วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 43 พายุกระหน่ำ ณ งานประมูล (ยังดิบ)

หากไม่มีกลิ่นกายหอมสดชื่นของชายหนุ่มที่อวลมากับสายลมแล้วคอยเตือนนางแล้ว,  เสียงลมที่พัดหวีดหวิว   ภาพทิวทัศน์ที่เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว   เหล่านี้ล้วนทำให้มู่หรงเสวี่ยลืมเลือนความโมโหที่โดนชายหนุ่มกินเต้าหู้    ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างจ้องค้าง   นี่นะคือการเหินทะยานด้วยวรยุทธ์โบราณใช่หรือไม่?   มันสุดแสนจะน่าตื่นเต้น   นางอยากจะเรียนวิชานี้ด้วยจัง


ระหว่างที่กำลังถอนหายใจด้วยความอยากอยู่ภายในใจ,   ภาพตรงหน้าของมู่หรงเสวี่ยก็กลายเป็นตึกลักษณะหอสูง   แง่มุมทางสถาปนิกเต็มไปด้วยชั้นเชิงสวยงาม   ประตูทางเข้าใหญ่โต  เหนือประตูแกะสลักคำว่า  อวี้เป่าซวน   ด้วยตัวอักษรงดงาม  ลายมือทรงพลัง

ข้างๆตัวนาง   มือของโอวหยางเส่าเฉินยังวางนิ่งอยู่บนเอวบางของนาง   มิยอมปล่อยเสียที มู่หรงเสวี่ยกล่าวเตือนเสียงค่อยว่า   “ซื่อจื่อ,  พวกเรามาถึงอวี้เป่าซวนแล้ว   ท่านปล่อยข้าได้แล้วกระมัง!

โอวหยางเส่าเฉินมองเข้าไปในอวี้เป่าซวน    “อวี้เป่าซวนมีการประมูลหลายรายการ   มีคนเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้มากมาย   คนจึงค่อนข้างหนาแน่น   พวกเราจะไม่ไปที่ห้องโถง   แต่จะตรงไปยังห้องที่จัดไว้ให้”

มู่หรงเสวี่ยมองขึ้นไปแล้วเห็นว่าไม่ห่างออกไป   มีผนังส่วนหนึ่งเจาะช่องเปิดไว้เป็นหน้าต่าง มีลวดลายแกะสลักงดงามประดับประดาเป็นแถวเรียงราย   แต่ละห้องแยกเป็นสัดส่วน    คิ้วของนางก็อดเลิกสูงไมได้    “ท่านทราบหรือไม่ว่าห้องไหนเป็นห้องที่เตรียมไว้ให้ท่าน?”

“ข้าย่อมทราบ!

อยู่ๆ ร่างขององครักษ์เงาก็ปรากฏขึ้นทันใด   ห้องที่ว่างเปล่าปรากฏร่างที่แลดูคุ้นตา   สายตาคมกริบ   หน้าตาหล่อเหลาคมคายผู้นั้นมิใช่ใครอื่นคือองครักษ์ซุนเฟิงนั่นเอง

เมื่อเห็นโอวหยางเส่าเฉินและมู่หรงเสวี่ย,   ซุนเฟิงก็รีบคำนับ   “ซื่อจื่อ,  คุณหนูมู่หรง!

มู่หรงเสวี่ยค่อยๆผละจากอ้อมแขนที่โอบเอวนางไว้   เดินอย่างรวดเร็วไปยังช่องเปิดแล้วมองออกไป   เห็นในห้องโถงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน    ตรงกลางของโถงเป็นพื้นที่ยกสูงจัดทำเป็นเวทีทรงกลม    มีสาวงามอายุอานามประมาณ 28 ปี    กำลังกรีดนิ้วด้วยท่วงท่างดงามนำเสนอ  โคตรเห็ดหลินจือสีแดงคล้ำ   นางประกาศด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า   “สิ่งนี้คือเพลิงอัคคี โคตรเห็ดหลินจืออายุพันปี   สามารถรักษาได้ทุกโรคา   ใช้ขับสารพิษได้ผลดียิ่ง   ราคาเริ่มต้นที่หมื่นสองตำลึง...”

“สองหมื่นสองพันตำลึง...”

“สามหมื่นสองพันตำลึง...”

“สี่หมื่นสองพันตำลึง....”

ตัวเลขถูกขานครั้งแล้วครั้งเล่า,   มู่หรงเสวี่ยชมดูด้วยความสนุกไปยังหลินจือเพลิงอัคคี    หลินจือชนิดนี้เป็นสมุนไพรชั้นสูงสุดในบรรดาหลินจือด้วยกัน   หลินจือสีแดงคล้ำอายุพันปียิ่งหายากยิ่ง   สรรพคุณของมันนับว่ายอดเยี่ยม   หากได้รับบาดเจ็บสาหัส,  ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ   หากรับประทานเข้าไป   บาดแผลก็จะสมานตัวอย่างรวดเร็ว   ของที่นำมาประมูล ณ อวี้เป่าซวนที่นางต้องการ   ยังไม่ได้นำออกมา.....

โอวหยางเส่าเฉินยืนอยู่ข้างหน้าต่าง   มองยังแขนที่ว่างเปล่าของตนเอง   ในแววตาพลันบังเกิดความเสียดาย   กลิ่นกายอ่อนๆของนางยังอวลค้างอยู่   ในฝ่ามือยังคงหลงเหลือความรู้สึกอบอุ่นหยุ่นมือยามมือของเขาได้โอบสัมผัสเอวบางที่แสนจะนุ่มนิ่มของนาง    สายตาของเขาพลันปรากฏร่องรอยอ่อนโยนเพียงแวบก็จางหาย   ซื่อจื่อหนุ่มก้าวไปยังโต๊ะ   รินน้ำชาส่งให้กับมู่หรงเสวี่ย   “ดื่มชาซะก่อน”

“ขอบพระทัยเพคะ!    มู่หรงเสวี่ยรับถ้วยน้ำชามาจิบ   แต่สองตายังจ้องเป๋งไปยังเวทีตรงกลาง   พูดพึมพำกับตัวเองว่า   “ข้าไม่รู้ว่าหญ้าหยางเถ่าถูกประมูลไปหรือยัง?”

“ข้าน้อยเฝ้าอยู่ที่นี่ตลอด   ยังไม่เห็นนำหญ้าหยางเถ่าออกมาประมูลเลยขอรับ”   ซุนเฟิงตอบกลับมาอย่างระมัดระวัง   ตาเหลือบไปดูซื่อจื่อโอวหยาง   เห็นพระองค์วางพระพักตร์เฉย ค่อยรู้สึกโล่งใจ!

“ก็ดีน่ะซิ!”    มู่หรงเสวี่ยพลอยโล่งใจ   นั่งดื่มน้ำชาเล่นด้วยท่าทีผ่อนคลายลง   สองหูก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสาวงาม   “หลินจือเพลิงอัคคีตกเป็นของคุณชายหวาง   ขอแสดงความยินดีกับคุณชายหวางเจ้าค่ะ   รายการต่อไป   หญ้าหยางเถ่า   ราคาเปิดที่หนึ่งพันสองร้อยตำลึง....”

สองตาของมู่หรงเสวี่ยลุกโชน   มองไปยังเบื้องล่างผ่านศีรษะผู้คนตรงไปยังเวที   เห็นกล่องไม้บรรจุอัดแน่นด้วยสมุนไพร    ท่ามกลางสมุนไพรพวกนั้น,   นางยังอุตส่าห์มองเห็นหญ้าหยางเถ่าสองฝัก   หน้าตาเหมือนกับที่นางเคยเห็นในหนังสือเป๊ะ

“หนึ่งพันสองร้อยตำลึง...”

“หนึ่งพันห้าร้อยตำลึง...”

“สองพันสองร้อยตำลึง...”

“ห้าพันสองร้อยตำลึง!...”    เสียงหวานใสของสตรีที่ดังขึ้นกลางอากาศ   ทำให้บรรยากาศคึกคักของการประมูลเงียบสงัดลงกระทันหัน    ผู้คนที่มาเข้าร่วมประมูลขมวดคิ้วส่ายหน้าไม่อยากจะเชื่อ   สำหรับหญ้าหยางเถ่านั้นเป็นสมุนไพรที่เป็นตัวกระสายยาใช้ลดฤทธิ์ของตัวยาหลัก   อย่างเห็ดหลินจือหรือโสม

พวกเขามาประมูล   สนใจซื้อแต่ก็ต้องในราคาที่เหมาะสมด้วย   ราคาที่กะไว้คร่าวๆก็มีอยู่แล้วในใจ   พอมาเห็นมู่หรงเสวี่ยเปิดราคาที่พุ่งทะยานเกินค่าสมุนไพรชนิดนี้ไปมาก   พวกเขาก็ไม่ต้องการแข่งประมูลให้สิ้นเปลือง   จึงนั่งวางท่าเฉย   มิเปิดปากประมูลต่อ

“ห้าพันสองร้อยตำลึงครั้งที่หนึ่ง,   ห้าพันสองร้อยตำลึงครั้งที่สอง,   ห้าพันสองร้อยตำลึงครั้งที่สาม,  ไม่มีใครให้ราคาเพิ่มแล้วน่ะเจ้าค่ะ   ตกลงหญ้าหยางเถ่าตกเป็นของคุณหนูท่านนั้น!” 
สาวงามที่ทำหน้าที่ประมูลยกค้อนในมือ ส่งยิ้มหวานให้กับทุกคน

“ปัง!   ทันทีที่ค้อนกระทบกับแท่น    พลันบังเกิดเสียงอ่อนโยนของสตรีอีกผู้หนึ่งดังขึ้น   “ช้าก่อน!

สตรีเยาว์วัยที่กำลังเดินเข้ามายังห้องโถงช้าๆ   นางสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน   ผมสีดำถูกหวีเกล้าเรียบร้อย   คิ้วโค้งงามเปรียบเหมือนเส้นร่างอ่อนช้อยของเงาภูผาในภาพวาด   ริมฝีปากดั่งผลอิงเถา   สองตางามมีแววระยิบระยับเป็นระลอกกระเพื่อมของสายน้ำพิสุทธิ์    ใบหน้าปราศจากเครื่องประทินโฉมแต่งเติมใดๆ    สวยบริสุทธิ์ประดุจนางเซียนเหนือโลก

“เอ้, นั่นใช่แม่นางซูหนานเซียงหรือเปล่า?”

“นางเป็นหลานสาวของท่านราชครู   ผู้ซึ่งเป็นพระอาจารย์ขององค์ชายรัชทายาท   รูปร่างหน้าตางดงามหมดจดสมกับเป็นยอดพธูของเมืองหลวง   แล้วนางมาที่นี่เพื่อ....”

“จะอะไรก็ต้องมาประมูลของน่ะซิ...”

พวกเขาซุบซิบพูดจากัน   สายตาต่างจับจ้องไปยังซูหนานเซียง

ซูหนานเซียงเดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบางามสง่าตรงมายังที่เวที   มองขึ้นไปยังโต๊ะประมูลที่อยู่ตรงใจกลาง   “แม่นางหลิงหลง,  ข้าขอเสนอหนึ่งหมื่นสองพันตำลึง   เพื่อขอซื้อหญ้าหยางเถ่า”

แม่นางหลิงหลงตกตะลึง   จากนั้นนางก็บอกปฎิเสธอย่างสุภาพ   “ข้าต้องขอโทษด้วย   แม่นางซู,  หญ้าหยางเถ่าถูกประมูลไปแล้ว”

“การซื้อขายยังไม่ได้รับจ่ายเงินถือว่ายังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นมิใช่หรือ!!!”   ซูหนานเซียงกล่าว

“เมื่อค้อนทุบลงไปแล้วก็เท่ากับว่าการประมูลนั้นแล้วเสร็จไปแล้ว   ต่อให้ยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม   ตอนนี้หญ้าหยางเถ่าก็ตกเป็นของคุณหนูท่านนั้นเรียบร้อยแล้ว   หากท่านต้องการหญ้าหยางเถ่า,   คงต้องรบกวนท่านไปพูดจาตกลงกับคุณหนูท่านนั้นเอาเอง”    แม่นางหลิงหลงยิ้มแย้มพลางอธิบาย    อวี้เป่าซวนทำการค้าในเมืองหลวงได้เพราะยึดมั่นในความซื่อสัตย์  บริสุทธิ์  ยุติธรรม  ในฐานะเป็นผู้ดำเนินการประมูล   ต้องปฎิบัติเคร่งคัดตามกฎ   มิสามารถลดหย่อนให้ผู้ใดได้

“ข้าเข้าใจแล้ว   ต้องขอโทษที่รบกวนท่าน!”    ซูหนานเซียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน   นางหันมาทางมู่หรงเสวี่ย    แล้วก็เกิดอาการลังเล    นั่นใช่ห้องประทับประจำของซื่อจื่อโอวหยางมิใช่เหรอ   เหตุใดสตรีนางนั้น....ถึงไปอยู่ที่นั่นได้?

ผ้าม่านที่กางกั้นสายตาทำให้มองเห็นหน้าของมู่หรงเสวี่ยเลือนราง    พอจะเห็นเพียงเงาร่างอรชรเป็นรูปเป็นร่างอยู่ด้านหลังผ้าม่าน   ซูหนานเซียงขมวดคิ้วแน่น   “แม่นาง,  สุขภาพมารดาข้าไม่สมบูรณ์   มีความจำเป็นต้องรีบขจัดไอเย็นในร่าง   ไม่ทราบว่าแม่นางจะมอบหญ้าหยางเถ่าให้ข้าได้หรือไม่?”

ขจัดไอเย็นในร่างและบริเวณท้องจะใช้สมุนไพรชนิดอื่นก็ได้   ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้หญ้าหยางเถ่าเลย!”    ถึงแม้มู่หรงเสวี่ยจะมีความรู้สมุนไพรไม่มาก   แต่ช่วงบนมีไอเย็น   ไม่ใช่ทั้งตัว   มีสมุนไพรเป็นสิบชนิดที่มีสรรพคุณขับไอเย็นเฉกเช่นเดียวกัน   ใช้แทนกันได้

“ร่างกายของมารดาข้าเย็นผิดปกติกว่าผู้อื่นมาก    หญ้าหยางเถ่าจะใช้ได้ผลที่สุด!”    ซูหนานเซียงยิ้มพลางอธิบาย

“ข้าขอโทษด้วยแม่นางซู   ข้าเองก็ป่วยหนัก   จะใช้สมุนไพรตัวอื่นก็ไม่ได้   ต้องใช้แต่หญ้าหยางเถ่าเช่นกัน”   หากมารดาของซูหนานเซียงป่วยหนักใกล้ตาย   มู่หรงเสวี่ยก็อาจจะมอบหญ้าหยางเถ่าให้กับนาง   แต่นี่อาการเจ็บป่วยของมารดานางสามารถใช้สมุนไพรชนิดอื่นทดแทนได้นี่

ตอนนี้นางสูญเสียปทุมาโลกันต์ไปแล้ว   หญ้าหยางเถ่ากำลังจะถูกนางมาใช้แทน   จำนวนของมันก็มีไม่มาก   หากนางพลาดโอกาสครอบครองมันไปในครั้งนี้   ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสต่อไปหรือไม่   มีแค่ปทุมาโลกันต์สองดอกในมือ   คงประวิงเวลาให้นางได้ไม่มาก

ได้ยินคำตอบหนักแน่นจากนางแล้ว    เปลือกตาของซูหนานเซียงหรี่ลงเล็กน้อย   ก้นบึ้งของแววตานางเป็นสีดำเข้ม   “แม่นางไม่ยินยอมขายหญ้าหยางเถ่าให้ข้างั้นรึ?”

“ข้าไม่ใช่ไม่อยากขายแต่ขายไม่ได้   แม่นางซูโปรดอภัยให้ข้าด้วย”   มู่หรงเสวี่ยตอบกลับด้วยท่าทีเยือกเย็น   นางเอ่ยคำตอบชัดถ้อยชัดคำ

ผู้คนต่างรอคอยชมดู   หันมองไปทางนั้นทีทางนี้ที    คนหนึ่งอยากจะซื้อ  อีกคนไม่อยากขาย แล้วเรื่องจะจบอย่างไร?

ห้องโถงอันกว้างขวาง   อัดแน่นไปด้วยผู้คนเงียบสงัดขนาดเข็มตกสักเล่มคงได้ยินกันทั่ว  ดวงตางามของซูหนานเซียงขยับกระพริบแล้วค่อยๆมองขึ้นไปที่มู่หรงเสวี่ย   สายตานางแลเลยจ้องทะลุผ่านเป็นเส้นตรงไปยังเบื้องหลังภายในห้องข้างใน   “ฝ่าบาทโอวหยางมีความเห็นเป็นอย่างไรที่แม่นางผู้นี้ไม่ยอมขายหญ้าหยางเถ่าเพคะ?”

สิ้นเสียงนาง,  เสียงผู้คนทั้งโถงก็เซ็งแซ่   อะไรน่ะ,  ซื่อจื่อโอวหยางเสด็จมาประมูลด้วยเหรอ?


มู่หรงเสวี่ยบังเกิดความสับสนไม่แน่ใจ    ซูหนานเซียงรู้จักกับฝ่าบาทโอวหยางด้วยกระนั้นหรือ...................

..........................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น