วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 45 กับดัก (ยังดิบ)

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวที่ซื่อจื่อหนุ่มมิได้ปฎิบัติกับสตรีนางไหนแต่ปฎิบัติกับนางก็คือ วิธีการพูดจาระหว่างซื่อจื่อหนุ่มกับซูหนางเซียง,   เมื่อซูหนานเซียงเจรจาด้วย   องค์ซื่อจื่อก็ตอบกลับโดยมีท่าทีไม่ได้ถือองค์มาก   แม้ว่าน้ำเสียงนุ่มนวลที่ใช้จะยังคงห่างเหินและไว้ตัวอยู่บ้างแต่นางก็เชื่อมาตลอดว่า   นางในใจเขามีฐานะพิเศษแตกต่างจากสตรีนางอื่นแล้ว


แต่มาจนถึงวันนี้,   ซูหนานเซียงแทบจะไม่เชื่อสายตาเลยว่าจะเห็นฝ่าบาทโอวหยางยืนยิ้มจ้องหน้ากับสตรีนางหนึ่ง   เขาและนางเดี๋ยวก็กระซิบ   เดี๋ยวก็ทำท่าคล้ายทุ่มเถียง   ต่อปากต่อคำกัน    ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขามิเคยกระทำกับซูหนานเซียงมาก่อน

ในแววตาของซูหนานเซียงปรากฏอารมณ์หลากหลาย   เดี๋ยวขื่นขมตรอมตรม   เดี๋ยวตัดพ้อต่อว่า    เดี๋ยวก็ปรากฏแววฟาดฟัน    สุดท้ายนางก็เอ่ยขึ้นว่า   “ขอบคุณแม่นางที่เสียสละสมุนไพรให้ข้า   ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไร   ภายหน้าข้าจะได้ตอบแทนได้ถูก”

ซูหนานเซียงเสียเงินหนึ่งหมื่นสองพันตำลึงแลกกับหญ้าหยางเถ่าสองฝัก   ส่วนนางไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียวแถมยังจะได้ไปวิ่งเล่นเก็บหญ้าหยางเถ่าที่กลางทุ่ง   ในใจสตรีผู้นี้ต้องรู้สึกเจ็บแค้นนางไม่มากก็น้อย   ไหนเลยจะมาตอบแทนบุญคุณอะไรกับนาง    ซูหนานเซียงแค่อยากทราบให้แน่ๆว่านางคือใครต่างหาก    เอาซินางเองก็ไม่มีอะไรต้องหลบซ่อน   หากซูหนานเซียงอยากรู้จักนาง...นางก็จะบอกให้

มู่หรงเสวี่ยยิ้มหวานในหน้า   มือก็ดึงเชือกให้ม่านมู่ลี่ยกสูงขึ้น   ดวงหน้างดงามหวานซึ้งของนางก็ปรากฎแก่ผู้คนทั้งโถง

ซูหนานเซียงหรี่ตามอง    “เจ้าก็คือ....มู่หรงเสวี่ย!

ยามนั้นนางได้ไปร่วมงานฉลองชัยให้แก่องค์ชายจิงที่จัดขึ้นที่พระราชวังเช่นกัน    ได้พบกับมู่หรงเสวี่ยอยู่ก็หลายครั้ง    ยังเคยได้พูดคุยกันครั้งหนึ่งด้วยซ้ำ   แต่ไม่ได้คบหากันเป็นสหาย คาดไม่ถึง,  ตอนนี้นางผู้นี้กลับกลายมาเป็นคู่แข่งหัวใจนาง

มู่หรงเสวี่ยพยักหน้ารับ    นางยังคงยิ้มแล้วเอ่ยออกมาว่า   “แม่นางซูใช้เงินหมื่นซื้อหญ้าหยางเถ่าเพื่อรักษามารดา   เป็นบุตรกตัญญูจริงๆ!

ซูหนานเซียงอดจะชักสีหน้าไม่ได้   มู่หรงเสวี่ยใช้เงินห้าพันทุ่มซื้อหญ้าหยางเถ่าสองต้น   แล้วปล่อยให้นางต้องเสียเงินหมื่นซื้อในปริมาณเดียวกันโดยไม่บอกกล่าว    นังแม่ค้าขี้โกง!

แต่อย่างไรก็ตาม,  ตอนนี้นางก็รู้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร   ตอนนี้ก็ได้แต่เล่นตามน้ำไปก่อน ค่อยหาโอกาสคิดบัญชีวันหน้า   “แม่นางมู่หรงชื่นชมเกินไปแล้ว!

ดูใบหน้าเรียบเฉยของฝ่ายตรงข้ามแล้ว,   มู่หรงเสวี่ยขยับริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย  จ่ายแพงกว่าเดิมตั้งห้าพันกว่าตำลึง   คงทำใจค่อนข้างลำบาก   แต่ยังคงต้องฝืนปั้นสีหน้าสู้หน้าผู้คน   เห็นแก่เงินของนาง,   อย่างไรก็อย่าได้ทำเรื่องให้นางลำบากใจไปมากกว่านี้เลยดีกว่า

มู่หรงเสวี่ยหันไปพูดกับโอวหยางเส่าเฉินด้วยน้ำเสียงสนิทสนมว่า   “ฝ่าบาท,  พวกเราไปกันเถอะ”

มู่หรงเสวี่ยมาที่นี่เพราะหญ้าหยางเถ่า   หากไม่มีหญ้าหยางเถ่าแล้วจะอยู่ไปทำไมให้เสียเวลา
“ก็ดี!”    โอวหยางเส่าเฉินพยักหน้า   ดวงตายังไหวระริกด้วยความขบขัน   ค่อยๆหันหลังจะจากไป

ผู้คนในห้องโถงก็ยังมองตามซื่อจื่อหนุ่มไป   แต่ละคน,  ในแววตามีแต่สายตานิยมบูชา

สายตาของซูหนานเซียงก็เช่นเดียวกัน   นางมองตามหลังของซื่อจื่อหนุ่ม   เห็นว่าเขากำลังลงบันไดทีละขั้นมายังชั้นล่าง   เดินผ่านผู้คนที่หนาแน่นไปยังทางออก   ไม่หันมองมาทางนางอีก   หัวของนางว่างเปล่ากระทำการออกไปโดยไม่ทันได้คิด:  ฝ่าบาทโอวหยาง,  เหตุไฉนจึงลืมเลือนนางจนหมดสิ้น  เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร....

เห็นว่าโอวหยางเส่าเฉินใกล้จะออกจากอวี้เป่าซวนแล้ว   ซูหนานเซียงยิ่งร้อนรน   ตะโกนโพล่งเรียกออกไปว่า   “ซื่อจื่อเพคะ,  รอข้าด้วย!

“มีเรื่องใด?”    ฝีเท้าของโอวหยางเส่าเฉินชะงัก   แต่มิได้หันกลับ   เสียงนุ่มนวลที่เปล่งออกมานั้นสุภาพก็จริงแต่ฟังดูเหินห่าง

“ข้า.....”   ซูหนานเซียงทำท่าอิดออด   สายตาจ้องไปยังมู่หรงเสวี่ย

มู่หรงเสวี่ยขยิบตาให้โอวหยางเส่าเฉินแล้วพูดว่า   “พวกท่านคุยกันไปก่อน   ข้าจะออกไปรอข้างนอก”   โอวหยางเส่าเฉินกับซูหนานเซียงเติบโตมาด้วยกัน   ต้องแยกจากกันไม่ได้พบหน้ากันหลายปี   ย่อมต้องมีคำพูดจะกล่าวต่อกันมากมาย   นางไม่อยากอยู่ตรงนี้เป็นบุคคลที่สามสักเท่าไหร่หรอก

โอวหยางเส่าเฉินมองตามมู่หรงเสวี่ยอีกพักใหญ่   เห็นนางปลีกตัวออกไปหยุดรอยังหน้าประตูอวี้เป่าซวน   ทำท่าเหลียวซ้ายแลขวามองไปรอบๆ   ขยับเท้ายุกยิกรอด้วยท่าทางอดทน

มุมปากของเขายิ้มขึ้นนิดหนึ่ง   ดวงตาสีดำสนิทมีแววรื่นรมย์   สายตาเปล่งประกายเอ็นดูแม่นางน้อยอย่างออกนอกหน้า

มือบางที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างของซูหนานเซียงสั่นระริก   บีบกันแน่น   นางเดินขึ้นไปข้างหน้าเพื่อบดบังสายตาของฝ่ายชาย   แล้วทำการเตือนสติซื่อจื่อหนุ่มว่า   “ฝ่าบาทโอวหยางเพคะ   มู่หรงเสวี่ย,   นางเป็นคู่หมายขององค์ชายจิง”

สายตารื่นรมย์ของชายหนุ่มหายไปอย่างทันควัน   ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องอย่างครุ่นคิดด้วยแววตาเย็นชา   “ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถอนหมั้น,   มิใช่หรือ?”

“แต่นางถูกวางตัวไว้แล้วว่าต้องแต่งให้องค์ชายจิง   ต่อให้ยกเลิกการแต่งงานแล้วเป็นอย่างไร,    ก็ยังลบความจริงที่ว่านางเคยเป็นคู่หมั้นของชายอื่นมาก่อน   แล้วท่านจะยกย่องสตรีที่ถูกชายอื่นทิ้งขว้างมาได้อย่างไร....”

สายตาอันคมกริบปานใบมีดของซื่อจื่อหนุ่มมองจ้องพุ่งเข้ายังร่างของซูหนานเซียงทันที   “แม่นางซู,    ท่านสอดเรื่องผู้อื่นมากไปแล้ว!

มวลอากาศเริ่มหนาหนัก   แผ่ออกมาจากร่างคือปราณยุทธ์อันแข็งแกร่งของบุรุษผู้สูงส่งที่อยู่ตรงหน้า    ซูหนานเซียงมีสีหน้าซีดเผือด    มิสามารถควบคุมเนื้อตัวให้หยุดสั่นได้ “ขะ...ข้า...ข้า....”

“แม่นางซู,   ท่านดูแลแต่เรื่องส่วนตัวของท่านก็พอ    อย่าได้ใส่ใจเรื่องของผู้อื่นอีกเลย!”    โอวหยางเส่าเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา   หมุนตัวแล้วก้าวอย่างเร็วออกไปโดยไม่ได้เหลือบแลมาด้านหลัง

เมื่อสนทนากับซูหนานเซียงเรียบร้อยแล้ว    เงาร่างสง่างามของชายหนุ่มก็รีบรุดมาหยุดตรงหน้าของมู่หรงเสวี่ย   เขาโน้มตัวลงเพื่อฟังนางที่กำลังพูดอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ

ตอนนี้ในดวงตาพิสุทธิ์ของซูหนานเซียงเอิบอาบด้วยน้ำตา   ริมฝีปากน้อยขบกัดกันจนเลือดแทบจะแตกซิบ   ทำไมกัน,   ทุกอย่างที่นางเอ่ยออกไปก็เพื่อตัวของซื่อจื่อทั้งนั้น   ทำไมถึงไม่เห็นความปรารถนาดีของนางบ้าง?”

ส่วนซื่อจื่อหนุ่มเมื่อมาหยุดตรงหน้ามู่หรงเสวี่ย   ก็เอ่ยปากถามนางว่า   “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

มู่หรงเสวี่ยหันมามองเขาด้วยสายตาแปลกๆ   “อ้าว!  ไหงท่านมาเร็วอย่างนี้ล่ะ?”

โอวหยางเส่าเฉินตอบกลับไปตรงๆว่า   “ระหว่างนางกับข้า....ไม่มีเรื่องอะไรต้องพูด”

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตา   “ข้าคิดว่าพวกท่านจะคุยกันนาน   ก็เลยมองหาแผงขายร่ม   กะจะซื้อร่มกระดาษมาถือบังแดด    รอพวกท่านคุยกัน” 

โอวหยางเส่าเฉินลอบถอนใจ: เห็นนางมองซ้ายมองขวา   ทำท่ายุกยิก   ก็นึกว่านางอยากจะเร่งเขา   ไม่อยากให้เขาคุยกับหญิงอื่นนาน   แต่กลับกลายเป็นว่านางมองหาแผงขายร่ม

“แดดกำลังจะหมด,  มิใช่หรือ?”    กลางวันของฤดูนี้   ค่อนข้างจะอบอุ่น   แสงแดดไม่นับว่าแรงมาก

มู่หรงเสวี่ยพยักหน้า   “แต่สำหรับข้า,  เพราะร่างกายมีพิษเย็นจึงอ่อนแอ   ร่างกายมีไอเย็นมากจนสะท้าน   เจอเข้ากับแสงแดดแรงๆสักเล็กน้อย   ก็หน้ามืดเอาง่ายๆ"

ซุนเฟิงปรากฏกายพร้อมร่มกระดาษสาในมือยื่นส่งให้ซื่อจื่อหนุ่ม

โอวหยางเส่าเฉินกางร่มแล้วถือบังให้กับมู่หรงเสวี่ย   “เช่นนี้...ดีขึ้นหรือไม่?”

“ดีขึ้น”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มน้อยๆ ให้กับโอวหยางเส่าเฉิน   ค่อยๆออกเดินช้าๆ   น้ำเสียงเหนื่อยล้าว่า   “ฝ่าบาทเพคะ,   ท่านบอกว่ามีทุ่งหญ้าหยางเถ่า,   มันอยู่ที่ใดกันแน่?”

ตั้งแต่ที่อยู่ที่อวี้เป่าซวนแล้ว,  ที่นางอยากจะถามเขา   แต่เพราะมีผู้คนมากเกินไปจึงเก็บเอาไว้    อย่างไงหญ้าหยางเถ่าก็จัดว่าเป็นสมุนไพรพอมีราคา   สามารถนำมาซื้อขายได้   หากมีคนใจโลภคิดตัดหน้านางไปเก็บหญ้าก่อนนาง   นางก็คงหมดหนทาง....

“บนเขา,  ตั้งอยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวง....”   โอวหยางเส่าเฉินพูดพลางย่นหัวคิ้ว   ในแววตาของเขากำลังคิดคำนวนอะไรบางอย่าง    เขาจมอยู่ในความคิดของตน

มู่หรงเสวี่ยนิ่งมองดูเขาครุ่นคิด   รอให้เขาปริปากบอก   กลับเห็นเขามองไปที่ด้านข้าง   จึงหันมองตามสายตาอย่างไม่ตั้งใจ   เห็นฉีซวงวิ่งมาข้างหน้า   บนหน้าผากของเด็กหนุ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ   ท่าทางวิตกกังวลอะไรบางอย่าง   คิ้วของนางก็ขมวดขึ้นด้วยความสงสัย   “ฉีซวง,  เจ้ารีบร้อนอะไรมา?”

เสียงเย็นของคุณหนูดังมาเข้าหู   ฉีซวงชะงักฝีเท้าหันกลับมาเห็นมู่หรงเสวี่ย   ก็ยิ้มออกรีบวิ่งเข้ามาหา   “คุณหนู!

มู่หรงเสวี่ยปรายตามองถุงเงินของเขา   แล้วก็ถอนหายใจเฮือก   “พี่ผู้ถังแตกของข้าอยู่ที่ใด?”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นขอรับ”   ฉวงซีส่ายหน้ารัวๆ    “จวนขุนนางหวู่อันส่งเทียบเชิญมาเชิญฮูหยินผู้เฒ่า   นายท่านและคุณหนูให้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนหวู่อันขอรับ!

มู่หรงเสวี่ยหรี่ตา   “งานเลี้ยงเนื่องในโอกาสใด?”


“งานเลี้ยงจะมีขึ้นในอีกสามวัน   เป็นงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 55 ของฮูหยินเฒ่า,  มารดาของท่านขุนนางหวู่อันขอรับ “

กดตรงนี้เพื่อไปเม้นท์ที่เด็กดี


.............................
จบบท


2 ความคิดเห็น: