วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 119 ซูเมยกับตัวเปา

เห็นเซียงชิงเรียกอาฮัวนั่นอาฮัวนี่ไม่ขาดปาก,   มันทำให้ข้าปวดแปลบในใจ   ข้าอยากจะคืนร่างแมวแล้วกระโดดเข้าหาเขาเสียจริง


ในขณะที่ข้ายืนตัดสินใจไม่ตก,   เซียงชิงก็หันมาพบข้าพอดี   “อาฮัว...แม่นางเหมียวเหมียว?”

แหงล่ะซิ,   ข้าจะไปบอกเขาได้อย่างไงว่าข้ามาเพื่อกะจะมาไล่ฝูงแมวหน้าด้านอันเป็นที่รักของเขา    ข้าพูดพลางหัวเราะนิดๆกับเขาว่า   “ข้ามาที่นี่เพื่อมาชมทัศนียภาพน่ะ   และก็ว่าจะมาเล่นกับแมวด้วย”

“เออ....วันนั้น,   เจ้ารีบร้อนจากไปกะทันหัน   มีเรื่องอะไรหรือไม่?”   เซียงชิงถาม

แต่จริงๆแล้วข้าไม่ได้จากไปไหนนี่นา,   ข้าก็อยู่กับท่านตลอดเวลานี่แหละ?    พวกเรายังนอนร่วมเตียงกันด้วยซ้ำ   นานกว่าข้าจะนึกได้ว่าเขาถามถึงข้าภาคเป็นคนต่างหาก   ข้าก็เลยนึกเรื่องแก้ตัวตะกุกตะกักตอบไปว่า   “ขะ...ข้าหิว ข้าก็เลยกลับไปก่อน”

เขาทำสีหน้าไม่เชื่อคำข้า    “แต่เวลานั้น,  พวกเราเพิ่งจะทานมื้อเที่ยงกันเสร็จ”

“ข้ามีปัญหาเกี่ยวกับการกินนิดหน่อย   คือว่า......ข้าต้องกินวันละหกมื้อน่ะ”    ข้ายังแต่งเรื่องโกหกต่อ

เซียงชิงนิ่งเงียบ   เขาก้มหน้าแต่คิ้วขมวดมุ่น    จากนั้นเขาก็ถามข้าว่า   “แม่นางเหมียวเหมียว,  ข้าถามเจ้าได้หรือไม่ว่าบ้านที่เจ้าอยู่นั่นเป็นเช่นไร?”

เห็นว่าเขาอุตส่าห์หาหัวข้อสนทนากับข้า   ข้าดีใจมาก    ข้ารีบทรุดนั่งลงติดกับเขาแล้วก็เล่าให้เขาฟังถึงทิวทัศน์อันสวยงามของวังชวนจิ้ง   อาทิเช่น: ความใหญ่โตและเตียงหนานุ่มที่ข้าเป็นเจ้าของ   มันใหญ่จนข้าเหยียดขากางแขนก็ยังไม่ตกเตียง,   สวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้และต้นหญ้าหอมๆ  อร่อยๆ,  แจกันที่ทั้งสวยงามและแตกง่ายใบแล้วใบเล่าที่ข้าเคยทำแตก   และก็ตบท้ายด้วยการที่ข้าหลงทางไม่รู้กี่ครั้งกว่าจะหาทางออกเจอ

เซียงชิงนั่งฟังเรื่องที่ข้าเล่าอย่างตั้งใจ   ในตอนท้าย ด้วยสีหน้าลำบากใจนั่น,  เขาก็ถอนใจแล้วฝืนยิ้มออกมา   จากนั้นก็พูดว่า   “ใกล้จะได้เวลาอาหารเช้าแล้ว   พวกเรากลับกันเถอะ”

“แล้วพี่เซียงไม่หาอาฮัวแล้วเหรอ?”   ข้างง

เขาให้เหตุผลกับข้าว่า   “อาฮัวเป็นแมวที่ข้าเจอเมื่อวานนี้,  แต่ข้าคิดว่ามันคงไม่ชอบข้า   มันถึงได้หนีไป”

“มันจะไม่ชอบพี่ได้อย่างไง?   ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก   ต้องไม่ใช่อย่างนั้นแน่!!”    ข้าส่ายหัวปฎิเสธ

“ถ้ามันชอบข้า,   เดี๋ยวมันก็คงจะกลับมาเอง   ไม่ต้องกังวลไปหรอก”   เซียงชิงก้าวเท้าออกไปยาวๆ   “ข้าจะเดินเป็นเพื่อนเจ้าลงเขาไปกินมื้อเช้ากันก่อน”

ข้าเดินตามหลังเขามาอย่างเรียบร้อย    แต่ทำไม,  ในใจข้ากลับรู้สึกสับสนไม่ถูกต้องบางอย่าง   ถ้าอาฮัวชอบเซียงชิง,  นางจะกลับมา   แต่ถ้าอาฮัวไม่ชอบเซียงชิง,   นางก็จะไม่กลับ แน่อยู่แล้ว,   ที่คนที่ข้ารักคือเขา!    แต่ทว่า.....หยินซีห้ามมิให้ข้าเปลี่ยนร่างเป็นแมวนี่,  แล้วข้าควรจะทำอย่างไรดี?

เพราะมัวแต่คิดปั่นป่วนในหัว,   ข้าเลยกินข้าวเช้าอย่างไม่รู้รส   รู้แต่ว่ามีศิษย์พี่หลายคนมารุมล้อมข้า   ข้าหมดความอยากอาหาร   ไม่อยากฝืนกินต่อ,  จึงลุกขึ้นเลิกกิน

หยินซีมาหาข้าเพื่อบอกใหข้ารู้ว่าชั้นเรียนของศิษย์ใหม่กำลังจะเริ่ม   สำหรับศิษย์ใหม่,  พวกเขาต้องศึกษาพวกเครื่องรางของขลังและศาสตราวุธปราบมารต่างๆ ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดเป็นผู้พาเราเข้าไปยังเจดีย์เก็บสิ่งมีค่า   ภายในตามกำแพงห้องจะมีภาพของชายแก่หลายคนและเครื่องมือหน้าตาแปลกๆหลายอย่าง

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดมีรูปร่างสันทัด   หน้าตาหล่อเหลาสุภาพ   ทั้งยังมีกิริยาเรียบร้อย   น้ำเสียงของเขาก็ชัดเจน   ฟังง่ายต่อการเข้าใจ   เขาพยายามถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้อย่างไม่กั๊กวิชาแก่เรา   หยินซีและข้าต่างก็เป็นปีศาจที่ทรงพลัง    ดังนั้นหากมีศาสตราวุธหรือสิ่งที่ดูเข้าทีมาอยู่ตรงหน้าพวกเรา   พวกเราก็สามารถสัมผัสได้ถึงอานุภาพของพวกมันเป็นอย่างดี

ที่บนชั้นสูงสุดของหอคอย,  มีดาบและเกราะเก่าสนิมเขอะอยู่คู่หนึ่ง    สายตาของข้าเมื่อปะทะเข้ากับมันก็เบิกโตเป็นไข่ห่าน   แล้วก็รีบวิ่งตุบตับเข้ามาหาพวกมัน    ดูเหมือนว่า...เจ้าของสองสิ่งนี้ถูกจับแช่แข็งลอยค้างอยู่บนอากาศ

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดรีบตามเข้ามาอธิบาย   เขาพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจว่า   “อาวุธสองสิ่งนี้เป็นของมีค่ามากที่สุดในเจดีย์    ชื่อของดาบคือ ซูเมย (ชื่อปลาชนิดหนึ่ง อร่อย)    ส่วนชุดเกราะนี่มีนามว่า ตัวเปา (ชื่อปลาอีก อร่อยเลิศเหมือนกัน)   สองสิ่งนี้เป็นสมบัติของขุนพลสวรรค์ ปี้ชิงเฉินจุน ที่ถูกทิ้งไว้ยังแดนมนุษย์    พวกเขาเล่าสืบกันมาว่า   อาวุธวิเศษทั้งสองนี้ถูกหลอมจากเพลิงสวรรค์แล้วอาบชุบด้วยเลือดปีศาจ   ลือกันว่าใครๆก็เกรงกลัวแม่ทัพสวรรค์ผู้นี้มาก   ใครได้พบไม่ว่าคนหรือปีศาจก็ต้องเผ่นหนี   ไม่กล้าอยู่สู้หน้า

พอฟังเรื่องเล่าแล้ว,  หยินซีก็หันมาจ้องหน้าข้าทำท่าอยากจะถามเพิ่ม   ข้าขะมักเขม้นขุดคุ้ยความทรงจำออกมาแล้วกระซิบกลับว่า   “วันนั้นตอนข้ากับเขากำลังกินข้าวเย็นด้วยกัน, เหมือนว่าจะมีปลาสองอย่างนี้ด้วย....”

“กะแล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้.....”  หยินซีพึมพำ    “โค-ตะ-ระ บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าจริงๆ    ปี้ชิงเฉินจุนไม่ได้ตั้งเอง,  ใช่ไหมนังเหมียว?”

“อืม,  ตอนแรกซือฟุว่าจะตั้งชื่อว่า ซานฮวา กับ เหมียวเหมียว  แต่ช่างตีอาวุธสะอื้นกระซิกโขกศีรษะขอว่า    ขอตายดีกว่าถ้าจะให้ตั้งชื่อผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเช่นนั้น    ดังนั้น ซือฟุก็เลยหันมาให้ข้าช่วยตั้ง.....”

หยินซีตะลึงตาค้าง   “ถ้าเช่นนั้นน่ะ....ข้าขอเดาต่อน่ะ  ชื่อของหว่าหวาน่ะ ตอนที่นางมาอยู่ด้วยนางยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาใช่หรือไม่   ส่วนชื่อของพ่อบ้านเสี่ยวหลินน่ะ...ให้ข้าเดาน่ะ, เสี่ยวหลินมีถิ่นกำเนิดเกิดในป่าใช่หรือไม่?”

****อักษร หว่าหวา แปลว่า เด็กน้อยก็ได้ และตัวอักษร เสี่ยวหลิน แปลวาป่าเล็ก

“เจ้าเดาผิดแล้ว  วันที่ได้เสี่ยวหลินมาน่ะนะ   ซือฟุลงมายังโลกมนุษย์แล้วฝนมันตกต่างหาก...”

“ทำไมไม่ตั้งชื่อเขาว่า เสี่ยวอวี้ (ฝนน้อย) ล่ะ?”

“ก็เพราะว่ามีบ่าวใช้ชื่อ  เสี่ยวอวี้อยู่แล้วน่ะซิ    เจ้าเดาไม่ออกหรือไง?”

“โอ้ววว   ขะ...ข้านึกไม่ถึงจริงๆ”

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดขัดจังหวะ   “ศิษย์น้อง,  ข้าพาเจ้าเดินดูรอบๆในเจดีย์จนครบแล้ว   วันหน้า,  ตอนที่พวกเจ้าออกไปปราบปีศาจ    ซือฟุก็จะมอบของวิเศษให้เจ้าพกพาคนละชิ้นไว้ป้องกันตัว”

ข้าพูดอย่างดีใจว่า   “งั้นข้าอยากได้ซูเมยกับตัวเปาล่ะ”

“โอ้โฮ,  หยุดก่อนศิษย์น้อง   ของคู่นี้มีไว้แค่มองเท่านั้นแหละ”   ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดหัวเราะขำ   “อาจารย์เป็นคนดีแต่เสียอย่างเดียวคือขี้เหนียวไปหน่อย    ตอนที่ศิษย์พี่หกลงเขาไปปราบปีศาจ   อาจารย์ยังให้แค่กระจกส่องปีศาจอันเดียว   ขนาดศิษย์พี่มีความสามารถมากขนาดนั้นน่ะ   ให้ศิษย์พี่ไปแล้ว,  อาจารย์ยังมานั่งเสียดายตั้งหลายวัน”

พวกเขาคงยังไม่รู้ว่ากระจกปราบปีศาจที่ว่าได้ถูกตึ้งที่โรงหมอแล้ว   แถมยังไม่ได้ไถ่ออกมาเลย....

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดพูดถึงการฝึกฝนวิชายุทธ์บนภูเขาว่าเป็นเรื่องไม่ยาก   มีหนังสือตำรับตำราให้เลือกอ่านใช้เป็นแนวทางตามความต้องการ   แตถ้าเราอยากจะเรียนเทคนิคพิเศษก็ให้ไปที่ปีกตึกตะวันตก   ที่นั่นจะมีอาจารย์ฝึกสอนยุทธ์คืออาจารย์อาสามฝึกให้   แต่ต้องระวังหน่อย   เพราะอาจารย์อาเป็นคนเข้มงวดมาก    หลังจากที่พวกเราฝึกฝนวิชาครบทุกด้านแล้ว   ก็จะถึงตอนฝึกหัดปราบปีศาจ   พวกเราสามารถร่วมเดินทางไปกับศิษย์พี่เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ก่อน    ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดหันไปทางหยินซีแล้วถามด้วยท่าทีเก้อเขินว่า   “ข้าเองก็พอจะมั่นใจในพลังฝีมืออยู่บ้าง   ถ้าศิษย์น้อง หยินซี ไม่รังเกียจจะไปกับข้าก็ได้     ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

สีหน้าหยินซีซีดขาวปานกระดาษ    “ข้าขอบ...ขอบคุณน้ำใจของศิษย์พี่   แต่ว่าข้า...ข้ากลัวผี”

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดไม่ละความพยายาม   “แค่ออกไปชมวิวทิวทัศน์ด้วยกันเฉยๆล่ะ...เจ้าเห็นว่าเป็นไง”

“ขะ....ข้าไม่สันทัดทิศทาง   ข้ายังแยกเหนือใต้ออกตก  ไม่ค่อยจะถูกเลย”

หือ!...ตามปกติเวลาที่พวกเราออกไปไหนด้วยกัน   ก็เป็นหยินซีมิใช่เหรอที่เดินหน้าออกนำ?  เขาจะจดจำทิศทางไม่ได้อย่างไรกัน?   ข้าเหลือบสายตาจับผิดไปที่หยินซี   ตอนนี้มีเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเขา   รอยยิ้มแข็งๆเฝื่อนแปะอยู่บนใบหน้า   ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดที่ถูกปฎิเสธ   กำลังอยู่ในสภาพรักล้นอกก็ยังไม่ยอมแพ้   “ถ้าอย่างนั้น,  ข้าจะคอยเดินเป็นเพื่อนเจ้าไปที่ห้องสมุด,  ดีไหม?”

“วันนี้,  ข้ารู้สึกมึนหัวชอบกล   รู้สึกไม่ค่อยสบาย....”  หยินซีพลิ้วต่อ

“ถ้าเช่นนั้น,  ข้าคงปล่อยเจ้าไว้ตามลำพังไม่ได้   ข้าจะไปส่งเจ้าหาหมอ”   ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดมองหยินซีด้วยสายตาแน่วแน่

หยินซีส่งสายตาขอความช่วยเหลือมายังข้า   ข้าบีบมือของหยินซีด้วยความเห็นใจแล้วพยายามคิดหาทางบ่ายเบี่ยงให้   อะฮ่า! แล้วจู่ๆ ข้าก็คิดถึงคำแก้ตัวที่หว่าหวากับจินเหวินชอบใช้เวลาอยากจะชิ่งหนีคนได้ขึ้นมา  “หยินซี....ไม่ว่างหรอกศิษย์พี่   นางอยากจะกลับไปปักผ้า”

“ปักผ้า?”

ข้ารีบอธิบายต่อว่า   “หยินซีชอบปักผ้าและเย็บปักถักร้อยมาก   เข้าขั้นเสพติดเลยล่ะ    หากวันใดไม่ได้ทำนางจะทำอะไรไม่ได้   รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไม่สบาย”

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดค่อยถึงบางอ้อ   เขามองหยินซีตาเป็นประกายเอ่ยปากชื่นชมไม่หยุด “แม่นางหยินซีช่างเป็นกุลสตรีอ่อนโยนเรียบร้อยอย่างยิ่ง”

“หยินซีหน้าซีดลงอีกสองส่วน   “กุลสตรีที่ดีก็ต้องเย็บปักถักร้อยเป็นอยู่แล้ว....”

“ข้าหวังว่าข้าจะมีโอกาสได้เห็นงานปักผ้าตัดเย็บอาภรณ์ของแม่นางหยินซีจริงๆ    ไม่รู้ว่าข้าพอจะมีหวังหรือไม่?”


หยินซีพูดมิออก


...........................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น