งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 126 ดวลกันแล้ว

“ศิษย์น้องหญิงไม่ใช่สิ่งของไร้ชีวิตจิตใจจะเอานางมาเดิมพันได้อย่างไร?”   เซียงชิงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของศิษย์พี่หมายเลขเจ็ด

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็บทุบหมัดลงบนโต๊ะดังเปรี้ยงทำเอาน้ำแกงกระฉอก   แต่โชคยังดีสำหรับข้างวดนี้,  ที่เซียงชิงคว้าคอข้าหิ้วหลบได้ทันท่วงที  จึงมิได้เปรอะเปื้อนน้ำแกงปลาสักหยด

เสียงดังเอะอะทำให้มีบรรดาศิษย์ในฝั่งชายทั้งหลายแห่กันมาดู   พวกเขาเริ่มผสมผสานข้อมูลจากการติดตามชมว่าเรื่องราวเป็นไงมาไง

เซียงชิงรู้สึกอับอายที่มีผู้คนจำนวนมากมามุงดู  จึงได้ตวาดเสียงดังกลับไป   “ศิษย์น้องเจ็ด,  เจ้าพูดจบหรือยัง?!  พูดจาเรื่องเช่นนี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!

“ใช่ซิ้!  (ผู้อ่านโปรดขึ้นเสียงสูง จะได้อารมณ์มาก)   ข้ามันน่ารังเกียจ  และท่านมันดีเหลือเกินนี่!”   ศิษย์พี่เจ็ดยังไม่ยอมลดละ

“อย่าได้มีปากเสียงแถวนี้”   เซียงชิงพยายามควบคุมเหตุการณ์   “อีกอย่าง,  อย่างไง, ข้าก็ยังไม่มีความคิดจะจากเหมาซานไปไหน”

“อย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านแน่ใจจะเอาชนะข้าได้แน่?”

อืมมฮึ้...ดูท่าทางของศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดตอนนี้แล้ว,   ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าวิธีการพูดจาของข้ากับเขาเหมือนกันเปี้ยบ (คิดเองเออเอง)     เซียงชิงพยายามชักจูงต่อ  “ข้าเชี่ยวชาญต่อยตีเพลงกระบี่ป้องกันตัว   แต่ศิษย์น้องเจ็ดเจ้าเรียนมาทางการจัดการและการติดต่อเชิงการค้า   หากต้องดวลกันขึ้นมาเกรงว่าจะดูไม่ยุติธรรม”

อ้า........ประโยคนี้เหมือนสาดน้ำมันเข้ากองเพลิง   ศิษย์พี่เจ็ดหน้าเปลี่ยนเป็นคล้ำยิ่งกว่าเดิมด้วยเพลิงโทสะ   เขาเข้ามาฉุดตัวเซียงชิงจะให้ขึ้นไปบนเขาด้วยกัน

เซียงชิงไม่ทราบจะทำอย่างไง  เขาวางตัวข้าที่อุ้มอยู่ลงบนพื้นแล้วก็ออกเดินตามไป   เห็นว่าไอ้บ้างี่เง่าหมายเลขเจ็ดคิดร้ายต่อซือฟุ   ข้าย่อมต้องตามไปติดๆอยู่แล้ว  ไปมันพร้อมๆกับเหมาซานมุงกลุ่มใหญ่ที่เดินตามมา

หยินซีกับเจียนหนานโบกมือหยอยๆ   พวกเขาจับจองที่ให้ข้าชมเหตุการณ์จากบนยอดไม้   พอข้าปีนขึ้นไปสมทบ   พวกเขาก็ถามข้าเสียงกระซิบว่า   “ทำไมอยู่ๆก็จะดวลกันเล่า?   คงไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะที่เป็นสาเหตุ.....”

เจียนหนานทำหน้าเศร้าเสริมว่า  “ต้องเป็นการดวลเพื่อแย่งตัวแม่นางหยินซีแน่ๆ” 

“เจ้านะแหละที่ต้องลงไปสู้และก็ตายๆไปเลย!”   ข้าใช้เท้าเขี่ยเจ้ากบจนร่วงจากต้นไม้   “ถ้าซือฟุดวลเพื่อแย่งหยินซีได้ล่ะก็   ข้าจะดวลกับหยินซีต่อรอบหลังเพื่อแย่งตัวซือฟุเหมือนกัน!

หยินซีตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ  “พวกเจ้าพูดอีกคำเดียวข้าจะโกรธแล้วนะ”

ข้ารู้สึกผิดหวังจากสิ่งที่คาดหวังไว้     ณ ขณะนี้, ชายหนุ่มอันเป็นที่รักกำลังจะต่อสู้เพื่อแย่งสตรีนางอื่น...นางเอกเรื่องนี้กลายเป็นอีกาไม่ใช่แมวเหมียวอย่างข้าไปได้เยี่ยงไร   ข้าอยากจะตายจริงๆ

ตัวหยินซีเองก็รู้สึกเหมือนได้รับความอยุติธรรมเช่นกัน   เขาพูดด้วยน้ำเสียงโศกระทมว่า   “ทำไมนะ?  ทำม้าย... ถึงไม่เป็นสาวงามสะท้านฟ้าสะเทือนดินสักสองนางแย่งชิงต่อสู้เพื่อตัวข้า .......แทนที่จะเป็นไอ้กร๊วกสองนายนี้ด้วย......”

เมฆสีขาวบนฟ้าเริ่มกลายเป็นเมฆดำเคลื่อนมาปกคลุมท้องฟ้าแทน    ลมเริ่มพัดแรงกรรโชกขึ้นทุกที    ทำให้เศษไบไม้เศษฝุ่นผงบนพื้นพัดเข้าใส่ร่างที่ยืนปักหลักเด่นสองร่างนั้น

สายลมพัดกระหน่ำจนชายเสื้อสีฟ้าอ่อนของเซียงชิงพัดสะบัดไปมา   เพียงกิริยายกมือแค่นิดเดียวของเซียงชิงก็ทำให้ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดเพิ่มความเครียดขึ้งระมัดระวังขึ้นเท่าตัว   เขาดึงกระบี่ไม้ประจำตัวออกมาข้างหน้าแล้วจ้องนิ่งไปยังคู่ต่อสู้เพียงจุดเดียว

“เราไม่ดวลกันไม่ได้หรือ?”  เซียงชิงลองถามอีกที

“ไม่ได้เด็ดขาด!”  ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดสืบเท้าขึ้นหน้าแล้วเริ่มลงมือก่อน   เซียงชิงถอนหายใจหนักแล้วเบี่ยงตัวหลบเพียงนิด   เพียงเซียงชิงยกมือผลักออกไปทีเดียว, ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดก็ลงไปนอนแอ้งแม้งบนพื้น  แต่เขาก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างเร็ว

ผู้คนที่ยืนให้กำลังใจเริ่มส่งเสียงอื้ออึง  ครั้งหนึ่ง, ในบรรดาเสียงเชียร์, ดันมีเสียงเสนอขึ้นมาว่า   “เราน่าจะไปตามแม่นางหยินซีให้มาดูการดวลเพื่อนางนะ”

“แม่นางหยินซี?”   การเคลื่อนไหวของเซียงชิงชะงักค้าง   เขาเดินดุ่มเข้าหาศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดอย่างไม่เกรงกลัว  คว้าคอเสื้อเขาไว้แล้วถามด้วยน้ำเสียงดุดันต่างกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง   “แม่นางหยินซีมาเกี่ยวอะไรกับข้าไม่ทราบ?”

“ท่านไม่ได้แอบคบหาอยู่กับแม่นางหยินซีหรอกเรอะ?”   ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดตะโกนกลับเสียงดัง   “ลอบพบปะนัดเจอ,  หรือท่านจะไม่ยอมรับ?”

“ข้าไปมีสัมพันธ์เช่นนั้นกับนางตั้งแต่เมื่อไหร่?”   เซียงชิงยิ่งงง

ศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดตอบกลับด้วยน้ำเสียงโศกว่า   “ข้าได้ยินจากปากนางเอง!

หยินซีถึงกับพุ่งหลาวปักหัวลงจากต้นไม้   เพื่อลบล้างความอับอายขายขี้หน้าครั้งนี้    ส่วนเจียนหนานกับข้าก็ได้แต่เข้าปลอบใจหยินซีด้วยการตบหลังแปะๆ

พอเรื่องเผยออกมาว่า....แม่นางหยินซีที่เป็นที่หลงใหลใฝ่ฝันของศิษย์ชายเกือบทุกคนของเหมาซานแอบคบหาดูใจกับชายผู้หนึ่งแล้ว   พวกเหล่าศิษย์ชายที่ตามมาต่างพร้อมใจกันม้วนแขนเสื้อขึ้นเตรียมตัวเข้ามารุมกระทืบคนผู้นั้นด้วย   จนเซียงชิงต้องรีบอธิบายว่า   “ไม่ใช่แบบนั้น  ข้ากับแม่นางหยินซีไม่มีอะไรกัน”

“อ้อ.....เจ้าคิดหลอกนางเล่นๆ   ย่ำยีแล้วก็ทิ้งนาง, ใช่หรือไม่?”   เสียงหนึ่งโกรธจัดโวยวายขึ้นมา

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“ถ้างั้น.....เจ้าคงจะคิดว่าเจ้าเนื้อหอมนัก,ใช่มั้ย?   เที่ยวหลอกลวงสตรีเล่น?   ไอ้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เอ้ย!”   อีกเสียงหนึ่งนอกจากโกรธยังมีความหมั่นไส้ใส่ลงมาด้วย

“ก็ไม่ใช่แบบนั้นเหมือนกัน”

“หรือเจ้ามันเจ้าชู้!  เกี้ยวไม่เลือกฟ่ะ!”   อันนี้โมโหล้วนๆ

“มันไม่ใช่แบบที่พูดมาเลย!

ไม่มีใครฟังเขาพูดสักคน   ทุกคนล้วนโมโหหึงกันหมด   ชายพวกนั้นตั้งท่าตีวงล้อมเขาไว้   เซียงชิงไม่อยากลงมือทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลายดังนั้นจึงมีทางออกเดียวคือ หาทางหนี  มาถึงตอนนี้,  ก็มีใครไม่รู้ตะโกนขึ้นว่า   “เราน่าจะเชิญแม่นางหยินซีมาที่นี่,  นางจะได้เห็นธาตุแท้ของไอ้จิ้งจอกนี่”

พอได้ยินประโยคนี้  เราสามตัวที่ซุ่มอยู่ก็กะจะไปหาที่ลับตาสักที่แล้วเปลี่ยนกลับเป็นร่างมนุษย์เสียก่อนแล้วค่อยปรากฎตัวออกมาอีกที

ทุกคนรีบร้อนเล่าเรื่องราวของความชั่วร้ายของศิษย์พี่เซียงชิงให้ข้ากับหยินซีฟังทันทีที่พวกเราสองคนมาถึง   ยิ่งพวกเขาพ่นคำผลุสวาทหยาบคายต่อว่าเซียงชิงมากเท่าไหร่,  ข้าก็ยิ่งอยากฝากกรงเล็บให้ศิษย์ชายแต่ละคนมากเท่านั้น   ข้ารีบกล่าวปกป้องเซียงชิงว่า   “พี่เซียงไม่ใช่คนแบบนั้น!  พวกท่านพูดจาเหลวไหล!   เขาเป็นคนดีต่างหาก!

“หรือว่า.....เจ้านั่นเกี้ยวแม่นางเหมียวเหมียวด้วย?   เขากะกินรวบทั้งสองสาวงามเลยนี่นา!”   ใครฟ่ะสรุปออกมาได้มั่วมาก   ศิษย์พี่ชายทั้งหลายยิ่งโกรธโมโหไปกันใหญ่   พวกเขากลับทวีเพิ่มจำนวนสมทบกลุ่มคนอยากจะตีเซียงชิงเป็นกลุ่มใหญ่กว่าเดิม

เซียงชิงได้แต่หันมาทางข้าแล้วกล่าวว่า  “แม่นางเหมียวเหมียว,  อย่าไปฟังเรื่องไม่มีมูลที่พวกเขาพูด  ข้าบริสุทธิ์ใจจริงๆ”

ข้าน่ะรู้อยู่แล้วว่าเขาบริสุทธิ์   ข้าเลยรีบเอาตัวเข้าไปขวางหน้ากลุ่มชายที่กระเหี้ยนกระหือรือเหล่านั้นไว้   แต่อยู่ๆ  ก็มีดาบไม้ไม่มีตาเขวี้ยงมาทางหัวกระบาลของข้า

ก่อนที่ข้าจะใช้มือที่ดูอ่อนแอของข้าปัดดาบไม้นั้นให้ตกพื้นไปอย่างสง่างาม  เซียงชิงกลับผลุนผลันออกมายังจุดที่ข้ายืนแล้วเอามือปิดตาทั้งสองข้างของข้าไว้   ดาบไม้นั่น,  จึงฟาดถูกหน้าผากของเขาเป็นรอยแผลมีเลือดซึมออกมาอย่างสง่างามเช่นกัน


ซือฟุถูกทำร้าย  เขา...เลือดออก   เขาจะตาย, ใช่มั้ย?   ความทรงจำในอดีตย้อนหวนคืนมาเป็นฉากๆ   ความรู้สึกกลัว, โกรธและสิ้นหวังพรั่งพรูมาในหัวของข้า  ข้าลืมเลือนความรู้สึกบ้าเลือดที่อยากจะเข้าไปอัดทำร้ายคนพวกนี้ให้กระจายตัวไป   เปลี่ยนเป็นกอดเซียงชิงแล้วร้องไห้โฮออกมาดังลั่นว่า   “ท่านเจ็บอีกแล้ว,  อย่าตายนะ,  อย่าทิ้งเหมียวเหมียวไว้คนเดียว”

“ข้าไม่เป็นไร  ข้าไม่เจ็บเท่าไหร่”   เซียงชิงลูบหัวข้าเบาๆ

คราวที่แล้วเขาก็พูดกับข้าอย่างนี้  บอกว่าเขาไม่เป็นอะไร  แต่นั่น...เขาก็โกหกข้า   ข้าเงยหน้าแล้วจ้องเขาด้วยดวงตาที่นองไปด้วยน้ำตา

“ข้าสบายดีจริงๆ”   เซียงชิงย้ำกับข้าอีกครั้ง   เขาเงยหน้าหันไปกวาดตามองพวกศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลาย  “พวกเจ้าเล่นกันพอหรือยัง?!

มือมืดผู้ซึ่งเป็นเจ้าของดาบไม้นั้นกล่าวอย่างติดๆขัดๆว่า  “ผู้คนชุลมุนวุ่นวาย,  ตัวข้าไม่ได้ตั้งใจเล็งไปตรงไหน แค่ขว้างออกไปส่งๆ  มันเป็นอุบัติเหตุ...โปรดยกโทษให้ข้าด้วยศิษย์พี่หก”
“หากดาบนี้โดนแม่นางเหมียวเหมียวแทนที่จะเป็นข้า  ความเสียหายนี้คงมิอาจทดแทนได้”

“ขะ...ข้าขอโทษ”   ศิษย์พี่ชายผู้นี้เดินออกมาโค้งศีรษะขอโทษข้า

ข้ามองเขากลับด้วยสายตาโกรธขึ้ง   ฝากไว้ก่อนเถอะ...วันชิวอิกมิได้มีหนเดียว 
****ชิวอิกและจับโหงว  วันพระจีน

หยินซีก็เดินเข้ามาตรงหน้าศิษย์พี่หมายเลขเจ็ดที่ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมมองนางอยู่   นางสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเปิดปาฐกถายืดยาวอบรมเขาโดยไม่หยุดหายใจในขณะที่ผู้คนที่มุงอยู่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรสักคำ

เซียงชิงเดินนำข้าลงมาจากบนเขา  เขาพูดว่า  “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลหรอก   ที่บนเขานี้เวลาพวกเราลงมือลงไม้เล่นกัน   มันก็อาจจะมีเกินเลยไปสักหน่อย   แต่ในวันหน้า, จะไม่มีเรื่องราวเช่นนี้อีก”

ข้าหยุดฝีเท้าแล้วดึงมือของเซียงชิงให้หยุดด้วย   ข้าขอเขาด้วยท่าทางจริงจังว่า  “ครั้งหน้า,  หากมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น  อย่าได้เข้ามากำบังให้เหมียวเหมียวอีก   หัวของเหมียวเหมียวแข็งมาก  ดาบไม้แค่สองสามอัน, ไม่ทำให้ข้ากลัวหรอก”

“เจ้าพูดเรื่องโง่อะไรออกมา?”

“ข้าไม่ได้พูดเรื่องโง่นะ”

“ทำไมเจ้าต้องเป็นห่วงขนาดนี้?”  เซียงชิงยิ้มออกมา

ข้าเริ่มอบรมเขาจริงจัง   “ข้ากลัวว่าท่านจะได้รับบาดเจ็บ   กลัวว่าท่านจะตายและกลัวว่าท่านจะทิ้งเหมียวเหมียวตามลำพังคนเดียวอีก”


“เด็กโง่”   เซียงชิงหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับให้คำมั่นว่า   “เรื่องแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น.....”

......................................................
จบบท



10 ความคิดเห็น:

  1. ทั้งหัวเราะและซึ้งในตอนเดียว ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณค่ะ คิดว่าจะไม่ได้อ่านอีกแล้ว ตามจนเจอ ดีใจมาก

    ตอบลบ
  3. มีความซึ้งน้ำตาไหล//อะไรคือหัวแข็งมาก55555

    ตอบลบ
  4. ตอนนี้เซียงชิงน่ารักมากค่ะ ;)

    ตอบลบ
  5. อยากใหเซือฟุจำทุกอย่างได้ไวๆจัง กังวลถ้าซือฟุรู้ว่าเหมียวๆเป็นปีศาจจะกลัวและรังเกียจเหมียวๆ รีบอัพไวๆน่ะสู้ๆ

    ตอบลบ
  6. อ่านไปขำไปสำนวนของไรท์ดีงามมากกกค่ะ

    ตอบลบ
  7. อ่านไปขำไปสำนวนของไรท์ดีงามมากกกค่ะ

    ตอบลบ
  8. น่ารักอะ ซึ้งน้ำตาซึม..

    ตอบลบ