วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 122 แผนจับชู้ของเหมียวเหมียว

พอข้ากลับมาถึงเรือนนอน   ตัวข้านั้นอยากจะปรึกษากับหยินซีเรื่องจับชู้ใจแทบขาด   แต่ทว่าเจ้าอีกาทำมึนตึงไม่สนใจจะพูดกับข้าสาเหตุก็เนื่องมาจากกองจดหมายรักเป็นตั้งกับกองงานปักผ้าที่วางท้าทายสายตาอยู่


ข้าก็เลยตัดสินใจแก้ปัญหาโดยใช้วิธีแบบเหมียวเหมียวนี่แหละ   ตั้งใจจะแฝงกายย่องเกาะติดเซียงชิงทุกฝีก้าว

วันถัดมา,  ข้าสู้อุตส่าห์ลุกแต่เช้า ,  เปลี่ยนคืนร่างเป็นน้องแมวแล้ววิ่งไปหาเซียงชิงที่เรือนนอนของเขา   พอเขาเห็นข้ามาปุ้บ,  เขาก็ยิ้มแย้มเบิกบานแล้วก็รีบทำซุปปลาสูตรพิเศษของเขามาให้ข้ากิน   ตัวข้านั้นซดน้ำซุปจนท้องของข้าป่องเป็นทรงกลมดิ้กแล้วข้าก็หันไปหาเขา   แต่ตัวเขานั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว???

อ๊างๆๆๆ   หายไปไหนอ่ะ???   นี่ต้องเป็นกลอุบายล่อลวงข้าไว้ให้ติดกับแล้วก็ดอดออกไปหาชู้เป็นแน่   ข้ารีบดมกลิ่นหาร่องรอยและแกะรอยตามเขาจนกระทั่งพบว่าเขาอยู่กับอาจารย์หวู่เต้าจาง...........

ยืดคอแอบมอง,   ชู้อยู่ไหน...มาให้จับซะดีๆ

หวู่เต้าจาง,  เพศชาย, อายุประมาณหกสิบสักอย่าง,  จุดสังเกตผมขาวเป็นสีดอกเลาแล้วทั้งหัว   เซียงชิงพูดจากับเขาอยู่เป็นนานสองนาน   ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยอาการนอบน้อม   ความเป็นไปได้ว่าอาจารย์หวู่เต้าจางผู้นี้จะเป็นชู้รักของเซียงชิงนั้นค่อนข้างต่ำเตี้ยเรี่ยพื้นยิ่งนัก   แต่อย่างไรก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยอยู่ดี,  ข้ามิอาจตัดเขาออกจากตัวเลือกด้วยการตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกได้   เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา,  ข้านั่งฝนเล็บไปด้วยฟังบทสนทนาพวกเขาไปด้วย   สองตาของข้าคอยจับสังเกตว่า.....หากเมื่อใดเจ้าหวู่เต้าจางลวนลามซือฟุเมื่อไหร่ข้าจะเข้าไปโดดถีบทันใด

แต่เป็นที่น่าเสียใจยิ่งที่ทั้งสองไม่มีท่าทีอะไรไปมากกว่าความเป็นอาจารย์ลูกศิษย์   หวู่เต้าจางเปิดฉากด้วยมาดเป็นงานเป็นการ   เขานั่งเทศนาเซียงชิงเรื่องนิสัยทื่อตรงของเขาที่ทำให้เสียโอกาสในการทำการค้า   หลังจากพูดซะยืดยาวยานลากมาครึ่งค่อนวัน,   หวู่เต้าจางก็ดึงกระดาษสีเหลืองออกมากองเบ้อเริ่มให้เซียงชิงเลือกดูเอาพร้อมกับสำทับว่า   “ยุคนี้,   ไม่ค่อยมีการร้องขอว่าจ้างให้ไปปราบปีศาจมากเหมือนแต่ก่อน   เจ้าก็เลือกเอาจากกองพวกนี้ก็แล้วกัน  เฮ้อ....ทำไมอัจฉริยะเช่นข้าถึงได้มีศิษย์โง่เช่นเจ้าก็ไม่รู้”

เซียงชิงขยับเข้าเลือกกองกระดาษพวกนั้นอยู่นานพอสมควรก่อนที่จะเลือกขึ้นมาสองสามใบ   เขาลาอาจารย์แล้วรีบออกมาอย่างเร่งร้อน

พอข้าเห็นเขาออกมาพ้นแล้ว   ข้าก็กระโดดเข้าไปในเรือนพักส่วนตัวของหวู่เต้าจาง   แล้วบรรจงนวยนาดป่ายหางของข้าไปยังแจกันที่แลดูน่าจะแพงสามใบจนพวกมันหล่นแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

พบว่าแจกันล้ำค่าของตนเองถูกทำแตก,  เขาว๊ากดังลั่น   ข้าพอใจหาได้เปรียบที่เห็นเขาโวยวายเช่นนั้น   จากนั้นข้าก็ก้มลงเลียอุ้งเท้าของตัวเองแล้วใส่เกียร์สี่วิ่งตามเซียงชิงออกมาข้างนอก

สม-น้ำ-หน้า!   ห้ามใครหน้าไหนมาตวาดซือฟุของเหมียวเหมียว!    โอ้ย...แล้วนี่ซือฟุเดินไปตั้งไกลแล้ว  ข้าต้องรีบเร่งฝีเท้าตามให้ทัน.....

ถูกหวู่เต้าจางอบรมยาวจนตะวันขึ้นเกือบจะกลางท้องฟ้าแล้ว,  เซียงชิงจึงแวะไปห้องครัวแล้วหยุดคุยกับแม่ครัวผู้หนึ่ง

ข้าจำได้ว่านามของแม่ครัวผู้นี้คือ ฉางกุ้ยฮวา, สตรี, อายุหลักเลขสี่,  มีลักษณะบึกบึนทนทาน,  รอบเอวของนางหนึ่งคนเท่ากับเอวของข้าสามคน,  ส่วนทีเด็ดของนางที่สำคัญสุดก็คือ  หนมน้มของนางมันอวบใหญ่กว่าข้าตั้งเยอะ   ข้าเคยได้ยินมาว่าบุรุษส่วนใหญ่มีรสนิยมพึงใจในสตรีบิ๊กบู้บ   ข้าไม่รู้ว่าเซียงชิงเองก็เป็นคนประเภทนั้นหรือไม่   แต่ยังไงหากขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีแล้ว  จะอย่างไงก็ถือว่าเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นชู้อยู่ดี

กระชับตัดมายังเหตุการณ์ตรงหน้า,  พอเซียงชิงโผล่หน้าเข้าไปในครัว, ฉางกุ้ยฮวาก็หัวเราะคิกคักท่าทางมีความสุขแล้วก็ตักข้าวให้เขาอย่างหนักมือ   นางชมเซียงชิงว่าเป็นคนดี,  ขยันทำงานและก็สุภาพเฉลียวฉลาดไม่เหมือนศิษย์ร่วมสำนักผู้อื่น  นางยังกล่าวเสริมให้เขาดูแลตนเองถนอมร่างกายและก็กินให้มากๆ

ความสัมพันธ์คล้ายกับสหายมีต่อกันมาก   ทำเอาข้ารู้สึกผิดหวังตะหงิดๆ ที่จับชู้ไม่ได้ตอนที่เซียงชิงกำลังจะจากไป   แต่อยู่ๆ เขาก็ชะงักทำท่าอ้ำอึ้ง มีท่าทีเขินอายขึ้นมาอย่างกระทันหัน   “เรื่องที่ข้าขอร้องให้ทำเมื่อคราวที่แล้ว.....”

“อ้อ...ไม่ต้องห่วง,  ไม่ต้องห่วงหรอก”   ฉางกุ้ยฮวาตบอกดังปึ้กๆๆ  แล้วพูดต่อด้วยท่าทางใจดีว่า   “คราวหน้าถ้านางมากินข้าว,  ข้าจะตักให้นางมากๆเลย”

“ขอบคุณ”   เซียงชิงหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อว่า   “อย่าลืมว่าห้ามบอกให้ใครรู้?”

“อ้อ...ข้าเข้าใจ,  เกิดข่าวเล็ดรอดออกไปว่า แม่สาวน้อยกินจุ  ต้องไม่ดีแน่  ป้าจะเก็บเป็นความลับให้”   ฉางกุ้ยฮวาพยักหน้าหงึกหงัก  แล้วยังพึมพำหงุงหงิงกับตนเองว่า   “กินจุขนาดนั้นแล้วทำไมเอวนางยังเล็กนิดเดียวได้ฟ่ะ  อิจฉาจัง....”

เซียงชิงก้มหัวลานางแล้วก็ลุกเดินไปยังโต๊ะกินข้าวพร้อมกับชามอาหารที่อยู่ในมือ
ตัวข้านั้นค่อยๆ พิจารณาดูฉางกุ้ยฮวา   ยิ่งข้ามอง,  ข้าก็ยิ่งกังขา   ตอนนี้ตัวเต็งอันดับหนึ่งของชู้ที่เซียงชิงต้องการจะแต่งงานด้วยก็คือนาง   ข้าต้องรีบเจี๋ยนนางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่ทว่า....ด้วยสรีระอันใหญ่โตของนาง,  ข้าคงต้องเสียเวลาขุดหลุมกว้างๆๆๆ  สักหน่อย

มันก็นานมาแล้วที่ข้าเคยฆ่าคน,  ข้าเลยจำไม่ค่อยได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง   ขืนทำไปผิดๆถูกๆ คงไม่ดี  จำใจต้องกลับไปปรึกษาหยินซีก่อนสักหน่อย

ขณะที่ข้ากำลังลังเล มีชายสูงอายุรูปร่างผอมบางผู้หนึ่งก้าวเข้ามาจากด้านหลังครัว  เขาเดินเข้ามาฉางกุ้ยฮวา   เขาพูดด้วยอาการรักใคร่ห่วงใยว่า   “เมียจ๋า,  วันนี้เจ้าเลิกงานแล้วรีบกลับบ้านเร็วหน่อยนะจ๊ะ   ท่านแม่บอกว่าอยากจะมาเยี่ยมเห็นหน้าหลานๆ ทั้งสามคน   รีบกลับบ้านมาเตรียมกับข้าวกับปลากันเถอะ”

“ได้จ๊ะ...สามี”   ฉางกุ้ยฮวารีบรับปาก   ใบหน้าของนางเบิกบานเต็มไปด้วยความยินดี   “สามีอย่าดื่มมากเกินไปล่ะ,   อย่าลืมแวะรับผ้าที่ข้าสั่งไว้จะเอากลับมาตัดเสื้อใหม่ให้ลูกๆ ทั้งสาม”
ฟังบทสนทนา,  ข้ารู้ทันทีว่าฉางกุ้ยฮวาเป็นสตรีที่แต่งงานมีสามีแล้ว   ถ้าเช่นนั้นนางก็ไม่ใช่ชู้ของเซียงชิงน่ะซิ   อ้า....ข้าเข้าใจผิดทั้งหมด   เข้าใจผิดไปเอง

ฉางกุ้ยฮวาเหลียวมาเห็นข้าเข้าพอดี   นางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าชอบใจว่า   “เหมียวน้อยหลงมาจากไหน?   มานี่ๆ  เดี๋ยวท่านป้าผู้นี้จะหาปลาให้เจ้ากิน”

โอ้ย....นางเป็นคนดี!!   ข้ายกหางขึ้นสูงลิบด้วยอาการดีใจ   ความระแวงสงสัยและกลิ่นอายสังหารระเหิดหายไปในทันที   ข้าถึงขนาดถูไถร่างกับขาของนางเพื่อแสดงความขออภัยต่อจิตสังหารของตนเองเมื่อครู่

พอข้ากินปลาหมด,  เซียงชิงก็กำลังจะจากไปพอดี  ข้ารีบเร่งตามเขามาติดๆจากเบื้องหลังคอยลอบสังเกตุสังกาโดยทิ้งระยะห่าง

เซียงชิงกลับมายังห้องพักแล้วเก็บของ   เขานำดาบไม้ ผ้ายันต์และเครื่องรางของขลังมาเตรียมให้พร้อม   ในความเห็นส่วนตัวของข้านั้น....เห็นว่า,  ไอ้ดาบไม้นั่นมีก็เหมือนไม่มี  แต่โชคร้ายที่มันเป็นเครื่องมือประกอบหลักในพิธีกรรมปราบปีศาจของศิษย์เหมาซานที่สืบทอดกันมา  นอกจากดาบไม้แล้วก็ยังมีมีดสั้นอีกสองเล่มเสียบซ่อนอยู่ในรองเท้า  จากนั้นเขาก็ตั้งท่าจะออกเดินทาง

ศิษย์พี่หมายเลขหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดผู้ปราดเปรียวก็วิ่งเข้ามาในห้องของเซียงชิง  มือถืออมยิ้มแทะแล้วเข้ามาด้วย   ศิษย์พี่137 รีบพูดกับเซียงชิงว่า   “ศิษย์พี่หกท่านจะลงเขาใช่มั้ย?”

“อืมม”   เซียงชิงพยักหน้า

“ช่วยข้าซื้อน้ำตาลปั้นมาสักหน่อยได้ไหม  ถังหูลู่ เม็ดก๋วยจี้ แล้วก็ขนมอิ๋วก๊วย  ปิดท้ายด้วยเซาปิ๋ง!”   ศิษย์พี่137 ร่ายรายการรวดเดียวไม่พักหายใจ

เซียงชิงไม่แยแสรายการขนมอันยืดยาวนั้น   “นี่เจ้าตัวเล็ก,  กินหวานมากไม่ดีต่อร่างกาย  ข้าไม่ซื้อให้เจ้าหรอก”

“อย่าตัดรอนแบบนั้นซิ,  ศิษย์พี่”  หมายเลข 137 นั่งแหมะลงบนเตียงแล้วโอดครวญ   “เอาแบบนี้เป็นอย่างไร,  คราวหน้าหากท่านจะส่งจดหมายรักของกำนัลให้หวานใจ  ข้าทำให้เปล่าๆไม่คิดเงินท่าน”

“อายุแค่นี้,  ก็รู้จักรีดไถจากผู้อื่นแล้ว”

“อ้าว...ก็เพราะอายุแค่นี้ของข้านี่แหละ,  ทำให้ข้าเข้านอกออกในเขตสตรีได้อย่างอิสระ   ก็แค่หารายได้พิเศษจากมัน   อย่างเมื่อไม่นานมานี้,  มีศิษย์น้องแสนสวยสองนางมาเพิ่มเติม   พวกนางงดงามเสียจริงๆ   ศิษย์พี่ฝั่งชายทั้งหลายกินไม่ได้นอนไม่หลับเอาแต่ไล่เกี้ยวพวกนาง ......ศิษย์พี่หก,  ท่านไม่หวั่นไหวบ้างหรือ?”

เซียงชิงทำท่าผูกห่อผ้าขมวดปมต่อ  ไม่พูดไม่จา

“ชิย์,  ศิษย์พี่ช่างใจหนักดั่งก้อนหินจริงๆ”   เห็นว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ใด, ศิษย์พี่หมายเลข 137 ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังประตู   “อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ....ไม่รีบเกี้ยวตอนนี้แล้วท่านจะเสียดายนะ”

เซียงชิงก้าวเข้าไปเขกกะโหลกเจ้าเด็กแก่แดดดังโป๊ก

“อู้ยย,   ท่านรู้ไหมเขกหัวเด็กบ่อยๆ จะทำให้เด็กโง่ได้นะ?”   ศิษย์พี่137วิ่งหนีไปร้องไปไม่อยู่ให้เขกต่อ

ข้าหัวเราะคิกคักขำพวกเขา   แต่ก็ตวัดสายตาสำรวจตามหลังศิษย์พี่ 137ไปอีกรอบ   แล้วหันมาสรุปว่าจะตัดเขาออกจากตัวเลือกชู้ของเซียงชิงเพราะว่าเขายังเด็กเกินไป


แล้วอย่างไรดีล่ะทีนี้....นังหน้าด้านผู้นั้นที่เซียงชิงอยากเอ่ยปากขอแต่งงานด้วย,  มันเป็นใครอยู่ที่ไหนฟ่ะ?   หระ...หรือว่านางจะอาศัยอยู่ข้างล่าง  มิได้อยู่บนเขา?  โอ้ย!  เจ็บใจจริง,  อุตส่าห์ตามมาตั้งครึ่งค่อนวันยังไม่ได้เรื่อง  แล้วนี่ข้าก็ต้องตามเขาต่อไปให้ถึงที่สุดล่ะทีนี้!  เอาฟ่ะ!  จะอยู่บนเขา, ตีนเขา, เชิงดอย พื้นราบระนาบรุ้งแวงเส้นไหน....เหมียวเหมียวก็จะตามไปให้สุดหล้าฟ้าเขียว   หากเจี๋ยนนางไม่ได้...ข้าไม่กลับเด็ดขาด!!!!



..........................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น