วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 44 การตัดสินใจของเขา (ยังดิบ)

มู่หรงเสวี่ยหันหน้าไปทางโอวหยางเส่าเฉิน   เห็นเขากำลังทำสายตาครุ่นคิด   ซื่อจื่อหนุ่มวางถ้วยน้ำชาในมือที่กำลังจิบแนบติดอยู่กับริมฝีปากได้รูปของเขาลง   แม้แต่มาดดื่มน้ำชาของเขายังดูนุ่มนวลสง่างามสอดคล้องกับกิริยาลุกขึ้นเดินตรงมาอย่างนุ่มนวลไม่รีบร้อน   ชายแขนเสื้อสะบัดไปตามจังหวะการเดินดูสง่างามราวกับเทพเซียน


ผู้คนทั้งหลายที่ยืดคอเกาะติดสถานการณ์อยู่   ในตอนแรกไม่ทันได้เห็นฝ่าบาทโอวหยาง   แต่ในขณะนี้ที่พระองค์ขยับตัวใกล้เข้ามา   ต่างก็ตกตะลึงและรู้สึกตื่นเต้น   นี่นะหรือฝ่าบาทโอวหยางตัวเป็นๆ   บุคลิกอันโดดเด่นของเชื้อพระวงศ์ผู้ครองแคว้น   ความสง่างามที่ฝังแน่นอยู่ในวรกาย   ไม่ว่าจะหยิบจับขยับทำอะไร   ก็ช่างดูโดดเด่นเข้าตามากกว่าที่เขาร่ำลือกันอยู่สามส่วน

มาประมูลที่อวี้เป่าซวนครั้งนี้ถึงไม่ได้อะไรติดมือไปสักอย่าง   แต่แค่ได้เห็นทายาทเชื้อสายมังกรสวรรค์   ก็คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มแล้ว....

ซูหนานเซียงที่ยืนอยู่ยังห้องโถง    แหงนเงยหน้ามองใบหน้าสูงส่งหล่อเหลาของชายหนุ่ม นัยน์ตาใสกระจ่างของนางไม่มีใครในสายตาให้เหลือบแล   ทั้งในลูกนัยน์ตายังมีหยดน้ำคลอหล่อเลี้ยงเต้นระยิบระยับ    ยามนั้นที่ซื่อจื่อได้ออกเดินทางจากเมืองหลวงไป นางก็ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านท่านย่าจึงไม่ได้กล่าวคำลาแก่เขา    ยามเมื่อเขาหวนคืนกลับมายังเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน นางก็ต้องดูแลปรนนิบัติท่านย่าที่กำลังไม่สบาย   มาพบเขาก่อนมิได้   มาคิดๆดูก็เป็นเวลาสิบปีแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากันเลย

ชายหนุ่มสูงสง่าขึ้น   เติบโตจากเด็กชายเป็นชายหนุ่มองอาจหล่อเหลา   และนางก็ได้เติบโตเป็นสาวน้อยงดงามแล้ว   ทั้งยังยึดมั่นอยู่กับเขาตลอดเวลา

“ซื่อจื่อโอวหยาง ไม่ได้พบกันเสียนานเพคะ!”   ซูหนานเซียงเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับสายลมโชย

“แม่นางซู!”   โอวหยางเส่าเฉินผงกศีรษะ   น้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่มากไม่น้อย

ดวงตาทอประกายหวานของหญิงสาวทอประกายเจิดจ้าอย่างเงียบงัน   เป็นดวงตาของหญิงสาวที่เปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจที่ได้มาพบหน้าบุรุษที่ชื่นชอบหลังจากต้องจากกันไปนาน   มือน้อยภายใต้แขนเสื้อกว้างนั้นกำแน่น   มือที่กำชื้นเหงื่อเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น   สุ้มเสียงก็พลอยสั่นสะท้านไปหมดด้วยความประหม่าและตื่นเต้นยินดี     “ข้าเองก็เพิ่งจะกลับมาถึงเมืองหลวงวันนี้,  กำลังตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมเยียนองค์ชาย, พระชายาและซื่อจื่อที่วัง ไม่คาดว่าจะได้มาพบท่านที่นี่”

พระบิดาและพระมารดาข้าออกเดินทางท่องเที่ยวชั่วคราว   ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง”    โอวหยางเส่าเฉินตอบอย่างสุภาพ

“จริงหรือนั่น?   ข้าได้นำแป้งไข่มุกกวางโจวกลับมาด้วย   ว่าจะนำขึ้นถวายพระชายา”    ซูหนานเซียงเอ่ยเสียงอ่อนหวาน    รอยยิ้มสดใสอยู่บนใบหน้าพร้อมกับดวงตาสาวน้อยที่เปล่งประกายเอียงอาย

โอวหยางเส่าเฉินกระพริบตาiรับรู้   แต่มิได้ต่อปาก

“ซื่อจื่อเพคะ,  ท่านกับแม่นางซูหนานเซียงมีความสัมพันธ์กันเช่นใด?”   มู่หรงเสวี่ยลดเสียงต่ำถามด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น    // สนิทกันจนไปเยี่ยมบิดามารดาได้อย่างนี้  ความสัมพันธ์ต้องไม่ธรรมดาแน่//

“ท่านปู่ของแม่นางซูเป็นราชครูทำหน้าที่อบรมเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย   เป็นราชบัณฑิตผู้โด่งดัง   มีผลงานมากมาย   ตอนข้าอายุได้ห้าขวบก็กราบท่านเป็นอาจารย์   ได้ร่ำเรียนกับท่านอยู่สองสามปี”   โอวหยางเส่าเฉินตอบเสียงเบาพอกัน

มู่หรงเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจ   “อ้อ!  ท่านโตด้วยกันมาแต่เด็ก!”    ไม่แปลกใจเลยที่แม่นางซูหนานเซียงทำท่าต่อมน้ำตาจะแตก   กิริยาระทดระทวยน่าทนุถนอมประดุจภรรยามาเจอหน้าสามีที่รอคอยมานานแสนนาน   ที่แท้ก็มีสัมพันธภาพพิเศษนี่เอง...

โอวหยางเส่าเฉินขมวดคิ้วเข้ม   แล้วพูดเสียงเบาตอบกลับนางว่า   “ข้ารั้งอยู่เพียงเขตโถงส่วนหน้าที่สงวนสำหรับเชื้อพระวงศ์   ไม่เคยก้าวข้ามเขตไปยังชั้นใน   ปีหนึ่งมีโอกาสเห็นนางเพียงสองสามครั้งเท่านั้น   ไม่ได้สนิทสนมกันมากมาย...”

“ก็นั่นแหละ...พูดได้ว่าเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก  ก็ถูกต้องไม่ใช่เหรอ”   มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาปริบๆด้วยกิริยาไร้เดียงสา    มองยิ้มๆไปยังโอวหยางเส่าเฉินที่ลอบถอนหายใจ: นี่นางก็ยังจำอะไรไม่ได้สักนิดหรือไง.... เรื่องในวัยเด็กระหว่างนางและเขา...

นัยน์ตาของซูหนานเซียงเปล่งแววตาของความไม่พอใจขึ้นวูบหนึ่ง   สตรีผู้นั้นเป็นใคร   อยู่ๆก็มายืนเคียงข้างกับซื่อจื่อ   แล้วท่าทีสนิทสนมกระซิบกระซาบความลับกันนั่นอีก   นางกระซิบอะไรกับฝ่าบาท???

ฝ่าบาทโอวหยางค่อนข้างถือตัว   ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน   สำหรับนาง,   หากมีโอกาสได้พูดกับซื่อจื่อโอวหยาง   เขาจะตอบกลับมาสั้นๆ    ซึ่งมีเพียงนาง ซูหนานเซียง  เท่านั้นที่ได้รับเกียรติอันนี้   นางไม่ยอมแบ่งความเป็นคนพิเศษของนางให้แก่สตรีหน้าไหนหรอก!

ความคิดแล่นผ่าน ซูหนานเซียงก็ยิ้มแย้มอ่อนโยน   สีหน้าของนางละมุนตาขึ้นอีกหลายส่วน “ฝ่าบาทโอวหยางเพคะ,  ความเป็นจริงก็คือ...มารดาของข้าร่างกายอ่อนแอ   เมื่อเปลี่ยนอากาศจึงได้รับความทรมานเจ็บป่วย   หากได้หญ้าหยางเถ่าไปเป็นกระสายยา   ก็สามารถขับไล่ความเย็นกลับมามีสุขภาพดีได้”

นางไม่รีรอที่จะให้ฝ่าบาทโอวหยางแสดงความเข้าข้างนาง   ขายหญ้าหยางเถ่าให้แก่นาง

เวลานั้น,  ผู้คนล้วนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ   ดวงตากระพริบหันไปทางฝ่าบาทโอวหยางโดยพร้อมเพรียง   ในใจวิ่งวุ่นเดาทางการตัดสินใจของซื่อจื่อหนุ่ม   แม่นางซูหลานสาวของท่านราชครูกับแม่นางน้อยปริศนาที่อยู่ตรงนั้น   ผู้ใดจะมีน้ำหนักในใจของฝ่าบาทมากกว่ากัน?

สายตาของโอวหยางเส่าเฉินวูบเปลี่ยนไปยังลานประมูล   แล้วหันกลับมามองมู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้าง   เขากระซิบเสียงทุ้มว่า   “ฮูหยินซูชราแล้ว   อายุก็ไม่ใช่น้อย   ทนรับโรคภัยไม่ค่อยจะไหว   ตัวเจ้ายังอ่อนเยาว์   ยกหญ้าหยางเถ่าให้แม่นางซูไปก่อนเถิด”

ซูหนานเซียงก็ได้ยินคำพูดประโยคนี้ด้วย   ในใจของสาวน้อยผ่อนคลายลงจากความตึงเครียด   ใบหน้าอ่อนหวานยิ้มเยื้อนส่งให้แก่ซื่อจื่อหนุ่ม   สายตามองจ้องเขาอย่างซาบซึ้งในบุญคุณ   นางรู้ดีอยู่กับใจอยู่แล้วว่า.....นางมีตำแหน่งอยู่ในใจเขาต่างจากสตรีนางอื่นมานานแล้ว   ไม่ใช่แค่เพราะเหตุผลความจำเป็นว่าใครจำเป็นต้องใช้สมุนไพรตัวนี้มากกว่ากัน....

ทุกสายตาที่จ้องดูก็หายอึดอัด   กระจ่างแก่ใจกันทั่วหน้า   ข้าว่าแล้วไหมล่ะ...ฝ่าบาท
โอวหยางกับแม่นางซู
,  หลานของท่านราชครูที่สนิทสนมกันมานาน   หากนำมาเทียบกับแม่นางปริศนาที่คาดว่าซื่อจื่อหนุ่มเพิ่งจะรู้จักไม่นาน   จะไปเทียบอะไรได้กับคนที่โตมาด้วยกัน

ใบหน้าหวานน่ารักของมู่หรงเสวี่ยคว่ำเป็นถ้วย   สีหน้าหวานซึ้งนั้นทมึน   ดวงตาดุร้ายเอาเรื่องจ้องเขม็งไปยังโอวหยางเส่าเฉิน   ใครบอกเขา! …หา!..... ว่าสาวอายุน้อยอึดต่อความเจ็บมากกว่าสาวใหญ่    ตรรกะวิปริตแบบไหนฟ่ะ?

ถึงแม้ยายนี่จะเป็นหวานใจวัยเด็ก   เขาก็ไม่มีสิทธิ์ลำเอียงแบบนี้!

“ฝ่าบาทโอวหยาง   ฮูหยินซูต้องการหญ้าหยางเถ่าเพื่อเสริมให้สุขภาพดี   แต่ตัวข้านั้นต้องการหญ้าหยางเถ่าเพื่อให้รอดจากความตาย!

ดวงตาดำสนิทของโอวหยางเส่าเฉินทวีความเข้มขึ้น   “แค่หญ้าหยางเถ่าเพียงกล่องเดียว   ไม่เพียงพอให้เจ้าใช้กดทับพิษในร่างได้สักเท่าไหร่หรอก.....”

“แต่ก็ยังดีกว่าพิษกำเริบโดยไม่มีหญ้าหยางเถ่า   ฆ่ากันทั้งเป็นนี่นา”    มู่หรงเสวี่ยกล่าวตอบโต้เสียงเย็นเยียบ   ดวงตานางดุดันชนิดที่เรียกว่าหากสามารถพ่นไฟออกมาได้   นางคงไม่ลังเลที่จะย่างสดซื่อจื่อหนุ่มแน่นอน

โอวหยางเส่าเฉินทำตาซื่อใสกระจ่างที่เจือด้วยร่องรอยขบขันเข้าใส่ตาดุดันของนาง   ปากก็ยังพูดแหย่นางว่า   “องครักษ์เงาของข้าเพิ่งรายงานมาว่าพบแหล่งที่หญ้าหยางเถ่าขึ้นแล้ว เจ้าจะไปเก็บเท่าไหร่ก็ได้ที่เจ้าต้องการ   เก็บมากเท่าไรก็ไม่มีวัน.....”

มู่หรงเสวี่ยตาลุก   “ท่านพูดความจริงหรือ?”

โอวหยางเส่าเฉินก้มหัวเล็กน้อย   นัยน์ตาสีดำเต็มไปด้วยความมั่นใจรับประกันกับนางว่า “ข้าเคยหลอกเจ้าเมื่อไรกันเล่า!

ในใจมู่หรงเสวี่ยกู่ร้องดังลั่น    เขามอบหญ้าหยางเถ่าให้กับสตรีที่โตด้วยกันมาสองสามต้น   ไม่ได้หมายความว่าเขาดูแลเอาใจใส่ซูหนานเซียงเป็นพิเศษ   เพราะในเวลาเดียวกัน,  เขาเล่นยกหญ้าหยางเถ่าเป็นทุ่งให้นางเพื่อเอาใจนางต่างหาก

อย่างไรก็ตาม,  เปรียบกันแล้วระหว่างหญ้าหยางเถ่าแค่กล่องกับทุ่งหญ้าหยางเถ่าที่สามารถรับประกันชีวิตนางให้อยู่ต่อไปได้อีก   นางย่อมไม่มาเสียเวลาทะเลาะกับผู้คน   “เอาเถิด ข้ายอมเสียสละขายหญ้าหยางเถ่าในกล่องนี้ให้แม่นางซูก็แล้วกัน”

มองดูท่าทางการพูดเอาบุญคุณของนาง   โอวหยางเส่าเฉินเก็บกักความขบขันไว้ภายในมีเพียงแววตาที่เต้นระริก

รอยยิ้มอ่อนหวานของซูหนานเซียงแข็งค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า   หญ้าหยางเถ่าที่นางได้รับมีจำนวนไม่กี่ต้น   ฝักสองฝักน้ำหนักเบาหวิวนั้นรวมกันมีมูลค่าหนึ่งหมื่นสองพันตำลึง

ฝ่าบาทโอวหยางใช้เงินห้าพันสองร้อยตำลึงประมูลหญ้าหยางเถ่ามา   แต่กลับมอบหญ้าหยางเถ่าให้สตรีผู้นั้นโดยไม่คิดมูลค่า   เพื่อใช้ในการรักษานาง    เขาต้องคิดอะไรกับนางแน่ๆ


นางรู้จักฝ่าบาทโอวหยางมาทั้งหมดสิบสามปี   ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขากลับไม่เคยตั้งใจทำอะไรเพื่อนางเป็นพิเศษ    หรือพูดจาลึกซึ้งกับนาง......


................................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น