วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 120 แต่งงานกับข้าเถิดนะ?

ข่าวความอ่อนหวานและเป็นกุลสตรีเพียบพร้อมของหยินซีกระจายเป็นไฟลามทุ่งด้วยการป่าวประกาศของศิษย์พี่หมายเลขเจ็ด   แพร่กระจายจนไปถึงท่านอาจารย์หวู่เต้าจาง    ด้วยเหตุนี้,  หวู่เต้าจางจึงสั่งให้หยินซีปักลายผ้าหมู่มวลพฤกษา   ดอกไม้ผลิบานลงบนเสื้อคลุมทองคำของเขา    เล่นเอาหยินซีวางท่าสง่างามไม่ออก   ไฟโมโหของเขาช่วงนี้กำลังโชติช่วงชัชวาล


ข้าถูกดุด่าทุบตีเพราะเรื่องนี้ไม่เว้นแต่ละวัน   รู้อยู่แล้วว่าข้าไม่เก่งเรื่องหาข้อแก้ตัว...ยังจะใช้ข้าให้โบ้ยให้อีก   เขาเป็นคนบังคับข้าให้พูดแท้ๆไม่ใช่หรือ?    อีกอย่าง เหตุผลที่ข้าใช้ก็ฟังดูไม่เลว   แล้วมันก็ทำให้เขาหลุดออกมาได้ไม่ใช่เหรอ?

หยินซีปฎิเสธไม่ยอมยกโทษให้ข้า   จากนั้นเขาก็รีบหาทางแก้ไขทันที    เขาไม่มีทางเลือกจำต้องขอร้องหว่าหวาให้เดินทางจากคฤหาสน์ฮวามาพบพวกเราทันที   ต้องหวานอมขมกลืนโดนหว่าหวาล้อเลียนอีกหลายยกก็แล้ว,  หยุนซีก็เริ่มลงมือเรียกเย็บปักถักร้อย    พรสวรรค์ของเขานับว่าไม่เลว   เข้าขั้นดีมากๆด้วยซ้ำเพราะว่าในไม่ช้า....ฝีมือเย็บปักถักร้อยของเขาก็รุดหน้าจนกระทั่งเทียบเท่าอาจารย์หว่าหวา    ทั้งหยินซีและหว่าหวาสองคน ช่วยกันปักลายบนเสื้อคลุมทองคำนั่นจนสำเร็จเรียบร้อย    ระหว่างที่อยู่ในขั้นตอนการปักนั่น,  สิ่งเดียวที่เขาทำไปด้วยเป็นประจำก็คือ  หันมาตีข้าพั่บๆเพื่อเป็นการระบายอารมณ์โมโห....

ข้ารู้ว่ามันเป็นความผิดของข้า   ข้าก็เลยอาสาจะช่วย   แต่พอข้าหยิบเข็มขึ้นมาจับทีไรเป็นได้แทงนิ้วตัวเองจนพรุนทุกที    นิ้วข้าถูกแทงจนปรุไปหมดซ้ำงานปักในมือก็โดนข้าเหวี่ยงหวือปลิวจากมือด้วยความหงุดหงิด    ด้วยสภาพเช่นนี้,  ทั้งสองนางจึงพร้อมใจกันเตะโด่งข้าออกมาจากห้อง ไล่ให้ไปไกลๆแทน

ด้วยคุณสมบัติเพียบพร้อมของกุลสตรีเฉกเช่นหยินซี   ประกอบกับใบหน้าหมดจด   กิริยามารยาทเรียบร้อย   วาจาอันน่ารักอ่อนหวานของนาง   บรรดาศิษย์ชายทั้งหลายของเหมาซานต่างก็พากันหลงใหลใฝ่ฝันในตัวนางเกือบจะทั้งหมด   หลายคนมีความเห็นตรงกันว่าต้องไขว่คว้าเอาแม่นางหยินซีผู้เพียบพร้อมมาเป็นฮูหยินให้ได้จึงเริ่มกระหน่ำส่งจดหมายรักและของกำนัลแทนใจต่างๆมาไม่หวาดไม่ไหว   ปริมาณพอๆกับเส้นขนบนพ่อวัวตัวหนึ่ง   หนึ่งในบุรุษที่ตามจีบในระดับแนวหน้าคือ   ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดผู้ไม่เคยท้อถอย   เขาจะมารออยู่ปากทางบริเวณหน้าเรือนพักของเราทุกวันแล้วก็เฝ้าแต่พูดว่า   หยินซีคือเนื้อคู่ของเขาที่ค้นหามานาน

หยินซีได้แต่ไล่เขาให้ไปให้พ้น

รุ่นพี่หมายเลขเจ็ดตอบกลับมาตาไม่กระพริบว่า   “ต้องมีวันใดวันหนึ่งแน่….ที่ใจเจ้าจะอ่อนยวบให้ข้า!

พอได้ฟังประโยคเด็ดนี้ของศิษย์พี่หมายเลขเจ็ด   หยินซีทำหน้าเหมือนจะร้องไห้   “ได้โปรดเถิด,  ข้าขอร้องท่าน   โปรดปล่อยให้ข้าอยู่ตามลำพังเถิด....”

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดผู้ไม่รู้ว่าเอาความท้อแท้ไปทิ้งไว้ที่ไหนประกาศว่า   “ข้าจะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปให้ได้!

น้ำตาแท้ๆทุกหยด....... ไหลลงมาเปื้อนหน้าของหยินซี

เทียบกับหยินซีแล้ว ตัวข้าหามีความก้าวหน้าใดไม่    ถึงแม้ว่าข้าจะได้รับของขวัญมากมายจากพวกศิษย์พี่เหมือนกัน   ข้าไม่สนใจขนมกินเล่นหรือเครื่องประดับที่พวกเขาสรรหามาฝากข้า   ข้าโยนมันทั้งหมดให้กับหลิวเหวินจือและคนอื่นๆ    มีเรื่องดีอยู่เรื่องเดียวก็คือ,  ดูเหมือนว่าเซียงชิงไม่ได้บอกใครเรื่องที่ว่าข้าต้องกินอาหารวันละหกมื้อ   มิฉะนั้น,  หยินซีต้องด่าข้าอีกและคงเปลี่ยนชื่อข้าเป็น ถังข้าวสาร แทน

พูดถึงแก็งเหมียวสาวในป่านั่น,  ข้าจับพวกมันมาได้ทีละตัวทีละตัวได้ทั้งหมดแล้ว   ข้าก็เริ่มสั่งสอนพวกมันไม่ให้ขโมยของรักของผู้อื่น   มันเป็นสิ่งไม่ดี  อีกอย่าง,  หน้าตักของเซียงชิงเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าแต่เพียงผู้เดียว   ใครเหิมเกริมกล้าปีนขึ้นตักเขา....ข้าจะตบให้หน้าหันเลย!

พวกนั้นทุกตัวต่างก็เถียงกลับทำท่าไม่ยินยอม   หาว่าไม่เป็นไปตามเสียงข้างมากบ้างล่ะ    ข้าเลยยุติการเจรจากับอีแมวเลือดเดือดพวกนั้นแล้วสำแดงอำนาจความเป็นฮูหยินของเซียงชิงด้วยการกระแทกหินขนาดเท่ากับคนแตกเป็นเสี่ยงๆต่อหน้าพวกนั้น    ซึ่งข้าก็น่าจะทำอย่างนี้ซะตั้งแต่แรกเพราะมันได้ผลทำให้พวกนั้นรีบเชื่อฟังสลายหายตัวไปอย่างรวดเร็ว

เซียงชิงผู้หาแมวไม่พบสักตัวดูท่าทางไม่มีความสุข   เขานั่งลงบนหินแล้วเอาแต่จ้องไปไกลทำท่าครุ่นคิดอะไรอยู่   ข้าเลยฉวยโอกาสขยับเข้าไปพูดดึงดูดความสนใจเขาว่า   “ซือ....พี่เซียง,  ท่านมาที่นี่อีกแล้ว”

“อืม”   ภายใต้แสงอาทิตย์สว่างไสว,  เซียงชิงหรี่ตา   “ไม่รู้ว่าแมวที่อยู่บนเขานี่หายไปไหนหมด   เจ้าคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่?”

ข้าส่ายหน้าด้วยท่าทางไร้เดียงสา   ทำเป็นไม่รู้เรื่องใด   ตาของข้าไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดเอาแต่มองไปยังตักของเขา   มีความรู้สึกรุมเร้าอยากให้ปีนขึ้นตักเขาซะจริง

เป็นอีกครั้งที่ความเงียบเข้ามาแทรกในบรรยากาศ    ก่อนที่ข้าจะหยุดคิดวนเวียนเรื่องจะโถมตัวขึ้นตักของเขาหรือไม่   เซียงชิงก็เปิดปากสนทนาว่า   “ของดูต่างหน้าแม่เจ้า,  ซือฟุถูกใจมันมาก   แต่อย่างไรข้าจะหาทางเอามันกลับมาคืนเจ้าแน่นอน”

ปิ่นอะไรนั่นน่ะหรือ?   ข้าคิดตั้งนานว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดี   ข้าได้แต่โบกมือแล้วพูดว่า “ข้าไม่อยากได้คืนหรอก   กระจกปราบปีศาจของพี่ต่างหาก   มันสำคัญมากไม่ใช่หรือ   เหมียวเหมียวจะช่วยท่านไถ่กลับมาน่ะ”

“ไม่ต้องกังวลหรอก   ข้าจะหาทางไถ่มันกลับมาเอง”   เซียงชิงพูดด้วยท่าทางง่ายๆ

พอหมดเรื่องสนทนาแล้ว,  พวกเราก็กลับมานั่งเงียบๆด้วยเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นคุยเรื่องอะไร สุดท้าย,  ข้าเงยหน้าขึ้นมองจ้องไปที่เขา   “ไม่รู้ว่าใกล้ๆเหมาซานมีที่เที่ยวเล่นสนุกหรือไม่?”

“สิบไมล์จากที่นี่มีหุบเขาซ่อนมังกร   คนลือกันว่าที่นั่นเป็นที่ๆปี้ชิงเฉินจุนกับเหยาหย่างจอมปีศาจเปิดศึกกัน   แล้วก็ตายตกตามกันที่นั่น    ต้นกำเนิดของสำนักเหมาซานก็อยู่ที่นั่น”     เซียงชิงเล่าให้ข้าฟัง   “ถ้าเจ้าอยากไป  ก็ไปที่นั่นเที่ยวเล่นได้”

หุบเขาซ่อนมังกร,  สามคำนี้เป็นเหมือนคำต้องห้ามสำหรับข้า   ความรู้สึกเจ็บแปลบเกิดจนข้าต้องรีบจับมือเซียงชิงด้วยความตกใจไว้แน่นแล้วพูดว่า   “ไม่เอา  ไม่ไปที่นั่น...อย่างไงก็ไม่ไป   เหมียวเหมียวไม่อยากไป”

“เอาล่ะๆ  เจ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป   ข้าเพียงแค่แนะนำเท่านั้น”   เซียงชิงเริ่มเงอะงะ   “อย่าร้องไห้ซิ   อย่าร้องนะ   เป็นอะไรไป...หืม?”

“ก็ที่นั่นเป็นที่ๆท่าน....ปี้ชิงเฉินจุนตาย    ข้าไม่อยากไป”

“อืมม,  ถึงแม้บันทึกหรือเรื่องเล่าของปี้ชิงเฉินจุนจะน้อยมาก   เขาเป็นเทพที่มีหน้าที่ปราบมารปีศาจ   แบ่งแยกความดีความชั่ว   เขาเป็นแบบอย่างให้รุ่นพวกเราต้องยึดถือ”   เซียงชิงจ้องหน้าข้าอย่างทึ่ง   “แล้วเจ้ารู้จักเขาจากไหน?   หรือว่าน้องเจ็ดเล่าให้เจ้าฟัง?”

“ข้าชอบปี้ชิงเฉินจุน”    ข้าเงยหน้ามองดูบุรุษที่อยู่ตรงหน้าข้า   กระตุกแขนเสื้อพูดกับเขาว่า “ข้าชอบเขาจริงๆ”

“น้อยคนนักที่จะบอกว่าชอบเทพเจ้า”    เซียงชิงมองที่มือของข้าด้วยความขัดเขินแต่ก็ไม่ได้ผลักไสข้าออก   “เจ้าช่างแปลกจริงๆ”

“แล้วพี่เซียงชอบสถานที่หุบเขาซ่อนมังกรหรือ?"

“ไม่ใช่เช่นนั้น,   ข้าเพียงแต่รู้สึกว่ามีสิ่งสำคัญรอข้าอยู่ที่นั่น   นานๆข้าก็เลยแวะไปดูที”

“ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ๆดีหรอก   อย่าไปที่นั่นอีกเลย”

“ก็ได้”   เซียงชิงพูดกับข้าอย่างตามใจ    “ข้าเชื่อว่าปี้ชิงเฉินจุนคงเป็นที่ชื่นชมมากบนสวรรค์ แข็งแรง  ปราดเปรื่อง  เข้มงวดและเป็นอัจฉริยบุคคล   เขาต้องเป็นที่หมายปองของสตรีที่นั่นแน่”

“ถ้าอ่ะน่ะ”   ข้ารีบตอบ   “พวกเขาต่างพูดว่าปี้ชิงเฉินจุนน่ะน่าเบื่อ ไร้สมอง   เป็นพวกบ้าสงคราม  เงียบขรึม  ขาดความอ่อนหวานเอาใจใส่ผู้คน  ไม่มีใครเล่นกับเขาและไม่มีสตรีผู้ใดอยากจะแต่งให้เขา”

“ไม่เห็นเหมือนที่เขาลือกันเลย...”   เซียงชิงค่อนข้างตะลึงกับคำตอบของข้า   แต่เขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง   “ข้าดีใจที่ข้าไม่ใช่คนเช่นนั้น”

“ผิดแล้ว  ผิดแล้ว”   ข้าสั่นหัว   “พี่เซียงกับเขาเหมือนกันราวกับเป็นคนเดียวกัน”

บนหน้าผากของเซียงชิงปรากฏรอยดำแห่งความเครียด   “ข้านี่น่ะน่าเบื่อ?   ไร้หัวคิด?  เงียบขรึม?   และไม่ใส่ใจผู้อื่น?”

ข้าพยักหน้าให้กับความจริงทั้งปวง

จู่ๆ เซียงชิงก็อารมณ์เสีย   เขาคว้าได้กิ่งไม้เล็กอันหนึ่งแล้วตวัดวาดเป็นวงกลมวงแล้ววงเล่าที่พื้น

ข้าไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆเขาถึงอารมณ์บูด   ดังนั้นข้าก็เลยเข้าไปกระแซะข้างเขาแล้วพูดเสียงร่าเริงว่า   “แต่เหมียวเหมียวชอบปี้ชิงเฉินจุนที่สุดนะ”

“เจ้าชอบคนที่น่าเบื่อ   ไร้หัวคิดและไม่ใส่ใจผู้อื่นเหรอ?”


“เหมียวเหมียวชอบพี่เซียง”

เหมียวรุกหนัก----สารภาพรัก

เซียงชิงชะงัก   กิ่งไม้ในมือของเขาหลุดร่วงลงกับพื้น   ตัวเขานิ่งเหมือนกับรูปปั้นแกะสลักไม้ ไม่ขยับเขยื้อน

ข้ากลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ   ดังนั้นข้าเลยย้ำคำพูดไปอีกหลายครั้งว่า   “ข้าชอบท่าน  ข้าชอบท่าน  ข้าชอบท่าน”

“ข้า...อืมม?    แล้ว....เป็นข้า....”    เซียงชิงยิ้มขื่น

“ท่านแต่งงานกับข้านะ?”    ข้าถามเขาออกไปตรงๆแล้วยังถามต่ออย่างกลัวๆว่า   “พวกเรามามีลูกด้วยกันเถอะ?”


เซียงชิงมีสีหน้าอึ้งพูดอะไรไม่ออก


...........................................
จบบท



2 ความคิดเห็น:

  1. เมื่อไหร่ซือฟุจะจำทุกอย่างได้

    ตอบลบ
  2. เหมียวเหมียวเอ๊ยยยยย ช่างใสซื่อเจรงๆ

    ตอบลบ