งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 123 ปีศาจน่ากลัว

เซียงชิงบรรจงขมวดห่อผ้าเข้ากันอีกครั้งแล้วคว้าทั้งห่อออกเดิน   ข้าเองก็มิรอช้าวิ่งหน้าเริ่ดตามมาเช่นกันแต่ข้ายังไม่ทันไปถึงไหน   เงาขาวๆก็โผล่มาขวางทางข้าให้-มองดูให้ดีก็คือหยินซีในร่างอีกากำลังพึ่บพั่บปีกด้วยความโมโห


“เหมียววววว.....แอวววววว”   ข้านึกอะไรไม่ออกได้แต่ควักท่าไม้ตายออกมาใช้คือ....นอนลงบิดแผ่พุงสีขาวให้เห็นวับๆแวมๆ

มุกอะไรที่ใช้ออกไปหลายครั้งแล้วคิดว่าจะใช้ได้ผลอีกกับอีกาที่กำลังโกรธจนหน้ามืดนั้นย่อมเป็นอย่างที่ท่านผู้อ่านคาดไว้คือ.......มัน-ไม่-มี   เขาบิดหูข้าเป็นเกลียวโดยไม่ยั้งมือทำเอาข้าได้แต่ครางหงิงๆไม่กล้าร้องดังด้วยความเจ็บปวด

ไม่เพียงแค่นั้นน่ะ,  เขายังหิ้วตัวของข้าขึ้นด้วยการขยุ้มที่หนังบนหลังคอ  ตลอดเวลาก็ด่าเสียงขรมว่า  “ไอ้แมวตั้มไบ่,  ห่างตาแค่สองสามทีเป็นไม่ได้, ต้องก่อเรื่องมาให้ข้าทุกที!
**ตั้มไบ่นี่หนา....มิใช่คำชม  คำด่าว่าโง่จ๊ะ

“แม๊ววววว....แอ๊วววววว!  เจ็บนะ!  มันเจ็บบบอีกางี่เง่า  รีบปล่อยข้า....ปล่อยยย!”    ข้าตวัดกรงเล็บใส่เขาเจตนาเพื่อให้เขาปล่อยมือจากข้า    ข้าพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเมื่อข้าถูกปล่อยจนร่วงลงพื้นว่า   “แต่คราวนี้,  เหมียวเหมียวมีเหตุจำเป็นนะ!

“เหตุผลงี่เง่าอะไรกันนักกันหนา?  พูด!

“ซือฟุจะขอผู้หญิงอื่นแต่งงาน!”  ข้าตะโกนก้องฟ้าด้วยความอึดอัดในอารมณ์

หยินซีมองข้าด้วยแววตาไม่แสดงอารมณ์อะไร   จากนั้นเขาเหมือนกับได้สติค่อยๆถามข้าอีกทีว่า   “เจ้าท่าจะฟังผิดไป, ใช่หรือไม่?”

“เขาบอกว่า....หากเขาหาเงินได้มากพอที่จะเลี้ยงดูนางให้สุขสบาย   เขาจะขอนางแต่งงาน   เขายังบอกอีกว่าฝ่ายหญิงมาจากตระกูลที่เป็นเศรษฐีร่ำรวย   และเขาไม่อยากให้นางต้องมากัดก้อนเกลือกินด้วย”   ข้ารีบพูดรายงานสถานการณ์ว่าคับขันแค่ไหน

หยินซีเครียดขึ้งขึ้นมาทันที   “หรือว่านั่น....หรือว่าจะเป็นศิษย์พี่ที่ชื่อหยุนหลาน?”

“ข้าก็ไม่รู้   ตอนนี้ข้ารู้แต่ว่าข้าต้องตามไปดูให้เห็นจะๆ!  ดูว่านังนั้นเป็นใคร!”   ข้าประกาศก้อง  “รู้เขารู้เรา..... รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งเฟ้ย”

หยินซีส่งสัญญาณให้ข้าแปลงกลับเป็นร่างสาวน้อยด้วยกันแล้วก็รีบสมทบออกเดินไล่หลังเซียงชิงมาพร้อมกับข้า   “สถานการณ์คับขันเช่นนี้, เจ้าก็น่าจะบอกข้าตั้งแต่แรก   ข้าจะได้มีเวลาให้ลูกน้องไปสืบว่านังมือที่สามมีบ้านช่องอยู่ที่ไหน”

เราเร่งเดินทางอย่างรวดเร็วไวเป็นหลายเท่าของมนุษย์   ในไม่ช้า, เราก็ตามเซียงชิงทัน   หยินซีลากข้าไปสมทบจนทันเขาแล้วยิ้มแย้มถามออกไปว่า   “อ้าว...พี่เซียง,  นั่นท่านจะไปไหนหรือ?”

เซียงชิงประหลาดใจที่เห็นเราทั้งสอง   แต่หลังจากที่เผลอมองข้าอยู่เป็นครู่,  น้ำเสียงของเขาที่ตอบมาก็ปนมากับความตื่นเต้นปนวิตกกังวล  “ขะ....ข้ากำลังจะลงไปปราบปีศาจใกล้ๆ”

“โอ้ย...ดีเลย!”   หยินซีพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา   “พวกเราอยากเห็นวิธีปราบปีศาจว่าเป็นอย่างไร  ได้ยินมาว่าพี่เซียงฝีมือสูงส่ง,  ท่านช่วยพาเราติดสอยห้อยตามไปด้วย, ได้หรือไม่?”

“ไม่ได้”   เซียงชิงพูดขัดเกือบจะทันที   “สถานที่นั้นอันตรายเกินไป  ปีศาจนั้นมีรูปร่างน่ากลัว   ข้าทำบ่อยจนชินชาแล้ว  แต่พวกเจ้ายังไม่มีประสบการณ์...เกรงว่าจะรับไม่ไหว”

“ข้าไม่กลัวปีศาจหรอก”   ข้ารีบตอบ  “เหมียวเหมียวชอบปีศาจจะตาย....”

ก่อนที่ข้าจะพูดต่อจนจบประโยค   หยินซีก็ลอบขยี้เท้าข้าอย่างแรง  ทำให้ข้าสะดุดคำพูดใบ้รับประทานได้แต่ยืนก้มหน้าเลยทีเดียว

พอรู้ว่าข้าไม่กลัวปีศาจ,  ปรากฏร่องรอยชื่นชมบนสีหน้าของเซียงชิงหลุดออกมาเล็กน้อย  แต่แล้วเขาก็รู้สึกตัวรีบปั้นหน้าเข้มงวดขึ้นใหม่  “ปีศาจมีนิสัยดุร้าย,  ข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะถูกมันทำร้ายเอา”

“พวกเราจะระวังตัว”   หยินซีรีบพูด   “อย่างไร, พวกเราตอนนี้ก็เป็นศิษย์เหมาซานแล้ว  พวกเราอยากจะปราบปีศาจและคนชั่วเพื่อทำให้โลกมีสันติสุข”

ห๊ะ!   หยินซีนี่นะอยากปราบปีศาจและคนชั่ว?   ข้ามองไปที่หยินซีอย่างผิดหวังในอารมณ์   ไม่ใช่ว่าเจ้าจะออกโทสะไล่กระทืบปีศาจเฉพาะตัวที่ไม่ส่งส่วยให้กับเจ้าหรือ  แถมตอนที่สู้พวกมันไม่ไหว,  เจ้าก็จะลากเหมียวเหมียวให้ไปต่อยตีให้จบแทนเจ้า   และหากต้องแสดงฝีมือกระทืบปีศาจสักตัว  ก็มักจะจบลงที่ถ้าเจ้าไม่กระอักเลือดเป็นลิ่มๆ ก็ต้องกระดูกซี่โครงหัก  ปวกเปียกสุดๆ....

สุดท้าย,  ด้วยวาจาที่ห้าวหาญเต็มไปด้วยปณิธานที่หยินซีแสดงออกมาก็ทำให้เซียงชิงใจอ่อน   เขาอนุญาตให้พวกเราติดตามเขาไปโดยต้องรับปากว่าต้องดูอยู่รอบนอกห้ามเข้าไปใกล้เพราะจะมีอันตราย   พวกเราก็รีบรับปากแต่โดยดี

ระหว่างทาง,  หยินซีก็ชวนคุยหาข้อมูลจากเซียงชิงว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงรีบหาเงิน  หรือว่ามีสาเหตุใดที่เขาต้องรีบใช้เงินขึ้นมา

เซียงชิงเลือกตอบเพียงว่าที่เขาต้องการหาเงินขึ้นมาเพราะต้องการนำมันไปไถ่ถอนกระจกปราบมารของซือฟุกลับมา

ดูจากอาการหลบเลี่ยงสายตาและหยดเหงื่อเม็ดเป้งที่หน้าผากของเขา  พวกเราก็สรุปได้ว่าเขาเบี่ยงประเด็น.....เหตุผลจริงๆก็คือจะหาเงินไปแต่งเมียต่างหากล่ะ!

หยินซีก็เลยเบนหัวเรื่องไปพูดถึงมู่หยุนหลาน   เขาก็รีบออกมาปกป้องทำนองว่า....ถึงแม้ศิษย์น้องหญิงผู้นี้อารมณ์ร้ายไปหน่อย   แต่นางก็มีความอดทนไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก   เขายังกล่าวเสริมอีกว่า   นางอาจจะพูดจาติดจะห้วนๆ  แต่ตัวจริงของนางมีจิตใจเมตตา   นางอาจจะอ่อนไหวและทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างๆจริงจัง  แต่นางก็เป็นสตรีที่ดีงามผู้หนึ่ง

เสร็จกันนนน!!!!    ข้าสุดจะทนฟังไหว.....

หยินซีลอบพูดกับข้าด้วยท่าทีโกรธแค้นว่าตอนนี้ในใจของเขามีหญิงอื่นแล้ว   เขาไม่ใช่ของข้าอีกต่อไป   ความจริงที่ถูกย้ำนี้ทำให้ใจข้าแตกสลาย......

เรื่องขี้ประติ๋วกลับกลายเป็นดั่งแผ่นดินไหวเขย่าจิตใจข้า

หยินซีเสนอให้ฆ่าเซียงชิงซะ  แล้วรอให้เขากลับไปเกิดใหม่อีกชาติ   ไอ้ความคิดงี่เง่าหาดีไม่ได้นี้ทำให้ข้างับหยินซีไปหลายครั้ง   ใครคิดจะฆ่าซือฟุก็ต้องผ่านศพเหมียวเหมียวไปก่อน!

ที่สุด,  พวกเราก็เดินทางมาถึงสถานที่ๆเรียกว่า  เมืองหลัวอวี้   ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่มากนักที่เมืองนี้   มีบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้างหญ้าขึ้นท่วมสูง   สถานที่แบบนี้แหละที่เหมาะจะให้ปีศาจสิงสู่

พอเราเหยียบเข้ามายังสถานที่แห่งนี้,  เซียงชิงก็เริ่มเดินระวังหน้าให้กับพวกเรา   ในมือของเขามียันต์กันภัยและดาบไม้ไร้ประโยชน์อีกหนึ่งด้าม   ยิ่งอยู่นาน,  ข้าก็ยิ่งห่วงสวัสดิภาพของเขา   แต่เอาเถอะอยู่ในสายตาข้าเช่นนี้,   คงไม่มีปีศาจตาถั่วตัวไหนกล้ามาแหยม

กลิ่นสาปสางของปีศาจลอยเข้ามาปะทะจมูกอันฉับไวของข้า   ดมแล้วให้รู้สึกคุ้นๆอย่างบอกไม่ถูก   เซียงชิงคล้ายจะเป็นห่วงจึงอธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า   “ครอบครัวที่ร่ำรวยในแถบนี้ขอให้ทางเหมาซานส่งคงมาปราบปีศาจร้าย   มันสังหารฝูงสัตว์แล้วก็ทำลายพืชไร่ไปมาก   โชคยังดีที่มันยังไม่ได้ฆ่าเอาชีวิตคนเลย   พลังปีศาจที่อยู่ที่นี่กล้าแกร่งมาก   พวกเจ้าต้องระวังตัวไว้”

ข้าบอกตรงๆว่าข้าฟังถึงกับอึ้งตะลึงลานไปหลายเฮือก   ....จะส่งกลิ่นสาปสางรัญจวนใจจนมนุษย์ได้กลิ่นตุๆได้นี่ต้องเป็นปีศาจอายุสักหนึ่งพันปีขึ้นไป...ปีศาจที่ว่านี้ก็เป็นแค่ปีศาจที่พึ่งมีรูปกายของมนุษย์ได้ไม่นาน    ทำไมถึงได้เรียกว่าแข็งแกร่งได้ล่ะ?    พึ่งจะตั้งไข่ออกจากเปลือกได้ไม่นานเองนี่นา

แต่กันไว้ก่อน,  ข้าดีดเล็บออกมาเตรียมไว้ภายใต้ชายแขนของเสื้อที่สวมใส่แล้วเดินตามเซียงชิงมาเงียบๆ  สีหน้าหยินซียิ่งระแวดระวัง  ดวงตาของเขาคอยเหลือบมองไปทางซ้ายและขวาเกรงว่าเหมียวเหมียวจะหลุดจากบทบาท   ตัวข้าเองหัวใจก็เต้นกระหน่ำ  ส่วนหนึ่งในตัวข้าอยากจะกระโดดขึ้นหน้าเปลี่ยนตำแหน่งกับเซียงชิงเหลือเกิน.....

เสียงลมพัดใบไม้หวีดหวิว  กิ่งไม้เคลื่อนไหวไปมาให้เสียงดังแกรกกราก  เมืองเปลี่ยวร้างนั้นถูกแสงสีของยามค่ำเคลือบย้อม  บรรยากาศเงียบสงัดน่าสะพรึงกลัว  ปราศจากเสียงสุนัขเห่าหรือไก่โก่งคอขันเล่น   เซียงชิงสำรวจรอบๆพยายามหาร่องรอยของปีศาจแต่น่าแปลกที่ว่ากลับไม่สามารถพบเจอร่องรอยใดได้เลย   ข้าไม่รู้ว่าทำไมหยินซีต้องทำทีเป็นหวาดกลัวขวัญผวาเยี่ยงนั้น ซึ่งยิ่งทำให้เซียงชิงต้องขยายเขตออกไปตรวจดูรอบๆพวกเรามากขึ้น

พอห่างจากเขาออกมาได้หน่อย   หยินซีรีบถอนหายใจด้วยความโล่งอก  เขารีบชี้ให้ข้าดูทางขวาพูดกระซิบกระซาบว่า   “นังเหมียว,  เจ้าช่วยข้าเบิ่งดูที,  หากตาอันแหลมคมของข้าดูไม่ผิด  มีปีศาจตัวหนึ่งอยู่ตรงนั้น”

ข้าหันหน้าไปทางทิศที่ว่า,  ก็เห็นผู้ชายตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ผู้หนึ่งแต่งกายด้วยอาภรณ์หนัง    สูงใหญ่เกือบๆสองเมตร   ใบหน้ารกรุงรังของเขาเปล่งรังสีฆ่าฟันรุนแรงออกมา  ในมือเขามีขวานใหญ่บักเอ้กติดมืออยู่ด้วยหนึ่งด้าม   ยืนซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้ในป่า




ก่อนที่ข้าจะหลุดคำพูดใดออกมา    ชายที่มีสายตาอำมหิตน่าสะพรึงกลัวผู้นั้นก็กระโจนตรงมายังข้า................


............................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น