายกู่แล้ว   เดี๋ยวข้าจะเรียกคนให้ส่งคุณชายกลับถึงบ้านเอง!” 

สายตาของกู่ห่าวอี้บังเกิดความแปลกใจ   เพียงแวบก็จางหาย   เขายิ้มอย่างสุภาพให้นาง: “รบกวนคุณหนูมู่หรงแล้ว”

มู่หรงเยว่ยืนตัวแข็ง   มองภาพของมู่หรงเสวี่ยกับกู่ห่าวอี้ยืนเคียงคู่สนทนากัน   ณ เบื้องหน้า ในใจพลันหมดเรี่ยวแรง: เขาเพียงอยากให้มู่หรงเสวี่ยได้มีโอกาสพูดจากับกู่ห่าวอี้   ทำความรู้จักกัน  ให้นางได้มีโอกาสพบผู้คนภายนอกบ้าง

เขาสู้อุตสาหะขนาดนี้   แต่นางทำเสียเรื่องหมด....

แต่หนุ่มสาวอยู่ด้วยกันยังมิได้ผละจาก   ยังไงก็ต้องมีพูดจากันบ้างสักคำสองคำ   คราวนี้ละที่ไม่รู้จัก   ก็ต้องรู้จักกันบ้างละ

แสงอาทิตย์สีทองลูบไล้ลงมายังทางเดินโรยกรวดในสวน   สีหน้าของมู่หรงเสวี่ยดูสุขสงบ ใบหน้าเล็กอ่อนหวานยิ่งมองยิ่งมิอาจละสายตา    ท่าเดินเหินปกติของนางดูแล้วช่างแช่มช้อยมีชีวิตชีวา   มีแต่ท่วงท่าสุภาพเรียบร้อยเก็บปากเก็บคำเท่านั้นที่ดูผิดตาไปจากทุกวัน

กู่ห่าวอี้ที่จ้องมองนางอยู่   จู่ๆก็เอ่ยปากขึ้นว่า:   “ความจริงแล้ว,   ข้ามาที่จวนมู่หรงในวันนี้ เพื่อเห็นแก่ความจริงใจของนายท่านมู่หรง   แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากความตั้งใจจริงของข้าเอง ข้าชื่นชมในตัวคุณหนูมู่หรงมานานแล้ว   ข้ามาที่จวนมู่หรงนี่   ส่วนหนึ่งก็ต้องการมาพบหน้าคุณหนูมู่หรงด้วย!

ห๊ะ  ชื่นชมข้า?    มู่หรงเสวี่ยผงะมองหน้ากู่ห่าวอี้   “แต่ว่า...คุณชาย,  ข้ากับท่านเพิ่งพบหน้ากัน?”   นางล้วงหาความทรงจำของร่างเดิมนี้ให้วุ่นถึงความทรงจำของชายหนุ่มผู้นี้   ยังไงก็ไม่มี,   มู่หรงเสวี่ยรู้จักผู้ชายน้อยซะยิ่งกว่าน้อยอีก!

“ข้าได้เห็นท่าน   ที่งานเลี้ยงพระราชทานต้อนรับองค์ชายจิงที่ยกทัพชนะศึกกลับมา   ตอนนั้น,  คุณหนูมู่หรงกล่าววาจาถอดถอนพันธะกับองค์ชายจิง,  ชวนตื่นตะลึงยิ่ง!”    กู่ห่าวอี้ทวนเหตุการณ์ในความทรงจำ,  ช่วงเวลานั้นนางฉายแสงเจิดจ้า   ตระการตายิ่งกว่าลำแสงของดวงตะวันเสียอีก

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ   ยามนั้นนางกำลังโต้ตอบกับเย่วอี้เฉินและฉินอี้หยวน   ไม่ได้สนใจว่าจะมีใครให้ความสนใจนางหรือไม่   “คุณชายกู่ไม่คิดเหรอว่า   ปฎิกิริยาตอบโต้ของข้าติดจะป่าเถื่อนไปหน่อย?”

จากสายตาคนภายนอก,  นางที่ต่อปากกับเทพสงครามเย่วอี้เฉินอย่างไม่ลดละ   ต่อรองเรื่องฐานันดรของตนหลังแต่งงานด้วยตนเอง    โดยไม่ต้องอาศัยผู้หลักผู้ใหญ่ออกปากเจรจาให้ นับว่าเป็นสิ่งหาดูยากและไม่เป็นไปตามมารยาทอันดีของกุลสตรีอย่างยิ่ง!

“แล้วอย่างไรล่ะ เหตุผลก็อย่างที่ท่านกล่าว   ท่านเป็นถึงบุตรีขุนนางระดับโหว,  จะแต่งเข้าเป็นอนุได้อย่างไร,  องค์ชายจิงนับว่าขาดทุนแล้วที่ต้องสูญเสียคุณหนูมู่หรงไป....”   ดวงตาลึกซึ้งอ่อนโยนของกู่ห่าวอี้จับจ้องที่ดวงหน้าของมู่หรงเสวี่ยไม่คลาดสายตา

“คุณชายกู่ชื่นชมข้าเกินไปแล้ว!”   มู่หรงเสวี่ยแย้มยิ้มอ่อนหวาน   ใบหน้างดงามลออตาของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มลืมตัวไปชั่วขณะ   เขาหลุดคำพูดออกมาว่า   “คุณหนูมู่หรง ความจริงแล้ว...ข้า....”

ชายชุดดำสามคนอยู่ๆก็ก้าวออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้   ตรงเข้าจู่โจมกู่ห่าวอี้อย่างรุนแรง   ขัดขวางไม่ให้เขาเอ่ยวาจาได้สำเร็จ

กู่ห่าวอี้ไม่ทันระวังตัว   ซ้ำยังเป็นชายหนุ่มที่ไร้วรยุทธ์   เป็นเพียงแค่บัณฑิตธรรมดาผู้หนึ่ง   ถูกทำร้ายล้มคว่ำลงไปนอนที่พื้น   ได้แต่ปัดป้อง   ไม่มีการโต้ตอบกลับ

มู่หรงเสวี่ยตะลึงงันกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นตรงหน้าจนมือไม้ขยับไม่ถูก   ได้แต่ตะโกนว่า   “หยุดนะ   ข้าบอกให้หยุดไง!

ชายชุดดำทั้งสามทำตัวราวกับเป็นคนหูหนวก   ยังเอาแต่ทุบตีกู่ห่าวอี้

มู่หรงเสวี่ยได้สติ   นางหรี่ตาแล้วเข้าตวัดเท้าเตะชายชุดดำตุบตับ   เปิดทางให้นางเข้าไปหากู่ห่าวอี้ได้   นางทำสายตาโหดๆจ้องมองไปยังชายชุดดำทั้งสาม   “พวกเจ้าเป็นคนของใคร?   ผู้ใดใช้ให้มาทำป่าเถื่อนในจวนมู่หรงกัน? 

ชายชุดดำที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มตอบกลับมาว่า   “เรียนคุณหนูมู่หรง,   คุณหนูหมั้นหมายกับองค์ชายจิงแล้ว   องค์ชายมีรับสั่งห้ามคุณหนูพบปะใกล้ชิดกับชายอื่น   ที่ไม่ได้ใช้แซ่มู่หรง   หากพบเห็นให้อัดให้น่วม   จะเป็นหรือตายก็ได้โดยไม่มีข้อแม้!

มู่หรงเสวี่ยใบหน้าดำทมึนด้วยความโกรธ   เย่วอี้เฉินกล้ามาวางกำลังคนถึงในจวนสกุลมู่หรงไม่พอ    ยังมีหน้ามาแสดงตัวสั่งสอนผู้คนอย่างเปิดเผยถึงในบ้านผู้อื่น   ถือดีอะไรเช่นนี้!   เขาคิดจะทำดั่งที่ลั่นวาจาไว้ว่า   “จะไม่ให้มีผู้ใดกล้าแต่งนางเป็นฮูหยินเข้าบ้าน”   ปิดกั้นทุกหนทาง    มิให้ชายอื่นใกล้ชิดนาง   ไอ้---หวงก้างเอ๋ย!

“ไสหัวไป,  อย่ามาให้ข้าเห็นอีก!

ชายชุดดำส่งสายตาให้กันและกัน   จากนั้นก็หันไปมองกู่ห่าวอี้   จากนั้นก็สลายตัวหายไปในความว่างเปล่า

มู่หรงเสวี่ยหันไปมองกู่ห่าวอี้เห็นว่าเขาถูกทุบตีจนน่วมช้ำไปทั้งตัว   ผมเผ้าก็รุงรังหลุดลุ่ย   เสื้อคลุมตัวยาวของเขาก็ฉีกขาดเผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียว   หมดสิ้นซึ่งความหล่อเหลา
เขาค่อยๆยันตัวกับกำแพงขึ้นยืนช้าๆ   มองมู่หรงเสวี่ยแล้วยิ้มบางๆออกมา คุณหนูมู่หรง, อย่าได้ห่วงข้า....ข้าสบายดี...”   รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเหยเกเพราะความเจ็บปวดจนชายหนุ่มต้องสูดหายใจลึก

“ข้าจะให้คนคุ้มกันพาท่านกลับบ้าน   ถ้าจะให้ดี,  ต่อไปท่านก็อย่าได้มาจวนมู่หรงอีก!”    มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจเฮือก   นางหันหลังเดินจากไป

กู่ห่าวอี้ยืนนิ่งงัน    เขาเอาแต่มองตามมู่หรงเสวี่ย   “คุณหนูมู่หรง,   ข้า....”

มู่หรงเสวี่ยไม่เอ่ยวาจาใด   ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง   แผ่นหลังบอบบางของนางตั้งตรงขณะเดินเข้าไปในจวน   นางปฎิเสธกู่ห่าวอี้ไปแล้ว   มิใช่เป็นเพราะนางเกรงกลัวเย่วอี้เฉิน   แต่เป็นเพราะว่านางไม่ได้ชอบพบกู่ห่าวอี้   นางมาคิดๆดูแล้วเรื่องบาดหมางของนางกับเย่วอี้เฉิน...มันต้องตัวต่อตัว   ไม่ควรลากผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง

เสียงฝีเท้าด้านนอกดังเข้ามาให้ได้ยิน    เป็นเสียงของผู้คุ้มกันที่ดูแลประคองกู่ห่าวอี้ออกไปจากจวนมู่หรง   มองตามไปในระยะที่ห่างไกล   มู่หรงเสวี่ยก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาของกู่ห่าวอี้ มู่หรงเสวี่ยได้แต่ทอดถอนใจ

มู่หรงเยว่ตามเข้ามาหานางด้านใน   แววตาเดือดดาลของเด็กหนุ่มมองไปยังประตู   เขาอุตส่าห์จัดการอะไรอย่างเงียบๆ   เพียงต้องการให้หนุ่มสาวทั้งคู่ได้สนทนากัน   มิคาดว่าจะมีองครักษ์ชุดดำของวังจิงแฝงตัวอยู่ในบ้าน   แถมยังกล้าออกมาต่อยตีผู้คนกลางวันแสกๆ    “เย่วอี้เฉินทำเกินไปแล้ว!

“เย่วอี้เฉินแห่งวังจิง   มีกำลังทหารอยู่ในมือ   เปี่ยมล้นด้วยอำนาจ   มีคนไม่กี่คนในเมืองหลวงที่จะทัดเทียมกับเขาได้   พี่ไม่ต้องจัดหาชายหนุ่มมาดูตัวกับข้าแล้วนะ   มิฉะนั้น, เคราะห์กรรมจะตกไปอยู่แก่พวกเขา!”   มู่หรงเสวี่ยปรายตามองเขาพลางพูดเสียงอ่อน

“ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าจะไม่มีใครเหนือกว่าเจ้าเย่วอี้เฉิน”    มู่หรงเยว่ยิ่งพูดยิ่งโมโห   เย่วอี้เฉินฝีมือเยี่ยมยุทธ์   ชอบใช้กำลังเข้าข่มเหง   เขาต้องหาสามีที่กร้าวแกร่งกว่าเย่วอี้เฉินให้น้องสาวให้ได้   เย่วอี้เฉินจะได้ไม่สามารถข่มชายผู้นั้นลง

ฮ่องเต้แห่งแคว้นฉิงหยางมีอำนาจที่สุด   แต่องค์ฮ่องเต้ก็อายุมากไปสักหน่อย   ไม่เหมาะสมกับน้องสาวของเขา    เหล่าองค์ชายเชื้อพระวงศ์ล่ะ,  มีคนไหนบ้างล่ะที่ดีกว่าเย่วอี้เฉิน

มู่หรงเสวี่ยมองหน้ามู่หรงเยว่ที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก   นางก็หันหลังกลับไปยังเรือนพำนักของนาง   เมื่อเปิดประตูเข้าไป   เงาร่างสูงสง่าหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา   เขาผู้นั้นสวมอาภรณ์สีขาว   ทั้งยังรูปลักษณ์หล่อเหลาละมุนตา   งามราวกับภาพวาดผู้นี้   นางอยู่ๆก็รู้สึกอึกอักขึ้นมาทันที   “ฝ่าบาทโอวหยาง!


“ได้ยินว่าเจ้าดูตัว   เจ้าอยากจะแต่งงานขึ้นมาแล้วหรือ?”    โอวหยางเส่าเฉินก้าวเข้าหานางทีละก้าว    ดวงตาดำสนิทนิ่งสงบดุจน้ำในทะเลสาบที่หยั่งไม่ถึงมองจ้องมาที่นาง   หยักยิ้มน้อยๆที่มุมปาก   ดูแล้วให้ความรู้สึกอันตรายยิ่งนัก....

............................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น