งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 24 ทำลายผ้าไหม (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

เมื่อทุกคนได้รับผ้าไหมกันถ้วนหน้าแล้วลากลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มชื่นมื่นแล้ว    หลี่เหว่ยหยางยังรั้งอยู่ต่อ    ในทุกๆช่วงบ่าย,   นางจะอยู่ข้างกายเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) เพื่อปรนนิบัติชงชา

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) สนใจไต่ถามถึงเรื่องราวที่นางเติบโตมาเมื่อยังเด็ก ณ จวนสกุลหลี่สายเมืองผิงเฉิง   มักจะตั้งคำถามหลี่เหว่ยหยางถึงเรื่องต่างๆ


ตัวนางเองก็มักจะเล่าเรื่องย้อนความหลังที่เป็นที่สนใจของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ที่นางเคยเผชิญมา ณ เมืองผิงเฉิง  ด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ

เมื่อได้ฟังแล้ว,   เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ก็มักจะส่ายศีรษะพูดว่า    “ เจ้าสาม,  เจ้าไม่ได้เล่าความจริง”

หลี่เหว่ยหยางมองสบตานางด้วยดวงตาที่ใสแจ๋วแล้วสุดท้ายก็พูดออกมาว่า    “เหลาฟูเหริน (ท่านย่า),   ท่านอยากฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือ?”

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ผงกศีรษะ   “ข้าต้องการฟังความจริง”

หลี่เหว่ยหยางสูดหายใจลึก  เรื่องบางเรื่อง,  หากผู้คนสงสัยต้องการทราบเรื่องที่เกิดขึ้นจริงให้ได้ ในไม่ช้าเขาคนนั้นก็จะสามารถสืบเสาะได้ในไม่ช้า ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บซ่อนต่อไป

“ข้าได้อาศัยอยู่ที่จวนสกุลหลี่แห่งผิงเฉิงได้จนข้าอายุเจ็ดขวบ   ทางจวนเสนาบดีหลี่ก็ยังไม่ส่งใครมารับตัวข้ากลับสักที  ดังนั้นสกุลหลี่สายผิงเฉิงจึงส่งตัวข้าปุบปับไปยังบ้านนอก ให้ไปอยู่กับตระกูลโจวที่อาศัยในหมู่บ้านนั้น  ท่านป้าวัยกลางคนของตระกูลโจวมีชื่อว่า หลิวซือ  นางดุร้ายมากมักจะไม่ให้ข้ากินอะไรบ่อยๆ  ตอนที่ข้ายังเด็กกว่านี้   ข้ายังไม่รู้เรื่องจึงตัดสินใจขโมยอาหารกินเองจากในครัว   พอนางรู้เรื่องเข้า,  นางก็ทำโทษข้า “   หลี่เหว่ยหยางดึงแขนเสื้อขึ้นเพื่อแสดงรอยแผลเป็นที่ข้อมือให้เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ดู   “นี่ไงเจ้าค่ะ,  บนหลัง  บนข้าของข้าล้วนมีรอยแผลเป็น”

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ดูรอยแผลเป็นด้วยสายตาตกใจ สีหน้าของนางเหมือนไม่อยากจะเชื่อ   “เจ้าบอกนางหรือเปล่าว่า บิดาของเจ้าคือท่านเสนาบดี?”

หลี่เหว่ยหยางหัวเราะหึๆ   นางรู้อยู่แล้วว่าหากเหลาฟูเหรินได้ยินเรื่องราวก็จะเกิดอาการเชื่อไม่ลง  แต่เรื่องราวทั้งหมดนั่น.....คือความจริง   “ข้าทั้งร้องไห้ทั้งบอกแก่นางหลิวซือว่าพ่อของข้าเป็นขุนนางรับราชการอยู่ในเมืองหลวง แต่แทนที่นางจะหยุด, นางกลับเยาะเย้ยข้ากลับ   ข้าพักพิงกับตระกูลโจวเป็นเวลาหกปี   ในหน้าร้อน,  ต้องทนนอนไม่หลับเพราะยุงกัด   ในหน้าหนาว,  มุมที่ข้านอนจะมีไอน้ำจับเป็นน้ำแข็ง   บุตรีของตระกูลโจวเห็นข้าเป็นม้าใช้   ทั้งมือและหัวเข่าของข้าล้วนแตกยับจนเลือดซึม   นิ้วมือของข้ามีแต่รอยแผลจากการทำงานหนักและเย็บปักเสื้อผ้า   แม้แต่เท้าของข้ายังหยาบกร้านแตกระแหงไปหมด”   เสียงเล่าของนางไม่ดัง   ไม่แสดงอารมณ์โกรธแค้น – นางไม่เอ่ยถึงยามเมื่อโดนโบยตีจนเกือบตาย – น้ำเสียงของนางไม่แสดงถึงความเจ็บปวด ยากลำบากหรือ ความสิ้นหวังแต่อย่างใด

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) และลัวมาม่า (สาวใช้รุ่นใหญ่สูงอายุแซ่ลัว)  ได้ยินเรื่องราวแล้วนิ่งเงียบด้วยความเวทนา

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า)  มองไปที่มือเล็กบอบบางของเหว่ยหยางก่อนที่จะเอื้อมมือออกมาช้าๆ ค่อยๆจับที่มือของเหว่ยหยาง   นางเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่า มีรอยแผลเป็นหลายรอยปรากฎอยู่บนมือที่เนียนละเอียดนั้น  รอยแผลนั้นดูจางลงไปมากแล้ว   ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะมองไม่เห็น...ต้องพิจารณาใกล้ๆถึงจะเห็น

ลัวมาม่าส่ายหัว   คุณหนูทุกนางแห่งจวนเสนาบดีล้วนคาบช้อนเงินตะเกียบทองมาเกิด   ความเป็นอยู่ของพวกนางเลิศหรูมิต้องแผ้วพานกับการดำรงชีวิตที่ยากลำบากต่างกันลิบลับกับคุณหนูสาม   ทั้งๆที่ในกายนางมีสายเลือดของท่านเสนาบดีที่ไหลเวียนอยู่ในร่างแต่กลับต้องมาถูกครอบครัวชาวนายากจนข่มเหง

มองจ้องเหว่ยหยางไปด้วยเหลาฟูเหรินก็ให้รู้สึกเจ็บในอก   นางไม่สามารถจินตนาการถึงเด็กน้อยไร้เดียงสาวัยเพียงแค่เจ็ดปีที่ต้องมีชีวิตอยู่ไปวันๆ กับสภาพแวดล้อมแบบนั้น    แล้วนางเติบโตมาได้อย่างไรกัน

เหลาฟูเหรินเอ่ยขึ้นมาช้าๆ  “หลานเอ๋ย,  เจ้าได้รับความทุกข์ยากลำบากมามาก   ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพวกเขาจะใจร้ายทำกับเจ้าอย่างนี้-“

หลี่เหว่ยหยางยิ้ม  นัยน์ตาสีดำสนิทของนางสะท้อนเงาใบหน้าของเหลาฟูเหริน   “ข้าเองก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย   สิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกเสียใจมากที่สุดก็ตอนเมื่อมีงานเทศกาล   ข้าได้แต่ดูนายท่านหลี่กับครอบครัวออกไปฉลองข้างนอกกัน   ข้าได้แต่อยากจะมีบิดากับเขาบ้าง   เขาจะได้ตามใจข้า   อยากจะไปชมดอกไม้ร่วมกับบิดาบ้าง   หรือจะไปเดินชมโคมไฟด้วยกันก็ยังดี   แต่ผู้อื่นก็จะตะโกนเยาะหยันข้า   พวกเขาพูดว่าข้าเป็นเด็กกำพร้าไร้บิดามารดา”   หลี่เหว่ยหยางมิได้ร้องไห้  บางอย่างในโลกนี้,  ถึงจะร้องไห้ก็เสียน้ำตาเปล่า ไม่มีวันจะได้มา   ความเป็นจริงนี้, นางเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเยาว์วัยแล้ว

เหลาฟูเหรินกุมมือเหว่ยหยางไว้แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า   “หลานเอ๋ย,  ตอนนี้เจ้ากลับมายังจวนแล้ว  นับจากนี้ต่อไป,  ไม่มีใครจะกลั่นแกล้งเจ้าได้อีกแล้ว”

คำพูดและแววตาสงสารของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) เป็นของจริงแท้   หลี่เหว่ยหยางกระชับมือของเหลาฟูเหรินแน่นขึ้น   ถูกต้อง!   ตอนนี้นางกลับมาแล้ว    จากนี้เป็นต้นไป,  จะไม่มีใครรังแกนางได้  ถ้าการเป็นคนดีหมายถึงต้องถูกกลั่นแกล้งเหยียบย่ำจนตายแล้วล่ะก็, นางยอมเป็นคนชั่วดีกว่า!

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ยิ้ม  ในดวงตามีแววของความเอาใจใส่ห่วงใย   “เด็กโง่เอ๋ย,   อยู่เพียงลำพัง...คงจะเหงามาก  เจ้ามาเยี่ยมข้าบ่อยหน่อยแล้วกัน”

ประโยคคำพูดนี้ของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ทำให้เหว่ยหยางรู้ได้เลยว่า ต่อไปนี้....อนาคตของนางในจวนเสนาบดีนี่มีความมั่นคงเป็นอย่างมากแล้ว

เมื่อกลับมายังที่พำนักของนางแล้ว จือยานก็รีบออกมาต้อนรับนาง

หลี่เหว่ยหยางเพียงมองสำรวจรอบๆไม่ได้หยุดฝีเท้าขณะที่เดินเข้าสู่เรือนพำนัก    ฮวาเหมยป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก   ในมือมีไม้ปัดขนไก่  กำลังปัดฝุ่นตามชั้นไม้ที่วางกระถางดอกไม้ 
ในมือของไป่จือและโม่จูหอบหิ้วผ้าไหมล้ำค่ามาคนละพับ  เพียงดูแค่แว่บเดียวก็สัมผัสได้ถึงความล้ำค่าของมัน

หลี่เหว่ยหยางส่งสัญญาณให้สองสาวใช้วางผ้าทั้งสองพับลงบนโต๊ะ  จากนั้นนางก็บอกให้โม่จูออกไป แต่ให้ไป่จือรั้งอยู่ก่อน

นางวางมือลงบนผ้าไหม สัมผัสถึงความนุ่มนวลและสวยงามของเนื้อผ้าใต้ปลายนิ้วที่ลูบไล้   นางยกยิ้มที่มุมปากแล้วพูดออกมาเพียงสองคำว่า   “ฉีกมันให้ขาด!

ไป่จือไม่ได้ขยับตามคำสั่งทันที แต่ยืนนิ่งด้วยความประหลาดใจ

หลี่เหว่ยหยางมองไปยังไป่จือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆว่า   “เจ้าจะยืนเฉยอยู่ทำไม  รีบๆฉีกมันเข้าซิ”

ถึงแม้ว่าไป่จือยังตะลึงไม่หาย    แต่นางก็เชื่อฟังคำสั่งของเหว่ยหยาง  คว้าผ้ามาพับ แล้วนางก็ดึงปิ่นบนหัวออกมาแล้วใช้มันกรีดผ้าจนขาด   ผ้าไหมผืนงามในตอนนี้ถูกทำลายขาดออกเป็นสองชิ้น

ดวงอาทิตย์ฉายแสงจากตะวันออกส่องลอดหน้าต่างเข้ามายังในโถงกลาง  ในโถงนั่นจึงบังเกิดเงาผสมผสานระหว่างความมืดกับแสงสว่าง   บนโต๊ะที่วางไว้ซึ่งพับผ้าไหมในขณะนี้ มีเสียงฉีกขาดของผ้าดังมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ   ริมฝีปากของหลี่เหว่ยหยางปรากฏรอยยิ้มบางเบา

ไป่จือทำตามคำสั่งอย่างตั้งอกตั้งใจ   ในไม่ช้า,  ผ้าไหมงามก็ถูกทำลายจนจำสภาพเดิมไม่ได้
ไป่จือเอ่ยปากถามออกมาหลังจากกรีดผ้าไหมจนขาดยับแล้วว่า   “คุณหนูผ้าพวกนี้เป็นคุณชายใหญ่ส่งมา   พวกมันควรจะใช้ตัดชุดรับปีใหม่ถ้าหากว่า......”

หลี่เหว่ยหยางกระพริบตาพูดว่า   “ไป่จือ,  เจ้าไปเอาหีบที่ใช้เก็บของมาใส่ผ้าไหมที่ขาดแล้วพวกนี้แล้วลั่นกุญแจขึ้น”

ไป่จือก้มหน้ารับคำสั่งแล้วล่าถอยออกไป   “เจ้าค่ะ,  นูปี้ (บ่าว) เข้าใจคำสั่งแล้ว”   ถึงแม้ว่าภายในใจของไป่จือจะสงสัย ไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องทำลายผ้าไหม?

จังหวะนี้,  ฮวาเหมยกำลังคิดจะใช้ข้ออ้างว่าจะนำผ้าไปซักเพื่อลอบออกจากเรือน   นางรู้สึกกระวนกระวายเพราะเหตุการณ์ที่แดงออกมาเมื่อคราวที่แล้ว

ถึงแม้ว่าต้าฟูเหรินจะไม่ได้ดุด่านาง เพียงเอาแต่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ฮวาเหมย,  ข้ามอบให้เจ้าคอยดูคุณหนูสาม”

ฮวาเหมยค่อยโล่งอก เมื่อนางเห็นว่าต้าฟูเหรินไม่ได้โกรธเกรี้ยวอะไรนาง

หลินมาม่าเดินมาหาฮวาเหมยแล้วกุมมือนางไว้อย่างอ่อนโยน  เสียงของหลินมาม่านุ่มนวลยามเอ่ยว่า   “คำสั่งฟูเหริน,  เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่?”

หัวใจของฮวาเหมยเต้นพรวด  นางได้แต่รีบพยักหน้าถี่ๆ

หลินมาม่าเรียกรั้งตัวนางไว้   “ฟูเหรินอภัยให้เจ้าครั้งหนึ่ง  แต่จะไม่อภัยให้หากมีครั้งที่สอง!
ฮวาเหมยรู้สึกว่าความอุ่นของมือของหลินมาม่าที่อยู่ที่มือของนางเปรียบเหมือนงูร้ายที่ตั้งท่าจะฉก   ฮวาเหมยร้องหงิงๆพยายามดิ้นรนแกะออก  แต่ว่าหลินมาม่าหยิกเนื้อนางจิกลึกเหมือนกับว่าทุ่มเทแรงกดเล็บเต็มที่ลงในเนื้อนาง

ฮวาเหมยเจ็บมากจนนางต้องร้องขอความเมตตาออกมา   “เจ้าค่ะ!  เจ้าค่ะ!  นูปี้จะคอยดูคุณหนูสามอย่างดี!


มือของต้าฟูเหรินลูบไล้ไปตามผ้าไหมสีปะการังแดงพร้อมกับรอยยิ้มที่พึงพอใจ



................................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น