งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 6 สินสอด

มู่หรงเสวี่ยทำเพียงแค่ชำเลืองมาที่เขา    “หมาตัวแรกตาย   เจ้าไม่พูดไม่จาก็ปล่อยออกมาอีกสี่ตัว   หากไม่ใช้กติกาเดียวกับตาแรก...แล้วทำไมเจ้าไม่บอก   ตอนนี้ห้าตาจบสิ้นไปแล้ว   เจ้าจะมาร้องแรกแหกกระเชออะไรตอนนี้  ใช่ว่าข้าไประรานเจ้าก่อนซะที่ไหน!


“เจ้า!”    ซูเถียหนานสำลักคำพูด   ตอนนั้นเขานึกแต่ว่า   ฆ่าเจ้าหมาเตี้ยนั้นได้แล้วเรื่องตัดนิ้วจะโมฆะไป      

“การพนันจะให้ไม่มีได้เสียได้อย่างไง  แขกผู้เล่นในบ่อนนี้มีมากมายต่างก็เป็นพยานให้กับข้าได้ทั้งสิ้นว่า   ชัยชนะที่ข้าได้มา....ได้มาอย่างขาวสะอาด   หากเจ้าอยากจะฟ้องร้องที่ศาล   ข้าก็พร้อมที่จะสู้ความ   หากเจ้าอยากหาเรื่องแก้มือเชิญมาหาข้าที่จวนตระกูลมู่หรงได้เลย   ข้าพร้อมเสมอ”

มู่หรงเสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา   อุ้มเจ้าลูกหมาขึ้นแล้วเดินสะบัดหน้าออกไปโดยไม่เหลียวหลังมามอง

หมาที่บ่อนแห่งนี้เป็นเหมือนนางโลมขายขาดให้แก่แขกที่มาเยือน   แขกใช้เงินจ่ายค่าตัวแล้วจะเอาไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้   แขกสามารถหิ้วออกไปได้เลย

สาวใช้คนสนิทหงซิ่วที่ยืนรออยู่    เดินตามหลังมู่หรงเสวี่ยที่เยื้องย่างออกไปจากบ่อน

มู่หรงเยว่ที่กำลังถลึงจ้องตากับซูเถียหนานก็รีบรุดกระหืดกระหอบตามออกมา   “เสวี่ยเอ๋อ!   รอพี่ด้วย”

บนชั้นสองในห้องต้อนรับพิเศษของบ่อนพนันนั้น   มีบุรุษหนุ่มสองคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

“แค่สายตาที่เลือกสุนัข   ก็ทำให้จอมโอ้อวดซูเถียหนานต้องเสียนิ้วห้านิ้ว   คุณหนูมู่หรงเสวี่ยผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”     ชายในชุดเทาเอ่ย   ท่วงท่าประทับใจแล้วหันไปยังบุรุษชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างๆ    ยิ้มแล้วกล่าวถามว่า   “ท่านคิดเช่นไร......”

บุรุษในชุดขาวขยับนิ้วเรียวผ่องใสดุจแท่งหยกลูบไล้จอกเหล้าอย่างนิ่มนวล   เปลือกตาหลุบต่ำ   ไม่กล่าวสิ่งใดออกมา

ชายชุดเทาไม่ถือสา   ยังคงวนเวียนกล่าวต่อไปด้วยความสนใจว่า   “ตอนที่นางแย่งมีดมาได้   กระบวนท่าแปลกตาที่ใช้ตัดนิ้วทั้งห้า   ทั้งรวดเร็วและดุดัน   สงสัยว่าน่าจะได้รับการฝึกฝนที่จวนมู่หรง   แต่ทั่วเมืองหลวงกลับมีข่าวลือว่านางเป็นสตรีอ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่   เหลวไหลจริงๆ!

ชายหนุ่มชุดขาวเงยหน้าขึ้นมองไปยังเงาร่างของมู่หรงเสวี่ยที่ค่อยๆห่างออกไป   นัยน์ตาสีนิลเปล่งประกายลึกซึ้งยากที่คนจะเข้าใจ

มู่หรงเสวี่ยออกจากบ่อนก็เดินทอดน่องไปยังจวนมู่หรงโดยไม่อาศัยรถม้า   ในมือยังอุ้มลูกสุนัข    ค่อยๆชมทัศนียภาพผู้คนบ้านเรือนรอบๆ

มู่หรงเยว่วิ่งตามมาทันนาง   ใบหน้ายิ้มแย้มประจบเอาใจ    “เสวี่ยเอ๋อ, เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเจ้าหมาเตี้ยเนี่ยฝีมือร้ายกาจใช่หรือเปล่า?”

คลุกคลีกับบ่อนกัดหมามาไม่น้อย   สายตามองสุนัขเขาก็นับว่าไม่เลว   เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้   มองซ้าย  มองขวา   มองบนลงล่างเพื่อดูหน่วยก้านของเจ้าตัวเล็กนี้ชัดๆ

“เจ้านี่ไม่ใช่สุนัขธรรมดา   มันคือ.....ทิเบตัน มาสทิฟฟ์”    มู่หรงเสวี่ยอธิบายเสียงอ่อน คุณสมบัติโดดเด่นของสุนัขพันธุ์นี้คือ   จอมอารักขา   ดุร้าย   กล้าหาญและแข็งแกร่งจนสามารถต่อสู้กับหมี  หรือเสือ    สุนัขธรรมดาทั่วไปไหนเลยจะเทียบกับมันได้

ทิเบตัน มาสทิฟฟ์.....อะไร? 

มู่หรงเยว่เล่นกัดหมามาก็มาก   นับว่ารู้จักสายพันธุ์สุนัขมาไม่น้อย    แต่พันธุ์ ทิเบตัน มาสทิฟฟ์นี้ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน   แต่ความไม่รู้ก็ไม่อาจขวางกั้นความชอบในตัวเจ้าเตี้ยนี้ได้    “เสวี่ยเอ๋อ, เจ้าขายทิเบตัน มาสทิฟฟ์ให้กับพี่ดีหรือไม่?     ข้าให้ราคาห้าพันตำลึง.....อืมม..ไม่ดีๆๆ.....หนึ่งหมื่นตำลึงเลยเอ้า”

มู่หรงเสวี่ยหันไปมองหน้ามู่หรงเยว่    ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินปักลายต้นไผ่ลวดลายละเอียด    รัดเกล้าแกะจากหินหยกฝีมือประณีตงดงามรวบผมขึ้นเผยให้เห็นหน้าผากเรียบแสดงความเฉลียวฉลาด   ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มที่กำลังจะก้าวเป็นชายหนุ่มเต็มตัว   ผิวขาวละเอียดใส   ปากแดงเรื่อด้วยสุขภาพแข็งแรง   ดวงตาส่องประกายแวววาวสีดำเข้ม   ทั้งรูปงามทั้งเยาว์วัยซ้ำยังดูภูมิฐาน

ใครจะไปคาดคิด   ว่าเจ้าเด็กท่าทางร่าเริงคึกคักนี้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดจวนมู่หรง  ดำรงชีวิตลอยชาย   อยู่อย่างไร้ความสามารถไปวันๆ พินิจพิจารณาแล้วก็ตอบออกไปว่า    “ข้าไม่อยากได้เงิน”

อืม! ก็จริง    น้องสาวพำนักอยู่ในจวน   ทั้งอาหาร เสื้อผ้า แพรพรรณมีอะไรบ้างขาดแคลน ทั้งนางยังไม่ค่อยออกไปไหน    ไม่มีความจำเป็นพิเศษอื่นใดที่ต้องจับจ่ายเงิน    หากใช้เงินแลกเปลี่ยนกับเจ้าหมานี่   คงจะไม่ค่อยถูก

“ถ้างั้น....ข้าจะหาแพรไหมงามๆดีหายาก   กับพวกเครื่องประดับสั่งทำเป็นพิเศษ....”  มู่หรงเยว่ยิ้มกับความคิดนี้   มีสตรีที่ไหนไม่ชอบเสื้อผ้า   เครื่องประดับบ้างล่ะ   น้องสาวต้องชอบแน่ๆ

มู่หรงเสวี่ยบอกปัดอย่างไม่แยแสว่า    “พี่จัดหาเสื้อผ้าเครื่องประดับได้  แล้วข้าไม่มีปัญญาหาเองหรอกหรือ....”

เออ...มันก็จริง   ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดีมีอยู่ที่ร้านอี้เซียง   เครื่องประดับงามเลิศของเมืองหลวงก็ต้องร้านตู้เป่า   ทั้งน้องสาวและตัวเขาเองต่างก็สามารถให้คนจัดหามาได้โดยไม่ยากเย็น

“งั้นทำยังไงเจ้าถึงจะมอบเจ้าเตี้ยนี้ให้ข้า?”    น้ำเสียงของมู่หรงเยว่ค่อนข้างผิดหวัง

“ที่บ่อนกัดหมาก็มีสุนัขมากมายให้เลือกซื้อ   พี่จะมาสนใจทิเบตันของข้าทำไมล่ะ?” ทิเบตัน มาสทิฟฟ์เป็นหมารักเจ้านาย    ซื่อสัตย์  หวงของ  เป็นหมาที่คนยกให้ว่าเป็นระดับราชาในหมู่สุนัขด้วยกัน   ทั้งยังหายาก   มู่หรงเสวี่ยกะจะนำไปเลี้ยงไว้ใช้พิทักษ์ความปลอดภัยที่จวนมู่หรง   ไม่ต้องการนำมันออกมากัดพนันอีกต่อไป

“หมาของน้องแข็งแกร่งที่สุดที่พี่เคยเห็นมา!”     มู่หรงเยว่มองเจ้าลูกหมาด้วยดวงตาหวานเยิ้ม    “ถ้าเจ้าให้มันกับข้าแล้วล่ะก็   ข้าจะพามันตระเวนไปท้ากัดให้ทั่ว   พอถอนทุนกลับมาได้.......”

มู่หรงเสวี่ยหยุดเดินกะทันหัน   มู่หรงเยว่ไม่ทันระวังเกือบจะชนนาง   หยุดกะทันหันเช่นนี้ทำให้เขายืนโงนเงนทรงตัวเกือบไม่อยู่   เมื่อพอจะยืนได้มั่นคงแล้วจึงค่อยถามด้วยความสงสัยออกไปว่า    “เสวี่ยเอ๋อ, เจ้าเป็นอะไรไป?”

มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบ   ตาจ้องเขม็งไปข้างหน้า

มู่หรงเยว่มองตามสายตาของนาง   เห็นผู้คนนับสิบหามหีบไม้จำนวนมากปักหลักอยู่ตรงหน้าประตูจวนมู่หรง   หีบไม้ทำจากไม้ล้ำค่าขึ้นเงาติดสลักกุญแจลวดลายทองคำเป็นสัญลักษณ์ศาสตราวุธงดงาม   มองเห็นเพียงแวบเดียวก็รู้ว่ามีราคาซ้ำยังทรงคุณค่างานศิลป์    แทบไม่ต้องสงสัยต่อไปเลยว่าของในหีบจะมีราคาแพงสักแค่ไหน

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มค่อยๆก้าวออกมาจากกลุ่มคนตรงนั้นกำลังเดินตรงไปยังประตูจวน

“พ่อบ้านหวาง!”     มู่หรงเยว่รู้สึกแปลกใจ

ชายผู้นั้นเมื่อได้ยินเสียงจึงหันกลับมาเห็นมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ย    เขาก้มหัวคำนับว่า “นายท่านมู่หรง....คุณหนูมู่หรง”

บิดาของมู่หรงเสวี่ย มู่หรงเยวี่ย เป็นผู้บังคับบัญชาสามเหล่าทัพ    สิบปีก่อนระหว่างทำศึกที่ชายแดนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงแก่ความตาย   เมื่อได้ยินข่าว, มารดาของพวกเขาก็เศร้าโศกเสียใจจนตรอมใจตายตาม    ทิ้งบุตรธิดาฝาแฝดอายุสี่ขวบไว้เบื้องหลังตามลำพัง    ดังนั้นนายท่านสกุลมู่หรงคนปัจจุบันก็คือ มู่หรงเยว่ ผู้นี้ที่มีอายุเพียง 14ปี เท่านั้น

มู่หรงเยว่เอ่ยถามพร้อมกับชี้มือไปยังขบวนหีบไม้มากมายที่วางอยู่ว่า    “พ่อบ้านหวาง พวกท่านมาทำอะไรที่นี่?”

พ่อบ้านหวางยิ้มแย้มตอบว่า    “ตอบนายท่านมู่หรง   ข้ารับคำสั่งขององค์ชายจิงนำสินสอดเจ้าสาวมามอบให้คุณหนูมู่หรง”

มู่หรงเยว่มองด้วยความตื่นเต้น    น้องสาวจะออกเรือนนับเป็นเรื่องมงคล   แต่ว่า......   ”น้องสาวข้าเป็นว่าที่ชายาเอกขององค์ชายจิง    ตามธรรมเนียมองค์ชายจิงต้องนำสินสอดมามอบด้วยตนเอง   ทำไมส่งแค่พ่อบ้านมากับข้าวของล่ะ?   แล้วจากขนบประเพณีแล้ว   สินสอดของชายาเอกต้องมีจำนวนหีบอย่างน้อย 120 ใบขึ้นไปจึงจะถูก    ทำไมท่านนำมาแค่64 หีบล่ะ?    อย่างไงองค์ชายจิงก็มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงองค์ชายซ้ำยังชนะศึกได้รางวัลปูนบำเหน็จมากมาย   ไม่น่าจะขัดสนเรื่องเงินทองขนาดนี้นี่นา, ใช่หรือไม่?”


..............................................
จบบทที่ 6

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น