งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 2 ลดตำแหน่งจากเมียเอกสู่อนุ (ต่อ)

สีหน้าของเย่วอี้เฉินดำคล้ำ   เขาหรี่ตาลงพร้อมอธิบายความด้วยท่าทีอดกลั้นว่า   “ตัวเจ้าเจ็บป่วยออดๆแอดๆมาหลายปี   ร่างกายนั้นอ่อนแอยิ่งนัก   ต่อให้ยกเลิกการหมั้นหมายกับข้าไปแล้ว   ก็คงจะไม่มีตระกูลดีๆที่ไหนอยากได้เจ้าไปเป็นสะใภ้   เจ้าหมั้นหมายอยู่กับข้า   และรอคอยข้ามานานหลายปี   อย่างไรข้าก็ไม่อาจปฎิบัติต่อเจ้าลวกๆ หลังจากแต่งงานเข้าตำหนักของข้า   เจ้าจะได้เป็นพระชายารอง   ตำแหน่งของเจ้าจะต่ำกว่าแค่พระชายาเอกเท่านั้น...”

“ชายารองก็คืออนุ   ข้าเป็นบุตรีของภรรยาเอกของขุนนางอันมีเกียรติ   ไม่ว่าการสมรสนั้นจะเลวร้ายแค่ไหน   ข้าจะไม่มีวันยอมเป็นอนุเป็นอันขาด!”    มู่หรงเสวี่ยปฎิเสธข้อเสนออย่างไร้เยื่อใย   ดวงตาแวววาวด้วยประกายไฟโทสะ   นางได้พูดจาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว   แต่ไฉนเย่วอี้เฉินยังคงยืนกรานต้องการแต่งนางเป็นอนุอยู่อย่างนั้น    เขาไม่รู้ซึ้งเจตนาของนางจริงๆหรือว่าทำเป็นไม่เข้าใจกันแน่?

เย่วอี้เฉิน...ทั้งหน้าตาหล่อเหลาคมคาย   ทั้งยังหนุ่มแน่น   มีอำนาจกำลังทหารในมือ เขาได้ควบคุมกองทัพและได้รับการโปรดปรานจากองค์ฮ่องเต้   สตรีทั้งหลายจากครอบครัวที่มีชาติตระกูลดีทั่วทั้งเมืองหลวงคงยินยอมที่จะต้องสละตำแหน่งเมียเอกเพื่อแต่งเป็นชายารองให้แก่เขาอย่างแน่นอน    แต่จะเป็นความคิดของสาวงามส่วนใหญ่ที่ไหนก็ช่าง    แต่ต้องไม่ใช่นาง...มู่หรงเสวี่ย    ผู้นี้อย่างแน่นอน!

น้ำเสียงเยียบเย็นของนางชำแรกเข้าในหูแล้วกระแทกลงในใจของเขา   เย่วอี้เฉินนิ่งขึง หัวคิ้วขมวดมุ่นเมื่อจ้องมองมายังมู่หรงเสวี่ย    นางแต่งกายด้วยอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อนุ่มสีชมพูอ่อน   ตรงปลายกระโปรงยาวทิ้งตัวปัดป่ายระไปตามพื้น   ขับเน้นทรวดทรงอรชรของนางให้ดูน่าทนุถนอม

เส้นผมของนางลื่นไหลดูละมุนตาราวกับน้ำตกที่ทิ้งตัวลง    แบ่งเกล้าเป็นชั้นโดยใช้ปิ่นหยกเขียวลวดลายดอกไม้ตรึงไว้    เผยให้เห็นหน้าผากกลมมนเรียบลื่น และดวงหน้าเล็กที่ค่อนข้างซีดแต่สามารถเปล่งประกายสดใสออกมาได้   ดวงตาสีดำของนางส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาราในยามราตรี   แต่ในแววตานั้นช่างสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยวนัก!

สามปีแล้วที่เขาไม่ได้พบหน้านาง    เด็กหญิงขี้โรคแสนจะอ่อนแอในความทรงจำของเขา    บอบบางราวกับลมจะพัดปลิว    นางได้เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวเยาว์วัยหน้าตางดงาม   ท่วงท่าอ่อนหวานนั้นได้ปรับเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเฉยเมย   สายตาของนางที่จับจ้องมองมามีแต่ความเย็นชา   ไม่มีวี่แววความชื่นชมและผูกพันแม้แต่น้อย  นี่คือตัวตนของนาง – ทรงเกียรติและภาคภูมิ,  งามสง่าและสงบนิ่ง   ดุจดังดอกไม้สีแดงที่เฉิดฉายอย่างองอาจท่ามกลางหิมะ    บานสะพรั่งให้เห็นถึงความงามอย่างเงียบๆ ไม่กระโตกกระตากแต่ดึงดูดใจชวนให้หลงใหล

ยามเมื่อนางกล่าวถึงการถอดถอนการหมั้นหมาย    ยามนั้นหมายความว่านางต้องการที่จะถอนพันธะนั้นอย่างจริงจัง     มิได้มีท่าทีเสแสร้งสร้างสถานการณ์เพื่อต่อรองหรือเรียกร้องความสนใจจากเขาแต่อย่างใด!

การดื้อรั้นยืนกรานของนางได้ชักนำสถานการณ์ไปสู่ทิศทางที่ตรงกันข้ามกับที่เขาคาดไว้    ทำให้เขามิอาจควบคุมสถานการณ์ได้โดยสิ้นเชิง!    เขาไม่พอใจความเป็นไปเช่นนี้เลย

เงามืดเคลื่อนวูบผ่านพาดดวงตาของเย่วอี้เฉินไป    เขามองไปที่มู่หรงเสวี่ยแล้วกล่าวว่า “การหมั้นหมายของเราเป็นไปตามความต้องการของบิดามารดาเราทั้งสองฝ่าย   รวมไปถึงผ่านสักขีพยานขั้นตอนแม่สื่ออย่างครบถ้วน    อยู่ๆก็คิดจะยกเลิก....จะยกเลิกได้อย่างไรกัน”

“สัญญาหมั้นหมายของบิดามารดาของพวกเราตกลงกันไว้ว่า........จะแต่งข้าให้เป็นชายาเอกของท่าน     มิได้ให้แต่งเข้าเป็นชายารองของท่านแต่อย่างใด    ยามที่องค์ชายลดฐานะข้าเป็นชายารอง    ก็เท่ากับว่าทำผิดต่อสัญญาหมั้นหมายของพ่อแม่ของข้าแล้ว!”  

เย่วอี้เฉินผิดคำสัญญาต่อหน้าโถงงานเลี้ยงเป็นที่รับรู้ของบรรดาขุนนางทั้งหลายแล้วยังมีหน้ามาติเตียนนางว่าไม่เชื่อฟังคำบิดามารดาอีก – ช่างเป็นผู้ชายหน้าด้านอะไรเยี่ยงนี้!      ถ้านางต้องแต่งงานกับผู้ชายประเภทนี้ล่ะก็    อย่าว่าแต่ตำแหน่งเมียน้อยเลย...แม้แต่ตำแหน่งเมียเอก    นางก็ไม่เห็นจะอยากได้เลย!!!

เย่วอี้เฉินจับจ้องนางด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความนัย    “เจ้าก็ยังโทษข้าอยู่ดี!

ช่างเป็นคนไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรเช่นนี้     พูดกับเขามีแต่ทำให้นางต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ    ทั้งหมดที่นางต้องการก็คือขีดเส้นคั่นแบ่งแยกนางออกจากเขาให้ชัดเจน ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีกต่อไปเลยด้วย!

“องค์ชายจิงอภิเษกกับองค์หญิงแห่งโม่เป่ยเพื่อปวงประชาแห่งแคว้นฉิงหยาน    ข้าจะไปต่อว่าท่านได้เยี่ยงไรกัน?    ข้ายังส่งเสริมการกระทำนี้ด้วยการถอนพันธะหมั้นหมายระหว่างกัน    เพื่อความสงบสุขร่มเย็นของปวงประชาแห่งฉิงหยานและโม่เป่ย   ข้าทำผิดตรงไหนกัน?    นอกจากว่า.....ตัวองค์ชายอภิเษกกับองค์หญิงอี้หย่วนเป็นชายาเอกแล้ว    ท่านยังคงอยากได้ข้าคู่หมั้นเก่าไปเป็นชายารองอุ่นเตียงเพิ่มอีกคน    เพื่อสนองอารมณ์กลัดมันของท่านกระนั้นหรือ?

พอสองสามคำสุดท้ายในประโยคถูกพูดออกไป    น้ำเสียงของมู่หรงเสวี่ยยิ่งเข้มขึ้นอีก เย่วอี้เฉินรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงเยาะเย้ยของนาง    ใบหน้าหล่อเหลานั้นบึ้งตึง    ดวงตาดำเข้มด้วยอารมณ์เดือดดาล    เขาน่ะเหรอจะใส่ใจกับเรื่องเนื้อหนังมังสา    เขาต้องการให้มู่หรงเสวี่ยแต่งเป็นชายารองของเขาเพียงเพราะเหตุผลที่ว่า......................

“แม่นางมู่หรง  ได้โปรดอย่ามีโทสะไป    ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง.....”     พลันได้ยินเสียงสตรีดังอ่อนหวานขึ้นมาในห้องโถงนั้น

มู่หรงเสวี่ยผงกศีรษะไปยังที่มาของเสียงและได้พบกับสตรีงดงามผู้หนึ่งยืนเยื้องหลบไปทางด้านหลังของยกพื้นหินอ่อน    ปิ่นประดับบนศีรษะของนางทำจากแก้วเจียระไนสีใสเป็นรูปผีเสื้อมีพู่ระย้าห้อยลงมาด้านข้างขับเน้นใบหน้าเล็กประณีตของนางให้ดูน่ารัก ปลายกระโปรงของนางปักลายดอกไม้งดงาม    ตัวกระโปรงตัดกระชับแนบกับช่วงเอวอ่อนเน้นให้เห็นรูปทรงบอบบางของนางมิแตกต่างจากต้นหลิว    ดวงหน้าเล็กที่งดงามหยาดเยิ้มนั้นมีสีหน้าเสียใจ

“ตัวข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าองค์ชายจิงกับแม่นางมู่หรงมีพันธะหมั้นหมายต่อกันมาก่อน ดังนั้นข้าจึงเดินทางมายังแคว้นฉิงหยานนี่    ข้าเสียใจเหลือเกินที่ตัวข้าเป็นต้นเหตุให้ท่านทั้งสองเข้าใจผิดกัน”

ฉิงอี้หย่วนและเย่วอี้เฉินผูกสัมพันธ์รักใคร่ต่อกันขนาดนี้    ย่อมต้องทุ่มเทจิตใจต่อกันและกัน    จะมีหรือที่ฉิงอี้หย่วนไม่รู้ถึงพันธะหมั้นหมายขององค์ชายจิงมาก่อน?

อีกประการหนึ่ง   สองฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนคำพูดโต้กันไปมาเรื่องพันธะหมั้นหมายของทั้งสองมาตั้งครึ่งค่อนวัน   ฉิงอี้หย่วนกลับไม่ออกหน้าพูดจาสักคำ    รอจนกระทั่งได้โอกาสเหมาะๆตอนที่เย่วอี้เฉินถูกโต้กลับจนจนด้วยคำพูด    นางก็ค่อยแสดงตนออกมาช่วยเย่วอี้เฉินให้รอดจากสถานการณ์จวนตัว

มู่หรงเสวี่ยเหน็บแนมอยู่ในใจ    แต่เบื้องหน้ากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า   “องค์หญิงมิต้องวุ่นวายพระทัยไป   องค์หญิงแต่งออกมาสู่แคว้นฉิงหยานเพื่อความสงบสุขของทั้งสองแคว้น    การอภิเษกระหว่างองค์หญิงและองค์ชายจิงเกิดขึ้นเพื่อความสมานฉันท์ของสองชนชาติมิได้มีเจตจำนงด้วยความรู้สึกส่วนตัวแต่ประการใด    ท่านก็มิต้องรู้สึกเสียอกเสียใจกับการยกเลิกพันธะหมั้นหมายของผู้อื่นแต่อย่างใดหรอก”

ฉินอี้หย่วนทำท่าอึดอัดใจ    ดวงตาของนางกระพริบไปมาอย่างไม่เป็นสุข

มู่หรงเสวี่ยทำเป็นไม่สังเกตเห็นท่าทีของนาง    แต่ยังคงกล่าวต่อไปว่า    “ด้วยร่างกายที่เกิดเป็นหญิง   ทั้งยังอ่อนแอขี้โรค    ข้าจึงมิอาจทำสิ่งใดสนองคุณประเทศชาติได้   สิ่งเดียวที่ข้าคนนี้สามารถทำได้คือการปลดพันธะหมั้นหมายของข้ากับองค์ชายจิงลงซะ เพื่อเปิดทางให้องค์ชายจิงได้อภิเษกสมรส    และยังทำหน้าที่พลเมืองตัวเล็กๆของประเทศชาติช่วยให้สองแว่นแคว้นเป็นมิตรที่ดีต่อกัน    ข้ายินดีขอถอนพันธะหมั้นหมายนี้    โดยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการบังคับข่มเหงใจข้า    องค์หญิงมิต้องกล่าวโทษตัวเองไป!

ฉิงอี้หย่วนแย้มรอยยิ้มแผ่วจาง    “แม่นางมู่หรงมีสิทธิที่จะปฎิบัติเช่นนั้นแต่ข้าก็ยังอดรู้สึกผิดมิได้     ถ้าหากแม่นางมู่หรงไม่รังเกียจ    ข้ายินดีแต่งเข้าเป็นชายารองส่วนแม่นางมู่หรงก็แต่งเข้าเป็นชายาเอกเถิด”

มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้ว    พวกเขาใช้ไม้แข็งมิได้ก็เลยคิดจะใช้ไม้อ่อนกับนาง...ให้นางแต่งเข้าเป็นชายาเอกนะเร่อะ?     ก็แค่สัญญาปากเปล่า    พอแต่งเข้าตำหนักองค์ชายจิงเมื่อไร คนเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดก็คือ    เย่วอี้เฉิน    เมื่อประตูหน้าของตำหนักปิดลง.....แล้วใครจะไปรู้ว่านางต้องตกอยู่ในฐานะใด     ตำแหน่งชายารองรึ?    แย่ยิ่งกว่านั้นอาจจะต้องอยู่ในฐานะเมียบ่าวก็ไม่อาจรู้ได้.....

หากเป็นอะไรที่แย่กว่านั้นลงไปอีก    เขาก็อาจจะมอบยาพิษให้นางดื่มสักถ้วย    “ตายด้วยโรคร้ายแรงสักโรค”    นางยังไม่โง่พอจะเดินดุ่มเข้าไปตายในถ้ำสุนัขจิ้งจอกหรอก “น้ำพระทัยองค์หญิงช่างงดงาม    มู่หรงเสวี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก    แต่เสวี่ยเอ๋อมิสามารถทนให้องค์หญิงได้รับความชอกช้ำได้    จะเป็นการดีกว่าที่จะยกเลิกการหมั้นหมายลงซะ!

“แม่นางมู่หรง.......”

มู่หรงเสวี่ยโบกมือนางเพื่อขัดจังหวะการพูดของฉินอี้หย่วน    มองจ้องไปที่นางตรงๆพร้อมทั้งเอ่ยต่อว่า    “องค์หญิงแห่งโม่เป่ยจะแต่งเข้าเป็นชายารองได้เยี่ยงไรกัน!  ถึงแม้ว่าองค์หญิงมิขัดข้องแต่กษัตริย์แห่งโม่เป๋ยย่อมทรงไม่ยินยอม    ทั้งองค์ชายจิงย่อมไม่เต็มใจให้พระองค์ต้องลำบากใจ.....”

“องค์ชายจิงเป็นเอกบุรุษที่หาได้ยาก    หากแต่งให้องค์ชาย    องค์ชายต้องถนอมแม่นางมู่หรงเป็นอย่างดีแน่นอน”    ฉินอี้หย่วนรีบพูดด้วยท่าทีเปี่ยมความจริงใจ

มู่หรงเสวี่ยเหยียดหยันนางในใจก่อนจะพูดน้ำเสียงเย็นชาว่า    “ข้าไม่ต้องการเป็นมือที่สามสอดแทรกระหว่างกลางองค์หญิงและองค์ชายจิง    ข้าไม่ต้องการถูกผู้คนประนามเหยียดหยามว่าโง่เขลาไม่เจียมตัวไปสอดแทรกคู่รักสวรรค์สร้าง    ได้โปรดอย่ากล่าวยับยั้งข้ามิให้ถอนหมั้นครั้งนี้อีกต่อไปเลย...องค์หญิง!

หลังจากนางกล่าวจบ    มู่หรงเสวี่ยก็หันไปถวายคำนับต่อองค์ฮ่องเต้    กราบทูลต่อพระองค์ด้วยน้ำเสียงดังกังวาน    “หม่อมฉันมีความตั้งใจอันแรงกล้าทูลขอให้ฝ่าบาทโปรดประทานอนุญาตถอดถอนพันธะหมั้นหมายของกระหม่อมและองค์ชายจิง!

น้ำเสียงนิ่งและชัดถ้อยชัดคำนั้นยังความงุนงงประหลาดใจไปถึงทุกผู้คนในห้องโถงนั้น – มู่หรงเสวี่ยต้องการถอนหมั้นจริงๆด้วย!     ทอดตาทั่วเมืองหลวงแคว้นฉิงหยาน    มีสตรีนับไม่ถ้วนที่เทิดทูนในตัวเทพแห่งสงครามมากแค่ไหน    แต่ว่านาง...นางกลับโยนทิ้งโอกาสที่นางได้รับแล้วขว้างใส่องค์หญิงฉินอี้หย่วนโดยไม่ลังเล – โยนโครมทิ้งแบบไม่เอาอีกต่อไปจริงๆเชียว!

ฉินอี้หย่วนตัวแข็งทื่อ    รอยยิ้มอ่อนหวานชวนให้ใจละลายของนางถึงกับแข็งค้าง...คาอยู่บนใบหน้า

เย่วอี้เฉินนั้น.....ใบหน้าดำทมึน    ลดสายตามองต่ำลงเพื่อปกปิดเงามืดในแววตา........


.............................................
จบบทที่ 2


<<หน้าก่อน                   สารบัญ                   หน้าถัดไป>>

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น