งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 10 เจ้าฆาตกรรังแกเหมียว

แบบนี้มันเหมือนการปล้นนี่?   ทำไมไม่ลักพาตัวอีกาแทนล่ะ?   ไม่ยุติธรรมสุดๆ!

มองดูตัวข้าที่ห้อยต่องแต่งกับ  ปี้ชิงเฉินจุน  ข้าไม่พอใจ!

ความประทับใจแรกพบระหว่างเรามันช่างมากมายจนข้าคาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคนขี้เหนียวเช่นนี้! 


พบกันครั้งแรกไม่เห็นมีปลาแห้งมากำนัลข้าสักกะตัว!  อย่างนี้มันมากไปแล้วนะ!

ยิ่งคิดยิ่งโมโห,  ข้าตัดสินใจไม่ห้อยต่องแต่งต่อไป   แต่มันก็ยากซะเหลือเกินในเมื่อข้าเอื้อมไม่ถึงคอตนเอง 

พอข้าตั้งใจเปลี่ยนร่างเป็นคน   ลมอื้ออึงที่พัดมาตลอดก็หยุดลง   ข้าหันไปดูรอบๆจึงพบว่าเราลอยละล่องอยู่ตรงกลางทะเลเมฆ   ในสายตาข้ามองไปเห็นตำหนักตั้งตระหง่านสง่างามดุจป้อมทหาร   และได้ยินเสียงดนตรีสวรรค์บรรเลงล่องลอยมาในอากาศ


ปี้ชิงเฉินจุน วางข้าลง  ข้าค่อยๆยกอุ้งเท้าเหยียบย่างเผื่อว่าจะตก   แต่ไม่ยักกะตก  กลับรู้สึกนุ่มนิ่มสบายเท้ามากเหมือนข้าเดินอยู่บนผ้าปูนุ่มๆผืนโต   ข้าอดไม่ได้ล้มลงม้วนตัวไปมา   ความนุ่มนิ่มของมันทำให้ข้าลืมว่าข้ากำลังโกรธอยู่

แต่แล้วข้าก็นึกขึ้นได้   ปีศาจอีกามิได้ตามมาด้วยนี่   ดังนั้นข้าเลยวิ่งไปที่ริมก้อนเมฆ   ตะโกนเรียก หยินซี... หยินซี...

หยินซีไม่ขานตอบข้า!

ทำไมเขาไม่มาด้วย!

ข้าพยายามขบคิด ปี้ชิงเฉินจุน โน้มกายมาที่ข้า  นี่คือสวรรค์ชั้นเมฆาคล้อยที่ 9 เขาไม่สามารถบินมาได้สูงขนาดนี้   แม้แต่นกอินทรีหรือปีศาจนกยักษ์ดึกดำบรรพ์ก็ไม่สามารถทำได้

ไม่นะ อีกาบินได้สูงมากๆๆ    ข้าชื่นชมความสามารถของหยินซีออกมา   และเขายังบินได้เร็วมากด้วย   เขาเคยพาข้าขึ้นหลังเขา

ปี้ชิงเฉินจุน ส่ายหัวแล้วไม่พูดต่อ   เขาคว้าจับที่คอข้าดึงข้าขึ้น    เจ้าต้องกลับไปที่ตำหนักซวนชิงกับข้าก่อน   ไปอาบน้ำกัน

แต่....หยินซียังมาไม่ถึงเลย   ข้ามองเขาด้วยท่าทางน่าสงสาร  ตลอด300ปีข้าไม่เคยห่างจากหยินซีเลย   ข้าไม่คุ้นเคยและรู้สึกอึดอัดมาก

ไว้คุยกันทีหลัง   ปี้ชิงเฉินจุนโบกมือไปข้างหน้าแล้วท่องคาถา   ทันใดนั้นไกลออกไปปรากฏกิเลนสีทองตัวใหญ่บินมาคุกเข่าเบื้องหน้า


ผมคือ กิเลนทอง สัตว์พาหนะของปี้ชิงเฉินจุน


ข้าไม่เคยเห็นสัตว์ในตำนานมาก่อน   ข้าอยากจะลูบเขาของกิเลน    ปี้ชิงเฉินจุน คว้าตัวข้าและขึ้นขี่กิเลน   กิเลนก็ออกบินทันที

ในอ้อมแขนของเขา, ข้ารู้สึกอุณหภูมิร่างกายเย็นกระทบถูกตัวข้า   มันปล่อยกลิ่นบางอย่างที่ไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้หรือต้นหญ้า   สูดดมเข้าไปในจมูก  มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกดีแต่ไม่สามารถบรรยายได้ถูก  ให้ความรู้สึกทั้งปลอบประโลม  เป็นสุขและอบอุ่น

บางทีหยินซีอาจจะหลงทาง   เขาคงตามมาในไม่ช้า   บางทีข้าอาจจะอยู่เที่ยวเล่นที่นี่สักสองสามวัน  ไม่มีอะไรต้องกังวล  ข้าถูไถตัวกับอ้อมแขนของปี้ชิงเฉินจุน ก่อนที่จะหลับปุ๋ยไป

เป็นนักล่าโดยธรรมชาติ, แมวเหมียวเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวดังนั้นเมื่อกิเลนหยุดเคลื่อนไหว   ข้าก็เลยตื่น

เปิดเปลือกตาขึ้น,  ข้าเห็นพื้นที่ประกอบไปด้วยเมฆแต่มีทางเดินทำด้วยอิฐ ข้างหน้าข้าเป็นลานกว้างมาก   กำแพงสูงชนิดที่ทำไม่เห็นขอบสิ้นสุดและเมื่อท่านก้าวเข้ามา   ถึงจะเป็นสนามหญ้า   ประตูทางเข้าสีแดงเข้มทั้งดูยิ่งใหญ่และเกริกเกียรติ  ติดสลักฝังในเนื้อไม้คือมือจับทองคำ  นอกจากนั้นแล้วเสียงใสกังวานของเด็กชายก็ดังออกมาต้อนรับ  ยินดีต้อนรับ  นายท่านเฉินจุน

หลังจากเสียงจางหายไป, บ่าวไพร่แต่งกายเหมือนกันก็ตั้งแถวทั้งสองฝั่งยืนโค้งกายก้มหน้านิ่ง   ไม่เงยหน้าขึ้น

ปี้ชิงเฉินจุน อุ้มข้าลงจากหลังกิเลน   หญิงรับใช้มีอายุผู้หนึ่งก็ปรี่เข้ามาถอดเสื้อคลุมของเขาและเมื่อเขาย่างผ่านเข้าประตูมา   เด็กรับใช้ชายก็นำกิเลนไปเก็บ

บรรยากาศเงียบสงบ  ทุกอย่างดูลื่นไหล   ทุกคนราวกับตุ๊กตากระเบื้องแทบไม่ได้ยินเสียงพวกเขาหายใจ   แต่ดวงตาอยากรู้อยากเห็นหลายคู่นั้นก็พร้อมใจจ้องมองข้าที่อยู่ในอ้อมอกของปี้ชิงเฉินจุน    มันอัศจรรย์มาก!

ข้าชักจะเริ่มเบื่อ   ข้าส่งเสียงทำลายความเงียบออกไป เมี้ยวววว

เสียงร้องแบบแมวๆของข้าทำให้พวกเขาหายตัวเกร็งมองข้าอย่างเกรงๆ   กลายเป็นทำตาโตเบิกกว้างถลนแทบออกจากเบ้าแทน

ปี้ชิงเฉินจุน ค่อยๆถอนหายใจ   เพียงแค่นั้นเหล่าคนรับใช้ก็ก้มหัวต่ำ   เขาออกคำสั่งด้วยเสียงเย็นชาว่า   ออกไปได้  เสี่ยวหลินตามไปพบข้าที่ห้องหนังสือ

ขอรับ   ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีเขียวที่อยู่หน้าสุดโค้งรับคำสั่ง   เขามีผมสีดำสนิทยาวคล้ายกับหยินซี   ใบหน้างดงามดวงตาอ่อนโยน   แต่สีหน้าของเขานิ่งสงบไม่วอกแวกราวกับว่าต่อให้มีเหตุการณ์เขย่าภูเขาพื้นพสุธาทลายก็มิอาจทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าได้   ทำให้ข้าไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาเท่าไร

อู้ยยย...    เสียงดังขึ้นพร้อมกับสายตาดูถูกหลายคู่ของเหล่าผู้รับใช้ปรายตาพร้อมกันไปยังทิศทางนั้น   พร้อมกับเสียงคือเด็กสาวผมสีม่วงดวงตาม่วงกลิ้งหลุนๆลงมาจากบันได    นะ...นางกลิ้งแบบม้วนเดียวจบลงมากองอยู่แทบเท้าของเร

เด็กสาวมิได้สนอกสนใจรอยปูดช้ำตามเนื้อตัวรีบลุกขึ้นและโค้งกายต่ำตรงหน้าพร้อมกับละล่ำละลักออกมาว่า  นายท่าน..นายท่านเฉินจุน   หว่าหวากำลังเก็บกวาดห้องหนังสือ   ดังนั้นจึงออกมาต้อนรับท่านช้า   อภัยให้บ่าวด้วย

ปี้ชิงเฉินจุน ขมวดคิ้วไม่พูด   แค่เบี่ยงกายเดินขึ้นบันไดจากจุดนั้นไป   ข้านอนพาดอยู่บนหัวไหล่ของเขามองไปที่เด็กสาวที่ยังโค้งนิ่งอยู่ตรงนั้น   ทำให้ข้านึกถึงปีศาจเสือที่น่าสงสารที่เคยโดนข้าแกล้งให้คุกเข่านิ่ง 3 วัน   แต่ความน่าสงสารก็ไม่ได้ทำให้ข้าละเว้นไม่แกล้งเหยื่อที่น่ารักน่าแกล้งหรอกนะ

กลับไปได้    ปี้ชิงเฉิงจุน ออกคำสั่งหลังจากออกเดินไปอีก 2-3 ก้าว  พวกผู้รับใช้อื่นช่วยพยุงตัวเด็กสาวขึ้น   ข้ามองแผ่นหลังบอบบางของนาง   รู้สึกสงสารจัง!

แต่ข้าเข้าใจผิดไปแล้ว   บุคคลที่ควรจะถูกผู้อื่นสงสารให้มากๆมิใช่นาง   ฮือๆๆ.... แต่เป็นข้าต่างหาก!

แต่เดิมข้าคิดว่า ปี้ชิงเฉินจุน พาข้ามาเที่ยวเล่น   มาเลี้ยงดูปูเสื่อให้สำราญ   แต่ข้าไม่นึกว่า   พอเข้ามาถึงที่ของเขาแล้ว   เขาจะโยนข้าลงบนโต๊ะมองสำรวจข้าขึ้นๆ ลงๆ   เขาลูบขนและศีรษะข้าจากนั้นหันไปบอกเสี่ยวหลินว่า  นี่คือลูกศิษย์ข้า

เสี่ยวหลินตะลึงแต่รีบปรับสีหน้าทันทีทันควันเช่นกัน   เขามิได้แสดงความคิดเห็นประการใดแค่พูดเรียบๆว่า “ ขอแสดงความยินดีต่อท่านเฉินจุนที่รับศิษย์คนแรก

ข้ามองผู้นั้นทีผู้นี้ทีด้วยความสงสัยแล้วถามว่า  ลูกศิษย์อะไรเหรอ….”

ปี้ชิงเฉินจุน เม้มริมฝีปาก   เขาไม่ตอบข้าแต่พูดกับเสี่ยวหลินต่อว่า   ปีศาจน้อยนี้ดื่มเลือดของข้าลงไปแต่ข้าได้ช่วยมันไว้   ตอนนี้ในร่างมันมีปราณเซียนข้าไหวเวียน   ปราณปีศาจลดน้อยลง   ข้าไม่อยากทิ้งนางไว้ที่โลกมนุษย์จึงนำนางกลับมาด้วย

ท่านเฉินจุนมีเมตตายิ่ง    เสี่ยวหลินกล่าวยกย่อง

มีใครในสวรรค์ที่มีศิษย์เป็นปีศาจมาก่อนบ้าง?    ปี้ชิงเฉินจุน ตั้งคำถาม

คิดอย่างถี่ถ้วน, เสี่ยวหลินเอ่ยตอบว่า   ในสวรรค์นี้ส่วนใหญ่รับปีศาจน้อยมาเป็นบริวาร   แต่ถ้ารับเป็นศิษย์เลยก็เห็นจะมี   กระต่ายหยกของเทพธิดาฉางเอ๋อ   และเสี่ยวเทียนช้วนของเทพเอ้อหลางที่ใกล้เคียงขอรับ

ข้าจะเขียนจดหมาย   เจ้านำไปส่งให้เทพเอ้อหลาง   ถามวิธีอบรมเลี้ยงดูปีศาจน้อย”    ปี้ชิงเฉินจุน ชำเลืองมองข้าที่กำลังอ้าปากหาวหวอดๆ 

เพียงโบกมือกลางอากาศ   ก็ปรากฏกระดาษพู่กัน   เขาตวัดพู่กันเขียนและถอนใจ   ข้าเกรงว่าเจ้าสัตว์น้อยนี่สติปัญญาไม่เฉียบคม   คงต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรอยู่สักหน่อย.....

เสี่ยวหลินกลับออกไป   ข้าไม่เข้าใจและไม่สนใจด้วย   ข้ากระโดดขึ้นกระโดดลงสำรวจทั่ว   ข้ากระโดดขึ้นเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้และนอนกลิ้งไปมา   แล้วข้าก็กระโดดขึ้นโต๊ะไปเลียซาลาเปา   แต่รสชาติมันไม่อร่อย   ข้าหมุนตัวและวิ่งออกจากห้อง

เพียงกระพริบตา ปี้ชิงเฉินจุน ก็มาอยู่ตรงหน้าข้า   เขาเขม้นมองที่ขนของข้าแล้วประกาศว่า   เจ้าตัวน้อยเจ้าต้องอาบน้ำก่อน

พอพูดปุ้บ,  เขาก็สั่งสาวใช้ให้เตรียมน้ำอาบ

ข้าแค่เห็นควันลอยคลุ้งในห้องอาบน้ำ   ข้าก็สั่นสะท้านแล้ว   ข้าค่อยๆก้าวถอยหลังเมื่อเขาไม่ได้มอง   ข้าก็ฉวยโอกาสพุ่งกายออกจากห้อง

ขนของแมวกับน้ำเป็นศัตรูธรรมชาติกัน   ถ้าข้ากลายร่างเป็นมนุษย์    ข้าสามารถเก็บหูและหางขึ้นขณะนอนแช่น้ำร้อน   แต่หากข้าอยู่ในร่างแมว   ข้าเลือกจะเลียเองอ่ะ!!!!

ถึงแม้ว่าข้าไม่กลัวน้ำ   และอยากอาบน้ำทำความสะอาดตัวเองแค่ไหน....

ข้าก็ไม่อาบน้ำเย็นจัดน่ะเฟ้ย.....

เจ้าข้าเอ้ย!  ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย  ใครบางคนจะอาบน้ำเหมียวด้วยน้ำเย็น!


..................................................................
จบบท




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น