วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 8 สั่งสอนบทเรียนลูกพี่ลูกน้อง!

วรยุทธ์อะไรกัน?    ข้าก็แค่จดจำจากท่ายืดเส้นยืดสายของพวกผู้คุ้มกันมาสองสามท่าก็แค่นั้นเอง!”     มู่หรงเสวี่ยยักไหล่ตอบ   ในแววตานางมีความอึดอัด

จะบอกว่าเคยเรียนมาจากชาติที่แล้ว   ก็พูดไม่ออก   ใครเขาจะไปเชื่อ   หากไม่เกิดกับตัวนางเอง   นางยังไม่อยากจะเชื่อเลย   อย่าว่าแต่จะมาเล่าให้เด็กอายุสิบสี่อย่างมู่หรงเยว่ฟัง   ขืนนางบอกออกไปอย่างนั้น   ดีไม่ดีอาจถูกหาว่าเป็นแม่มดหมดผี    สู้เก็บไว้เป็นความลับเช่นนี้ย่อมดีกว่า

“เป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ?”     มู่หรงเยว่นิ่วหน้า    สีหน้าไม่อยากจะเชื่อนางสักเท่าไหร่

“ก็ใช่นะซิ   ข้าจะไปโกหกพี่ทำไม”    เห็นมู่หรงเยว่ทำท่าจะถามคำถามอีก   มู่หรง
เสวี่ยก็รีบเปลี่ยนเรื่องว่า    “นี่มันก็ไม่เช้าแล้ว   ข้าตั้งใจจะจับเจ้าทิเบตันอาบน้ำสักหน่อย  เนื้อตัวมันสกปรกมาก  ไม่น่าดูเอาซะเลย”

แค่มู่หรงเยว่ได้ยินคำว่า   ทิเบตัน มาสทิฟฟ์    ออกมา     จิตใจก็พุ่งมุ่งไปหาลูกสุนัขทันที     “น้องสาวสุขภาพไม่ค่อยดี   ไม่น่าจะต้องลำบากลำบน   ปล่อยให้งานอาบน้ำของมันเป็นภาระของข้าเองเถิด”

มู่หรงเสวี่ยยิ้ม    “ข้าจะให้สาวใช้จัดการอาบน้ำให้มัน   ไม่ได้ลงมือเอง   ไม่ลำบากอะไรนักหรอก”

มู่หรงเยว่ไม่เห็นด้วย เขาเอาแต่ส่ายหัว   “ขนของเจ้าเตี้ยมันสกปรกจนไม่เห็นสีดั้งเดิม คงคลุกฝุ่นอาบโคลนมานาน   พวกสาวใช้ของน้องล้วนมือไม้บอบบางไม่มีกำลัง   คงอาบคราบสกปรกของมันออกไม่ไหวหรอก   ทิ้งเจ้าเตี้ยนี้ไว้ให้ข้า   ข้าจะให้บ่าวชายอาบน้ำให้มันแล้วค่อยส่งตัวคืนให้เจ้า”

ลูกหมาล้ำค่าของน้องสาวตัวนี้    ทำยังไงน้องสาวก็ไม่ยอมยกให้เขา   ยังไงเขาต้องตีซี้กับเจ้าเตี้ยเอาไว้ก่อน    หากเสวี่ยเอ๋อไม่ได้มาดูแลมันวันไหน    ค่อยลอบแอบเอาออกไปสักหนสองหน   ก็คุ้มจนไม่รู้จะคุ้มอย่างไงแล้ว

“อย่างนั้นก็ได้”    มู่หรงเสวี่ยตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก   ยื่นลูกหมาส่งให้มู่หรงเยว่ พร้อมทั้งสั่งความเพิ่มว่า   “ขนมันพันกันรุงรังไปหมด   ให้บ่าวค่อยๆสางออกทีละปม อย่าแปรงลงน้ำหนักมือแรง.....”

“ข้ารู้แล้ว  ข้ารู้แล้ว!”   มู่หรงเยว่พยักหน้าถี่ๆ    หันหลังออกเดินไปตามทางเดินโรยกรวด    สุนัขตัวนี้เป็นสุนัขจอมกัดพันธุ์หายาก    ถุงเงินสี่ขาตัวเหม็นเหม็นเอ๋ย.....เขาจะนั่งกำกับบอกให้คนของเขาระวังเป็นอย่างดีเชียว

เดินไปได้สองสามก้าว   อยู่ๆมู่หรงเยว่ก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับมู่หรงเสวี่ยด้วยสีหน้าอึดอัดน่าสงสัย    “เสวี่ยเอ๋อข้ายังไม่ทันได้ถามเจ้าเลย,   ข้ายื่นมือเข้าทำลายบุพเพของเจ้ากับเยว่อี้เฉินเช่นนี้,   เจ้าไม่ตำหนิข้าสักคำเหรอ?”

หนึ่งปีที่พึ่งผ่านมานี้,   ถึงแม้ว่าเขาเข้าๆออกๆไม่ค่อยจะอยู่จวน    แต่ก็ยังพอรู้ว่าน้องสาวของเขาหลงใหลเย่วอี้เฉินขนาดไหน

“ย่อมต้องไม่แน่นอน”    มู่หรงเสวี่ยเผยรอยยิ้มกว้างขวางพร้อมทั้งหัวเราะออกมา  “ตอนที่เจ้านั่นประกาศเจตนาของมันกลางงานเลี้ยง   ข้าก็ร้องขอให้ถอนสัญญาหมั้นหมายก่อนพี่เสียอีก   องค์ฮ่องเต้ก็มิได้ขัดขวาง   หนำซ้ำยังออกหน้าส่งข่าวให้อ๋องจิงผู้เฒ่ารีบกลับมายังเมืองหลวงเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องนี้....”

“จริงเหรอ?”    มู่หรงเยว่ทำตาโต    “เจ้าไม่ได้ชอบเย่วอี้เฉินอีกแล้วเหรอ?”

มู่หรงเสวี่ยทำเสียงฮึขึ้นจมูก    “มีแต่คนตาถั่วเท่านั้นที่จะชอบเขา   เขาไม่คู่ควรกับความรักที่ข้าจะมอบให้เลยสักนิด”

“พูดได้ถูกต้อง!”    มู่หรงเยว่พยักหน้างึกงักเห็นด้วย    “เย่วอี้เฉินไม่ได้มีใจให้เจ้าก็อยู่ส่วนของเขาไปซิ    ไม่เห็นต้องมาวอแวกับเจ้าเลย   ถอนหมั้นกับเขาแล้วก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กันต่อไปอีก!

“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”    เจ้าลูกสุนัขเห็นเขาสองคนพี่น้องสนทนากันท่าทางครื้นเครงไม่สนใจมัน    จึงต้องการมีส่วนร่วมด้วย

มู่หรงเยว่ก้มหน้ามองมัน   อดรู้สึกเอ็นดูมันไม่ได้    “อดทนรอไม่ได้แล้วหรือ?    เอ้า มาด้วยกัน....มาด้วยกัน   ท่านเสี่ยวเยว่ผู้นี้จะพาเจ้าไปลงอ่าง!

มองมู่หรงเยว่เดินห่างออกไปจนลับสายตา    มู่หรงเสวี่ยก็หันกลับแล้วค่อยๆออกเดินไปตามทางเดินในสวน    ไม่นานพลันได้ยินเสียงหัวเราะสดใสดั่งระฆังดังมาจากเรือนพำนัก

เดินเข้าไปในสวนหน้าเรือนพำนัก   นางเห็นกลุ่มสาวใช้และแม่บ้านยืนกันอยู่ด้านหน้าเรือนฝั่งตะวันตก   ในมือสาวใช้แต่ละนางประคองกล่องเครื่องประดับไม้แกะลวดลายงดงาม   มองเห็นภายในกล่องแต่ละกล่องล้วนเต็มไปด้วยชิ้นเครื่องประดับทำจากพลอยไพลิน   ตุ้มหูทำจากทับทิมน้ำงาม   ชุดสร้อยคอเข้าชุดกัน   และสร้อยข้อมือที่ประดับด้วยเพชรพลอยหลากชนิด   แต่ละชิ้นงานออกแบบได้อย่างสวยงามมีรสนิยม

เด็กสาวผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีชมพูอ่อน   กำลังหมุนตัวโผไปโผมาระหว่างกล่องแต่ละใบด้วยท่าทางร่าเริงประดุจผีเสื้อ   เด็กสาวยิ้มกว้างขวางเบิกบานยิ่งกว่าดอกไม้ที่กำลังผลิบานอยู่ในสวน

ริมฝีปากของมู่หรงเสวี่ยยกขึ้นยิ้มเหยียด   ก่อนที่จะก้าวช้าๆเข้าไปหาพร้อมทั้งเอ่ยออกมาว่า    “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่?”

เมื่อได้ยินเสียงนิ่งเย็นของนาง    บรรดาสาวใช้และแม่บ้านก็หันมาย่อกายคำนับนาง “คุณหนู!

เด็กสาวในชุดชมพูมีนามว่า ซ่งชิงหยาง ทำแค่เพียงหันมามองนิดหน่อยอย่างไม่ค่อยจะสนใจ     “ลูกพี่ลูกน้องเจ้ากลับมาแล้ว    ท่านยายเห็นว่าข้าแต่งเนื้อแต่งตัวธรรมดา นางก็เลยให้ข้ามาเลือกเครื่องประดับไปใส่เป็นของขวัญ”

ท่านยายที่นางกล่าวถึงมิใช่ท่านย่าแท้ๆของมู่หรงเสวี่ย   แต่เป็นภรรยารองของท่านปู่ของนางซึ่งให้กำเนิดบุตรธิดามาอย่างละคน มู่หรงเจียนและมู่หรงหลัว     ส่วนท่านพ่อของนาง  มู่หรงเยวี่ย นั้นเกิดจากท่านย่าซึ่งเป็นฮูหยินเอกของท่านปู่นาง

ซ่งชิงหยางเป็นธิดาคนโตเพียงคนเดียวที่เกิดจากมู่หรงหลัวซึ่งแต่งเข้าบ้านขุนนางแห่งจวนหวู่อัน     นางนั้นได้ทั้งความรักและการตามอกตามใจจากท่านยายของนาง   นางมักจะมาเยื่ยมเยือนฮูหยินเฒ่าบ่อยๆและทุกๆครั้งที่นางมา    นางก็จะจงใจแต่งกายให้เรียบตาปราศจากเครื่องประดับ     เมื่อถึงเวลานางกลับไปก็มักจะได้รับเครื่องประดับติดไม้ติดมือกลับไปอย่างอู้ฟู่ทุกครั้ง

มู่หรงเสวี่ยเหยียดหยามนางอยู่ภายในใจ    ภายนอกกล่าวเสียงเรียบเรื่อยว่า    “ท่านย่ารองมอบเครื่องประดับให้เจ้า     เจ้าก็น่าจะไปเลือกที่ห้องเก็บของๆท่านย่ารอง   ทำไมถึงมาเลือกเอาจากสินเดิมของแม่ข้า?”

ซ่งชิงหยางขมวดคิ้วแน่นชะงักมือที่กำลังลองตุ้มหู    นางมาที่นี่เลือกเครื่องประดับหลายครั้งก็ไม่เคยเห็นมู่หรงเสวี่ยจะกล้าโวยวายอะไรเลย    ทำไมมาวันนี้จึงกล้าตั้งคำถามเอากับนาง ไม่รู้ว่านางกินอะไรผิดสำแดงมากันแน่?     “แม่เจ้ามีศักดิ์เป็นป้าของข้า    จะให้เครื่องประดับข้าสักชิ้นสองชิ้นจะเป็นไรไป?”

“หากแม่ข้าอนุญาตเจ้าเอง   ก็ไม่เป็นไรหรอก   แต่ถ้าเดินดุ่มๆเข้ามาหยิบฉวยเอาของมีค่าโดยไม่มีใครอนุญาตไปแบบนี้    การกระทำเยี่ยงนี้เขาเรียกว่า  ขี้ขโมย,  ฉกชิงจากผู้อื่นเอาหน้าด้านๆ”

เสียงที่พูดท้ายๆประโยคของมู่หรงเสวี่ยดุดัน    สายตากราดเกรี้ยวมองจ้องไปยังซ่งชิงหยาง   ซึ่งหน้าแดงก่ำเถียงมู่หรงเสวี่ยกลับไปว่า    “แม่เจ้าน่ะตายไปสิบปีแล้ว   แล้วข้าจะไปเอ่ยปากกับนางได้อย่างไร?    มู่หรงเสวี่ย,  เจ้าอย่าทำเกินไปน่ะ”

สายตาของมู่หรงเสวี่ยยิ่งทวีความดุดัน นางกล่าวเสียงเย็นต่อว่า    “สินเดิมของแม่ข้าถูกผู้อื่นขโมย    ข้าแค่ตั้งคำถามยังถูกกล่าวหาจากเจ้าว่าทำเกินไป?     เป็นถึงบุตรีขุนน้ำขุนนางกลับหยิบฉวยของของผู้อื่น    เจ้าบอกข้าซิว่าเจ้ากับข้า....ใครทำเกินไปมากกว่ากัน?”

“ข้าไม่ได้ขโมยของ”    ซ่งชิงหยางเอ่ยออกมาด้วยความโมโห     “ข้ามีกุญแจมาไขเอาเครื่องประดับอย่างถูกต้อง   ไม่ได้ลักลอบมาเปิดสักหน่อย”

มู่หรงเสวี่ยแอบเหยียดริมฝีปาก-นางรอประโยคนี้อยู่นานแล้ว   “ใครเป็นคนเก็บกุญแจห้อง?”

“บ่าวเองเจ้าคะ!”    สาวใช้สูงวัยอายุอานามประมาณ 31 ก้าวออกมา    ใบหน้าของนางเกลี้ยงเกลา    ดวงตาดำดุท่าทางเคร่งครัด    ผมเกล้าอย่างเรียบร้อยพิถีพิถัน    มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสาวใช้คนเก่าคนแก่ที่เฉลียวฉลาดคล่องแคล่ว!

“เด็กๆเข้ามา   ลากนางออกไป  จัดการโบย100ที   แล้วขายทิ้งซะ!”     มู่หรงเสวี่ยออกคำสั่ง

สาวใช้ผู้นั้นถึงกับตะลึงตกใจ   ตะโกนโวยวายว่า   “คุณหนู บ่าวมีความผิดอันใด?”   แต่เดิมมู่หรงเสวี่ยมีจิตใจอ่อนโยน    ไม่เคยโมโหทุบตีสาวใช้มาก่อนแล้วเหตุไฉนมาวันนี้ถึงสั่งโบยนางได้ซ้ำยังจะขายนางออกไปอีก?

“มารดาของข้ามอบกุญแจให้เจ้าเก็บรักษา   หมายถึงให้เจ้าพิทักษ์ดูแลข้าวของในห้องแห่งนี้   ไม่ใช่มอบทรัพย์สินให้เจ้าเป็นเจ้าของ   เจ้าเที่ยวเปิดให้ใครต่อใครเข้ามาทั้งๆที่ไม่มีคำสั่งจากเจ้าของ   บ่าวคิดคดทรยศเช่นนี้   สมควรจะขายทิ้งหรือไม่?”

มู่หรงเสวี่ย  เจ้าของร่างเดิมนี้เป็นสตรีที่อ่อนโยนมีเมตตา    ทำให้พวกบ่าวไม่เกรงใจและทำเป็นหลงลืมไปว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริงของทรัพย์สินเหล่านี้   มู่หรงเสวี่ยคนใหม่นี้ไม่รังเกียจสักนิดที่จะสละเวลาช่วยอบรมตักเตือนให้รู้สำนึกซะบ้าง

สีหน้าของซ่งชิงหยาง ณ ตอนนี้ถึงกับซีดเผือด    แม่บ้านที่ไขกุญแจห้องให้นางโดนมู่
หรงเสวี่ยสั่งทำโทษและขายทิ้ง    มองเผินๆเหมือนว่ามู่หรงเสวี่ยทำโทษบ่าวรับใช้แต่จริงๆแล้วตั้งใจตบหน้านางมากกว่า

เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู   ทั้งยังเหน็บแนมด่ากระทบ   นางเสียท่าให้จนไม่รู้จะเปิดปากเถียงอย่างไร   คำเหน็บแนมของมู่หรงเสวี่ยผู้นี้ช่างตีตรงประเด็นทั้งยังร้ายกาจไม่ออมฝีปากบ้างเลย

สาวใช้ผู้ถือกุญแจมองหันหาคนช่วยเหลือ   เหลือบมองสาวใช้ที่มาด้วยแต่ละคน   พวกนางต่างก้มหน้างุดไม่กล้าที่จะเอ่ยปากช่วยด้วยความเกรงกลัวมู่หรงเสวี่ย

ไม่มีใครกล้าช่วยนาง   นางก็ได้แต่หาทางช่วยตนเองแล้ว   นางได้แต่กัดฟันแล้วรีบพูดเสียงดังออกมาว่า    “เรียนคุณหนู   บ่าวทำตามคำสั่งจากฮูหยินผู้เฒ่าให้มาเปิดห้อง......”


..............................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น